
“อาหาร” คือปัจจัย 4ที่มนุษย์จะขาดไปไม่ได้ ทำให้แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่ดีอย่างไร หุ้นจะตกแค่ไหน แต่ภาพรวมของ “ธุรกิจอาหาร” กลับแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ เห็นได้จากตัวเลขภาพรวมของตลาดอาหารของไทยในปี 2558 ที่มีมูลค่าสูงถึง 2.57 ล้านล้านบาท ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ตลาดอาหารภายในประเทศ 58% หรือ 1.49 ล้านล้านบาท และตลาดอาหารส่งออก 42% หรือ1.08 ล้านล้านบาท

มีการคาดการณ์ว่าภาพรวมในธุรกิจอาหารในปี 2559 น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา การแข่งขันมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องจากหลายๆแบรนด์จะหันมาเล่น “Price War” หรือ “สงครามราคา” มากขึ้น เราจะเห็นแนวโน้มของการแข่งขันในด้าน “โปรโมชั่น” ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราจะได้เห็นภาพ หลายๆร้านที่ทยอยปิดตัวไปเนื่องจากสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะรายเล็กๆที่สายป่านยาวไม่พอ ไม่สามารถทนการแข่งขันด้านราคาไหว ซึ่งภาพแบบนี้ในปี 2559 ก็จะมีเกิดขึ้นอีก
สำหรับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น จะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะทำให้ไปกระตุ้นภาพรวมให้มีการเติบโต โดยมีปัจจัยที่จะมาเสริมทั้ง “เมกะโปรเจคของรัฐบาล” และ “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ” ที่ออกมาเป็นระยะๆ ที่จะเข้ามากระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมทั้งภาพเศรษฐกิจภายในประเทศและ เศรษฐกิจโลก ที่มีแนวโน้มจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ในปี 2559 เรายังจะได้เห็นแนวโน้มของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ “เปลี่ยนไป” โดยจะมีการจำกัดรายจ่ายในแต่ละมื้อให้ลดลง เพื่อทำให้เงินในกระเป๋าเหลือเยอะขึ้น แต่เมื่อเงินเหลือเยอะขึ้นแทนที่จะทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น กลับกลายเป็นว่าไปกระตุ้นผู้บริโภคให้เพิ่มความถี่ในการเข้าใช้บริการร้านอาหารแทน เหล่านี้จึงทำให้แนวโน้มของธุรกิจร้านอาหารเติบโตขึ้นไปอีก
แต่ทั้งนี้การทุ่ม “โปรโมชั่น” ก็อาจจะไม่ใช่ทางทางออกเดียวที่จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารประครองตัวต่อไปได้ แต่ “คุณภาพ” เท่านั้นจึงจะสามารถทำให้ธุรกิจร้านอาหารอยู่รอดได้ ซึ่งท้ายที่สุด “ผู้บริโภค” เท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะใช่บริการของใคร ?
ที่มา : โออิชิ กรุ๊ป, มีนาคม 2559
