ยอดขายรถเบนซ์ ปี 64 โตสวนเศรษฐกิจ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ไกลสุดมาปีนี้ชัวร์

หลังการรีแบรนด์อย่างเป็นทางการของ “เดมเลอร์ เอจี” สู่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป เอจี” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์  2565 บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด รายงานผลการดำเนินงานปี 2564 ว่า ยอดขายโดยรวมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ปี 2564 ในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ดี ในด้านยอดจดทะเบียนรถยนต์นั้นมีจำนวนลดลงจากปีที่แล้วกว่า 793 คัน จากเดิมปี 63 มียอดจดทะเบียน 10,613 คัน แต่ในปี 64 มียอดจดทะเบียนทั้งหมด 9,820 คัน

ในระดับโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถทำยอดขายได้กว่า 2.05 ล้านคัน แม้จะมีความท้าทายอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และปัญหาเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบรถยนต์ แต่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าทำสถิติยอดขายสูงถึง 227,458 คัน หรือเพิ่มขึ้น 69.3% โดย 48,936 คันในจำนวนนั้นเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) จากแบรนด์ Mercedes-EQ

Mercedes-Benz S580 e AMG Premium และ The new EQS 450+ AMG Premium

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2564 แม้จะมีความท้าทายหลายประการจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ผลการดำเนินงานทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงแข็งแกร่งด้วยยอดขายที่มากกว่า 2 ล้านคัน โดยการนำของรถยนต์ระดับไฮเอนด์ รุ่น Mercedes-Maybach, Mercedes-AMG และ G-Class ได้สร้างสถิติใหม่ในเรื่องยอดขาย

ด้านยอดขายของรถยนต์รุ่น S-Class มีตัวเลขเพิ่มขึ้น 40% เป็น 87,064 คัน โดยยอดขายในประเทศจีนคิดเป็น 35.5% ของความต้องการรถยนต์รุ่นนี้จากทั่วโลก ในขณะที่ยอดขาย G-Class ก็เพิ่มขึ้นแบบสร้างสถิติใหม่ที่ 41,174 คัน ส่วนยอดขาย Mercedes-AMG ทำได้ 145,979 คัน เพิ่มขึ้น 16.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับยอดขาย Mercedes-Maybach อยู่ที่ 15,730 คัน หรือเพิ่มขึ้น 50.7% ด้วยแรงหนุนจากประเทศจีนซึ่งรถยนต์ Mercedes-Maybach สามารถทำยอดขายได้ในอัตราที่มากกว่า 900 คันในแต่ละเดือน

ส่วนรุ่นยนต์รุ่น EQS ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่วิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดในตลาด วิ่งได้กว่า 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทย รวมถึงแบตเตอรี่ก็จะถูกประกอบขึ้นในไทยด้วยเช่นกัน ด้านราคายังไม่มีการเปิดเผย แต่จะเร่งดำเนินการในเรื่องขั้นตอนและพร้อมเปิดขายในปี 65 นี้แน่นอน

The new EQS ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ

มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ยอดขายรถยนต์คอมแพ็คของเราเพิ่มขึ้น 58% หลังการเปิดตัวรถยนต์รุ่น A-Class ใหม่และรุ่น GLA ใหม่

ในขณะที่ในกลุ่มรถยนต์ Luxury และกลุ่ม SUV มียอดขายเพิ่มขึ้น 27% และ 29% ตามลำดับ ในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็คนั้น หากรวมกับยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง ยอดขายของรถยนต์กลุ่มนี้นับว่าเติบโตขึ้นถึง 113% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่ารถยนต์รุ่นนี้เป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคชาวไทย

ส่วนภาพรวมของไตรมาสที่ 4 ยอดขายเพิ่มขึ้น 28.1% นอกจากนี้ ยอดขายของรถยนต์รุ่นปลั๊กอินไฮบริดยังมีการเติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้ ยอดขายรถเบนซ์ ปี 64 ปิดด้วยยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าตลาดรถยนต์ลักชัวรี โดยรวมในปี 2564 จะหดตัวลง 9% ก็ตาม

ด้านธุรกิจสินเชื่อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์

นายศุภวุฒิ จีรมนัสนาคร กรรมการผู้จัดการบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดสินเชื่อใหม่ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ 12% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท

หากประเมินจากอัตราการทำสินเชื่อใหม่ในไตรมาสที่ 4 จะเห็นได้ว่ามีอัตราการเติบโตมากขึ้นถึง 41% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2563 ส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทย มียอดธุรกิจรวมมูลค่ากว่า 42,000 ล้านบาท

“ในปี 2565 เรามีกลยุทธ์ที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของเรา โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเพื่อการครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ง่ายขึ้น

ธุรกิจประกันภัย Mercedes-Benz Protection สามารถทำส่วนแบ่งทางการตลาดได้ 60% โดยในปีนี้เราได้ผลักดันและขยายช่องทางการเข้าถึงผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้สะดวกและง่ายกว่าเดิม”

สรุปยอดขายรถกลุ่มพรีเมียมในไทยปี 2021

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ตลาดรถยนต์พรีเมียมเกิดความผันผวนอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ยอดขายในหลายๆ แบรนด์จะลดลงเนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เริ่มเข้ามาเป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กับวงการ

ในปีนี้ BMW ยังคงครองแชมป์ 2 ปีซ้อนในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม ที่ในปีก่อนเป็นปีแรกที่สามารถเอาชนะแชมป์เก่าอย่าง Mercedes-Benz ที่ครองแชมป์ในตลาดมายาวนานกว่า 19 ปี เนื่องด้วยเมอร์เซเดส-เบนซ์มีการหยุดผลิตไปหลายรุ่น รวมถึงทาง BMW ที่มีการออกรถรุ่นใหม่จำนวนเยอะกว่า รวมถึงการทำราคาที่ต่ำกว่าด้วยเช่นกัน

สำหรับตัวเลขยอดขายรวมรถกลุ่มพรีเมียมในปี 2021 รวม 6 แบรนด์ ได้แก่ BMW, Mercedes-Benz, Volvo, Audi, MINI และ Lexus รวมกันทั้งหมด จะมียอดรวมทั้งหมด 24,177 คัน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าปี 2020 ที่ปิดยอดไปได้ 26,426 คัน

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน