Mergers and Acquisitions ธุรกิจควบรวมแล้ว ผู้บริโภคได้อะไร ?

เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้เปิดเผยเรื่องที่น่าสนใจ คือจำนวนคดีร้องเรียนเรื่องการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ และการควบรวมธุรกิจในช่วง 4 ปีมานี้ที่เพิ่มสูงทั้งด้านจำนวนและตัวเลขรายได้

4 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจไทยควบรวมกันเยอะแค่ไหน

2561-2562 ขออนุญาตรวมธุรกิจ 24 เรื่อง | มูลค่ารวมธุรกิจ 0.66 ล้านล้านบาท

2563 ขออนุญาตรวมธุรกิจ 16 เรื่อง | มูลค่ารวมธุรกิจ 0.48 ล้านล้านบาท

2564 ขออนุญาตรวมธุรกิจ 30 เรื่อง | มูลค่ารวมธุรกิจ 2.1 ล้านล้านบาท

รวมมูลค่าทั้งหมด 3.2 ล้านล้านบาท

 

อันดับธุรกิจที่ควบรวมกัน

 

อันดับ 1 คือ บริการ (32%)

อันดับ 2 คือ สินค้าอุปโภคบริโภค (24%)

สำหรับอันดับ 3  คือ สินค้าอุตสาหกรรม (23%)

ส่วนอันดับ 4  คือ การเงิน (15%)

และอันดับ 5 คือ ทรัพยากร (3/3%)

อื่น ๆ ได้แก่ เกษตร & อาหาร, เทคโนโลยี, อสังหาริมทรัพย์ คิดเป็น 2%, 0.3%, 0.3% ตามลำดับ

ที่มา: คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

 

Mergers and Acquisitions (M&A) เราเรียกว่าการควบรวมกิจการ หมายถึงการได้มาซึ่งทรัพย์สิน หุ้น หรือกิจการอื่น จากบริษัทหนึ่งสู่บริษัทหนึ่งโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเติบโตและขีดความสามารถทางการค้า เช่น

บิ๊กซี ซื้อหุ้นทั้งหมดของ คาร์ฟูร์ ในไทยเพื่อขยายธุรกิจ เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด

ทรู ประกาศควบรวม ดีแทค เพื่อปรับโครงสร้าง เพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจโทรคมนาคมในยุคดิจิทัล ที่คนสนใจบริการด้านอื่นมากกว่าแค่การโทรเข้า-ออก

SCBX ซื้อหุ้น BitKub ผลักตัวเองเข้าสู่โลก Cryptocurrency เพื่อขยายฐานลูกค้านักเทรด

ซีพี ควบรวม เทสโก้ โลตัส กลายเป็น Lotus’s เจาะตลาดค้าปลีกแข่งกับบิ๊กซี

ฯลฯ

 

ใหญ่+ใหญ่ = ใหญ่มาก อุปสรรคของธุรกิจเล็ก

ข้อมูลจากปี 2562 ระบุว่า เศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีจำนวนรวม 9,043 ราย มีมูลค่ารวม 42.9% ของ GDP ในขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กหรือ SMEs นั้นมีจำนวนถึง 3,110,694 ราย กลับมีมูลค่ารวมเพียง 43.2% ของ GDP ต่ำกว่าสัดส่วนมูลค่าเพิ่มจาก SMEs ในกลุ่มประเทศในองค์การความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 50-60%

ปัญหาคือการควบรวมธุรกิจระหว่างกิจการใหญ่กับใหญ่จะทำให้เกิดการผูกขาดทางการค้า และอำนาจเหนือตลาดได้ ธุรกิจเล็กอาจถูกเบียดเบียน และผู้บริโภคมีตัวเลือกในการบริโภคลดลง

สมมุติว่าในไทยมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ 3 เจ้า ได้แก่ A B และ C ซึ่ง A มีห้างฯ ย่อยในเครืออีก เช่น ห้าง ก. ห้าง ข. ห้าง ค. ส่วน B มีจำนวนห้างของตัวเองมากที่สุด

วันหนึ่ง A ประกาศควบรวมกับ B และได้กิจการห้างไป A จะได้รับช่องทางการกระจายสินค้า และข้อมูลผู้บริโภคเพิ่ม จากที่ตอนแรกก็มีห้าง ก ข ค อยู่แล้ว ทำให้เหลือคู่แข่งเพียง C และห้างฯ เล็กอื่น ๆ ซึ่งมีสาขา ช่องทางจำหน่ายที่น้อยกว่า

ผลกระทบต่อผู้บริโภคคือ เราจะมีตัวเลือกน้อยลง เงินในกระเป๋าที่เคยจ่ายแบบกระจายไปยังร้านเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ต่างวาระกันไปจะถูกบีบให้ต้องจ่ายกับธุรกิจเดียว อาจฟังดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ลองคิดดูว่าถ้าเมื่อก่อนแถวบ้านคุณมีห้าง 10 แห่ง เป็นห้าง A 3, ห้าง B 4 , ห้าง C 3 แล้ว A ควบกับ B แถวบ้านคุณจะมีห้างที่เป็นเจ้าของเดียวกันถึง 7 แห่ง ตัวเลือกจะถูกลดลงอย่างเห็นได้ชัด ของใช้ในบ้านอาจถูกเปลี่ยนไปเป็นของในเครือแบรนด์ A มากขึ้น และแม้จะบอกว่า งั้นเลี่ยงไปซื้อร้านโชว์ห่วยแล้วกัน ก็เป็นไปได้ว่าร้านที่คุณซื้อ จะซื้อของจากห้าง A มาขายต่ออีกทอด เพราะการที่ห้างมีจำนวนเยอะกว่า ก็อาจอยู่ในระยะที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องแบกค่าเดินทางกับค่าขนส่งแพง รายได้ของ A ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

         ปกติแล้วหน่วยงานในไทยจัดการเรื่องการควบรวมธุรกิจอย่างไร

การดูแลการควบรวมธุรกิจ ระวังไม่ให้ธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ‘กินรวบ’ หรือมีอำนาจเหนือตลาด ปกติแล้วเป็นหน้าที่ของ กขค. แต่ถ้าธุรกิจใดมีหน่วยงานคอยกำกับดูแลชัดเจนอยู่แล้ว กขค. จะให้หน่วยงานนั้นเป็นผู้พิจารณาก่อน เช่น กรณีทรูควบรวมดีแทค อยู่ภายใต้การดูแลของ กสทช. ถ้าท้ายที่สุด กสทช. ตัดสินว่าไม่มีความผิด แล้วมีคนร้องเรียนไปยัง กขค. อีก ทาง กขค. จึงจะรับเรื่องเข้าดูแลเอง

 

อย่างในปี 2564 เรื่องร้องเรียนถึง กขค. มีทั้งหมด 71 เรื่อง

 

  • 40 เรื่อง เป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ
  • 28 เรื่อง เป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • 3 เรื่อง การตกลงกันตามมาตรา 57 (เกี่ยวกับการควบรวมธุรกิจ และอำนาจผูกขาดทางการค้า)

 

การผูกขาดทางการค้า หมายถึงการมีอำนาจเป็นผู้ผลิต จัดจำหน่ายเพียงรายเดียวในตลาด ส่วนการมีอำนาจเหนือตลาด หมายถึงการที่ผู้ประกอบธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง มีรายได้เกิน 1 พันล้านบาท และได้ส่วนแบ่งทางการตลาดในปีที่ผ่านมาเกิน 50% ขึ้นไป

กขค. เป็นผู้พิจารณาและอนุมัติให้มีการควบรวมธุรกิจ และระวังไม่ให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม หากพบเรื่องดังกล่าว กขค. จะรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วเสนอคณะกรรมการพิจารณาต่อไป

 

                     กรณีควบรวมธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมในต่างประเทศ

ไม่ใช่แค่ในประเทศเรา หลายครั้งที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศพยายามขยายฐานธุรกิจ จนก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน เช่น

เฟซบุ๊ก ถูกคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐของสหรัฐอเมริกา (The U.S. Federal Trade Commission) หรือ FTC ยื่นฟ้องข้อหาผูกขาดทางการค้า เพราะเฟซบุ๊กได้มีการซื้อแอปพลิเคชัน Instagram, WhatApps ซึ่งเป็นคู่แข่งด้านโซเชียลมีเดียที่มีศักยภาพ โดยข้อหาดังกล่าวถูกยกฟ้องไปแล้วหนึ่งรอบ ในเดือนมิถุนายน 2564 ก่อนที่ FTC จะยื่นคำร้องขอแก้ไขในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงพิจารณาคดี ซึ่งหากเฟซบุ๊กถูกตัดสินว่าผิดจริง จะต้องขาย IG และ WhatApps เพื่อลดอำนาจผูกขาด เพราะในอเมริกาก็มีกฎหมายที่ป้องกันเรื่องนี้เช่นกัน

 

ปี 2564 อาลีบาบา ถูกสั่งปรับกว่า 2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะกีดกันไม่ให้ผู้ค้าในแพลตฟอร์มตัวเอง นำสินค้าไปขายบนแพลตฟอร์มอื่นอีก เรียกว่ากฎ ‘2 เลือก 1’ เป็นการบั่นทอนการแข่งขันในภาคตลาดค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งทางจีนก็มีกฎหมายที่ห้ามไม่ให้มีการตกลงผูกขาดระหว่างผู้ประกอบการ

ปี 2561 Grab ควบรวม Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงถูกคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าแห่งสิงคโปร์สั่งปรับ เพราะแรกเริ่ม Grab ก็ครองตลาดรถโดยสารรับจ้างในสิงคโปร์ไปแล้ว 80% การควบรวมครั้งนี้จึงอาจทำให้คู่แข่งอื่นไม่มีโอกาสต่อสู้

ในทุกประเทศจะมีหน่วยงานที่คอยกำกับดูแล เพื่อไม่ให้ธุรกิจรายใหญ่มีอำนาจทางการตลาดมากเกินไปจนเดือดร้อนต่อธุรกิจรายเล็กกว่า ซึ่งหากเกิดความไม่เป็นธรรมทางการค้าขึ้น โอกาสที่บริษัทผู้กระทำผิดจะถูกฟ้องก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ข้อกฎหมายที่ครอบคลุมมากพอ และการดำเนินการอย่างเข้มงวด เป็นธรรมของหน่วยงานที่ดูแล

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน