A&W ตำนานร้านอาหารและรูทเบียร์ที่กำลังจะหมดลมหายใจในไทย

อีกไม่นาน เราอาจจะไม่ได้เห็นร้าน A&W ในประเทศไทย

หลังจากที่ บมจ. โกลบอล คอนซูเมอร์ หรือ GLOCON ตัดสินใจเคลียร์คัทธุรกิจร้านอาหาร A&W ออกจากธุรกิจ

เนื่องจาก A&W ประสบกับสภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

ทั้ง ๆ ที่ GLOCON เพิ่งซื้อลิขสิทธิ์ธุรกิจร้านอาหารA&Wในระยะสัญญา 20 ปี จากบริษัทแม่A&Wสหรัฐอเมริกาเมื่อกลุ่มเคยูบี ประเทศมาเลเซีย ผู้ได้รับลิขสิทธิ์เดิมหมดสัญญาลงเมื่อ 2558

 

หลังจากที่ GLOCON ซื้อลิขสิทธิ์ธุรกิจร้านอาหารA&Wเข้ามาในพอร์ตยังได้จัดตั้งบริษัทย่อย เอ็นพีพี ฟู้ด อินคอร์ปอเรชั่น เป็นผู้บริหารร้านอาหารA&W ประเทศไทยโดยเฉพาะ

จากความคาดหวังว่าในขวบปีแรกA&Wจะมีรายได้ 200 ล้านบาท และจะมีส่วนแบ่งตลาด 10% ในตลาด QSR (Quick Service Restaurant) ในเซกเมนต์เบอร์เกอร์และไก่ทอดภายใน 5 ปี

และตั้งเป้าหมายว่าจะขยายสาขาร้านอาหาร A&W ให้มากถึง 100 สาขาภายใน 5 ปี นับจากปี 2559 ที่A&Wมีสาขาเพียง 21 สาขา

 

แต่ในวันนี้ร้านอาหารA&Wกลับไปไม่ถึงฝันที่วางไว้

เพราะในปีที่ผ่านมา A&Wประสบกับสภาวะขาดทุน70 ล้านบาท และเป็นสภาวะขาดทุนต่อเนื่องหลายปี

และสาขาร้านอาหารA&Wเพียง 26 สาขา อ้างอิงจากเฟซบุ๊กA&W

 

เหตุผลที่ร้านอาหาร A&W ไปไม่ถึงฝันจนต้องเคลียร์คัตธุรกิจเรามองว่ามาจาก

1. การแข่งขันในตลาด QSR ในเซกเมนต์เดียวกันมีการแข่งขันกันสูง

การแข่งขันนี้มาจากหลายด้าน

ทั้งการแข่งขันของเชนร้านอาหารยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศที่เป็นผู้เล่นหลักในธุรกิจนี้มานาน เช่น แมคโดนัลด์ เคเอฟซี เบอร์เกอร์คิง และแบรนด์ไทยอย่างเชสเตอร์

ซึ่งแบรนด์เหล่านี้มีความพร้อมด้านทุนทรัพย์ มีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อปรับภาพลักษณ์แบรนด์อย่างต่อเนื่อง ให้แบรนด์ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากที่สุด

และยังมีสาขาที่รองรับความต้องการของลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาด QSR ยังมีผู้แข่งขันหน้าใหม่เข้ามาท้าชิงในตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้ามาทำตลาดของ TACO BELL ในปี 2562 เป็นต้น

 

2. ความท้าทายจากเมนูซิกเนเจอร์ที่หวานไม่ใช่คาว

เรามองว่านอกจากA&Wจะประสบความกับความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงรอบด้านแล้ว

A&Wยังมีความท้าทายจากผู้บริโภคมีภาพจำกับเมนูซิกเนเจอร์ของA&Wที่เป็นเมนูรูทเบียร์ และวาฟเฟิล ซึ่งเป็นเมนูที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นอาหารหวาน รับประทานเล่นมากกว่าอาหารคาว ทั้ง ๆ ที่A&Wมีเมนูอื่น ๆ อีกหลากหลายเมนูที่เป็นอาหารคาว เช่น เบอร์เกอร์ ไก่ทอด

แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง QSR อื่น ๆ เช่น เคเอฟซี ที่มีเมนูซิกเนเจอร์ คือไก่ทอด เบอร์เกอร์คิง คือเบอร์เกอร์ แมคโดนัลด์ คือเบอร์เกอร์ และเฟรนช์ฟรายส์ ทำให้เมื่อผู้บริโภครู้สึกหิวและต้องการอาหาร QSR รับประทานจะคิดถึงแบรนด์อื่น ๆ ที่ Top of Mind ผู้บริโภคที่เป็นอาหารคาวมากกว่า

 

3. สาขาที่ตามคู่แข่งหลัก

ในช่วงเวลาเริ่มต้นที่ GLOCON ซื้อลิขสิทธิ์ร้านอาหารA&Wมาครอบครอง

ร้านอาหารA&Wมีสาขา 21 สาขา

และขยายเป็น 30 สาขาในสิ้นปี 2559

สิ้นปี 2560 ขยายเป็น 33 สาขา

สิ้นปี 2561 ขยายเป็น 40 สาขา

ต่อมาสิ้นปี 2562 ลดเหลือ 26 สาขา

และสิ้นปี 2563 ลดเหลือ 24 สาขา

ส่วนปัจจุบันมี 26 สาขา

 

ที่ผ่านมาการขยายสาขาของA&Wจะเน้นไปที่สาขาตามสถานีบริการน้ำมัน และในกรุงเทพฯ เป็นหลัก

ซึ่งเรามองว่าทำเลสถานีบริการเป็นโลเคชั่นที่เหมาะสำหรับลูกค้าที่แวะเข้ามาพักระหว่างเดินทาง หรือแวะเข้ามาเติมน้ำมัน และลูกค้าที่เข้ามาเพื่อตั้งใจรับประทานA&Wเท่านั้น

การขยายสาขาในรูปแบบนี้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ซื้อลิขสิทธิ์มาว่าจะขยายสาขาในสัดส่วนตามห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า 30% รูปแบบสแตนด์อโลน และคีออส เน้นไปที่สถานีบริการน้ำมัน ในสัดส่วน 70%

 

 

ซึ่งต่างจากคู่แข่งหลักที่มีสาขาจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว เช่น เคเอฟซีมากกว่า 900 สาขา กระจายในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และแฝงอยู่ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าทั้งขนาดใหญ่และเล็ก และมีร้านในรูปแบบไดรฟ์ทรู เข้ามาเสริมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เร่งรีบ

การมีสาขาและมีรูปแบบร้านที่หลากหลายทำให้มีโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในช่วงอารมณ์หิวที่แตกต่างกันไป และมองหาร้านที่อยากรับประทานในพื้นที่กำลังอยู่ในขณะนั้น หรือพื้นที่ที่เดินทางไปซื้อที่สะดวกที่สุด

และแน่นอนว่าร้านอาหาร QSR เหล่านี้จะเป็นผู้แย่งเม็ดเงินจากA&Wในกระเป๋าเงินลูกค้าจากสาขาและความสะดวกเหล่านี้อีกทางหนึ่ง

 

4. ภาพลักษณ์ Old School

5 ปีก่อนหน้าที่ GLOCON จะซื้อลิขสิทธิ์ร้านอาหารA&Wเข้ามาในพอร์ต เคยูบี ผู้ถือลิขสิทธิ์เดิมแทบไม่ได้ทำตลาดA&Wผ่านเมนูใหม่และอื่น ๆ อาจเพราะเหตุผลทางธุรกิจ

และการที่A&Wที่อยู่ในตลาดไทยมาตั้งแต่ปี 2526 ทำให้ที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าหลักจึงเป็นกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่เติบโตมากับA&Wมากกว่าคนรุ่นใหม่

หลังจากที่ GLOCON ซื้อร้านอาหารA&Wมีเป้าหมายปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เด็กลงและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น แต่เรายังมองว่าอาจเพราะA&Wไม่ได้ทำตลาดปรับภาพลักษณ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งยังมองA&Wเป็นแบรนด์ Old School มากกว่า New Gen

 

ทั้งนี้อย่างไรก็ดี เมื่อเรามาดูรายได้ของเอ็นพีพี ฟู้ด อินคอร์ปอเรชั่น บริษัทย่อยของ GLOCON ที่ตั้งขึ้นมาดูธุรกิจอาหารโดยเฉพาะ

ในปัจจุบัน เอ็นพีพี ฟู้ด อินคอร์ปอเรชั่น บริหารธุรกิจร้านอาหารได้แก่A&W และ Kitchen Plus มีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

 

ปี 2561 194.23 ล้านบาท ขาดทุน 129.53 ล้านบาท

ปี 2562 154.90 ล้านบาท ขาดทุน 75.07 ล้านบาท

และปี 2563 101.40 ล้านบาท ขาดทุน 55.36 ล้านบาท

I-

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน