สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เผยตัวเลขดัชนีการค้าปลีกของไทยมีอัตราการเติบโตถดถอยอย่างต่อเนื่อง ไตรมาสแรกของปี 2016 เหลือเพียง 2.6% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.2%
5 เหตุผลหลักที่ทำให้สถานการณ์ค้าปลีกไม่ดีขึ้น
1. กำลังซื้อกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลางลงล่าง ที่ต้องอาศัยรายได้จากผลผลิตภาคเกษตรซึ่งยังคงมีกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นในหมวดสินค้าไม่คงทน (Nondurable Goods) เช่น เครื่องดื่ม อาหาร ที่แทบจะไม่มีการเติบโตเลย
2. นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 12 ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กลับไม่ส่งผลให้มูลค่าการบริโภคหมวดสินค้ากึ่งคงทน (Semi-Durable Goods) เติบโตแต่อย่างไรแต่กลับถดถอยลง ( หมวดสินค้ากึ่งคงทน เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา ซึ่งหมวดนี้เคยมีการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 8-12 ในช่วง 10 ปี่ผ่านมา)
3. คนไทยในระดับรายได้สูงถึงปานกลางออกเดินทางไปช้อปปิ้งที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วยอัตรา 9% ต่อปี (ตัวเลขของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) โดยในปี 2015 คนไทยใช้จ่ายในต่างประเทศ สูงถึง 170,032 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นการจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนมที่มีจำหน่ายในประเทศไทยสูงถึง 50,840 ล้านบาท
4. ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทย แม้ว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยอัตรา 12% ต่อปี จนอยู่ที่ระดับ 29.5 ล้านคนในปี 2015 แต่มูลค่าการบริโภคสินค้าจากร้านค้าในประเทศกลับไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่มุ่งเน้นไปที่ Shopping Tourism สินค้าแบรนด์เนมมีราคาสูงกว่าต่างประเทศ ราว 20-30% และ นักท่องเที่ยวนิยมที่จะซื้อสินค้าที่ร้านค้าปลอดอากรเป็นหลัก เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า
5. “ตลาดของหิ้ว” หรือ “Grey Market” ปัจจุบันตลาดกลุ่มนี้ใหญ่มาก จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีผู้ประกอบการ ที่ขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงผ่านช่องทาง Social Media ถึง 1,005,000 ราย แต่มีเพียง 2% เท่านั้น ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ผู้ประกอบการสินค้าแบรนด์เนมบางรายได้ประมาณว่า มูลค่าสินค้านอกระบบ หรือ Grey Market ใหญ่พอๆ กับตลาดสินค้าในระบบ ซึ่งสินค้านอกระบบส่วนนี้ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐและควบคุมได้ยาก

5 ข้อเสนอเร่งด่วนต่อภาครัฐ
1. ภาครัฐควรต้องผลักดัน Shopping Tourism หรือนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงช้อปปิ้ง อย่างจริงจัง เช่นการเปิดเสรีร้านค้าปลอดภาษี โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนร้านค้าปลอดภาษีในเมืองให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติในการซื้อสินค้าและยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้มีการใช้จ่ายในประเทศให้มากมากขึ้น
2. รัฐต้องหามาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยมุ่งไปยังผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ซึ่งกำลังซื้อยังค่อนข้างแข็งแรง อย่าง มาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” เพื่อให้เม็ดเงินในการจับจ่ายสู่ภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ เมื่อเกิดการจับจ่าย ก็จะส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ท้องถิ่นต่างจังหวัด ซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอให้เข้มแข็งขึ้น
แต่ มาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่ 15,000 บาท แต่ควรพิจารณาให้สามารถจับจ่ายได้เกิน 15,000 บาทโดยพิจารณาเพิ่มขึ้นตามเงินรายได้พึงประเมินที่เพิ่มขึ้น เช่น คนมีรายได้พึงประมาณเกินกว่าเพดานสูงสุดก็น่าจะสามารถนำมาลดหย่อนได้มากกว่า 15,000 บาท
3. ไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น Low Season ของนักท่องเที่ยว และ Low season ของการจับจ่ายบริโภค สมาคมฯได้เสนอ โครงการ “Thailand Brand Sale” โดยร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีกจัดลดราคาสินค้าที่หมดฤดูกาล ประกอบด้วย สินค้าแฟชั่นแบรนด์ไทย แบรนด์ต่างประเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้า OTOP และพิจารณาลดภาษีนำเข้าบางส่วน พร้อมกัน ทุกห้างทุกศูนย์การค้าในจังหวัดท่องเที่ยว 10 จังหวัด เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นเพิ่มการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศและผู้บริโภคคนไทย
จังหวัดดังกล่าวที่กำหนดไว้คือ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ กรุงเทพฯ หาดใหญ่ เชียงราย อุบลฯ อุดรฯ ขอนแก่น และนครราชสีมา
4. พิจารณาการใช้มาตรการทางภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 2 กรณี กรณีที่ 1 คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ณ สถานที่ขายสินค้าในทันที กรณีที่ 2 ใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ศูนย์ (0) สำหรับชาวต่างชาติ โดยมีวงเงินขั้นต่ำในการซื้อสินค้าแต่ละครั้งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
5. จุดหมายของการจับจ่ายใช้สอยสินค้า (Shopping Destination ) ยังไม่ใช่เหตุผลหลักที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกมาประเทศไทย สมาคมฯเสนอให้ภาครัฐ ผลักดันนโยบาย Duty Free City เพื่อให้ประเทศไทยเป็น Shopping Destination ของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
จริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมค้าปลีก ยังกล่าวว่า ภาคเอกชนยังมีการลงทุนค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ยอดเม็ดเงินการลงทุนจากปี 2015-2017 คาดว่าจะอยู่ที่ 130,200 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละประมาณ 43,400 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงมากและสูงกว่าการก่อสร้าง BTS (123,300 ล้านบาท) หรือการประมูลคลื่น 4G 900 MHz (76,000 ล้านบาท) ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงานโดยตรงกว่า 210,000 คนต่อปี และการจ้างงานทางอ้อมอีกกว่า 150.000 คน
ทั้งนี้ทางสมาคมฯ มีความกังวลว่าภาคค้าปลีกอาจจะไม่สามารถรักษาระดับการลงทุนเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง หากยอดใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงถดถอยมาตลอดกว่า 4 ปีเช่นนี้
