ศรีตรังโกลฟส์ ความยั่งยืนต้อง Win-Win ทั้งองค์กร สิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

พูดถึง ‘ถุงมือยาง’ ผลิตภัณฑ์ที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของผู้คนทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่วิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายคนตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของถุงมือยางมากขึ้น

ขณะที่ภาคธุรกิจเอง ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญเนื่องจาก บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (STGT) คือบริษัทผู้ผลิตถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีการส่งออกมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก และตั้งเป้าขยายกำลังการผลิต 80,000 ล้านชิ้นต่อปี ในปี 2567

ในวันนี้เราไม่ได้มาพูดถึงเรื่องผลประกอบการ รายได้ หรือผลกำไรท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 แต่จะชวน ศรีตรังโกลฟส์ มาพูดคุยถึงประเด็นการดำเนินธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลโลก สิ่งแวดล้อม สังคม และสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกันตลอดห่วงโซ่ดำเนินธุรกิจท่ามกลางวิกฤต Climate change และเทรนด์ระดับโลกที่ผู้บริโภคและนักลงทุนเลือกเทใจให้องค์กรที่คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้

จริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (STGT) อธิบายภาพรวมของการดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืนให้ฟังว่า

วิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของเราคือ ส่งมอบ การ “ปกป้องทุกสัมผัส ด้วยความห่วงใย” สู่ทุกชีวิตทั่วโลก (To deliver ˹Touch Of Life™˼ on a global scale) โดยคำว่า ˹Touch Of Life™˼ นั้นหมายถึงการที่ถุงมือยางเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของ Human Life Cycle ทุกคนต้องปฏิสัมพันธ์กับการใช้ถุงมือยางทั้งทางตรงและทางอ้อม

“ศรีตรังโกลฟส์ เราจึงให้ความสำคัญและใส่ใจในคุณภาพ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ พัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิต บริหารจัดการต้นทุนผลิตแบบ Economy of scale และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในราคาที่ผู้บริโภคทั่วโลกเข้าถึงได้”

“ขณะเดียวกันเพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศเติบโตควบคู่กันไป ศรีตรังโกลฟส์ส่งเสริมการใช้น้ำยางภายในประเทศเป็นหลัก ไปพร้อม ๆ กับส่งเสริมการจ้างแรงงานภายในประเทศโดยเน้นไปที่คนในพื้นที่ชุมชนโดยรอบ เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ดี พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมโดยรอบดี ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค นักลงทุน และยังเป็นการสร้างกำไรอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจอีกด้วย”

ความยั่งยืนที่ทำมาตั้งแต่แรกเริ่ม

ความยั่งยืนกับการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่คู่กันมานานและไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่เทรนด์ประเด็นที่ทั่วโลกมุ่งสนใจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จากการทำ CSR สู่ Sustainability กระทั่งเรื่อง ESG ที่สิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล และเศรษฐกิจ ทุกมิติเกี่ยวพันกันหมด

จริญญาเล่าให้ฟังว่า ในมุมของศรีตรังโกลฟส์ให้ความสำคัญเรื่อง ‘ความยั่งยืนมาเป็นอันดับหนึ่ง’ และทำมาตั้งแต่ต้น

“ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับ ESG หรือ Environmental, Social และ Governance ที่เห็นชัดเลยคือเรื่อง ตัว Net-Zero Emissions การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Green Product การเปิดเผยข้อมูลเส้นทางการผลิตสินค้า กระทั่งในมุมนักลงทุนเองก็หันมาใส่ใจเรื่อง Green investment มากขึ้น หรือด้านสังคมอย่างประเด็น Modern slavery การบังคับใช้แรงงานต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้ สำหรับศรีตรังโกลฟส์ไม่ใช่ว่าเห็นกระแสทั่วโลกแล้วค่อยทำ แต่จริญญาบอกว่าทำมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยให้ความสำคัญและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

“ยกตัวอย่างด้าน Environment เราใช้พลังงานสะอาดในการผลิตพลังงานความร้อน 100% มาตลอดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยใช้ Woodchip จากต้นยางธรรมชาติ 100% ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้เยอะมาก ๆ ถ้าเทียบกับการใช้เชื้อเพลิง Fossil fuel ทำให้กระบวนการผลิตถุงมือยางของเรามีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ที่ต่ำกว่าแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดกว่า 50% หรือด้าน Social ที่เราเน้นย้ำเรื่องการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ อย่างการดูแลพนักงานที่ได้มาตรฐาน amfori BSCI การจ้างงานอย่างเป็นธรรม และอย่างที่เกริ่น คือเรามีการจ้างงานคนในชุมชนซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกทาง รวมถึงเรื่อง Wellfare หรือสวัสดิการ ทำให้ศรีตรังกรุ๊ปเป็นองค์กรเดียวในอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางที่ได้ Rank ระดับ A จากการประเมิน amfori BSCI”

Clean World Clean Gloves

เจาะลึกไปยังแนวคิด “Clean World Clean Gloves” ที่ศรีตรังโกลฟส์เน้นย้ำในเรื่องคุณภาพสินค้า คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล พร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ตลอดจนสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย และความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและผู้บริโภค ที่ประกอบไปด้วย 5 แนวทางหลัก คือ

1) การพัฒนาอย่างยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานและการทำการค้าที่เป็นธรรม (Sustainability for Supply Chain and Fair Trade)

2) หลักสิทธิมนุษยชน (Human Rights)

3) สวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare)

4) แบ่งปันสัมผัสแห่งรัก (Responsibility & Sharing)

5) เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly Technologies)

จริญญาขยายความให้เห็นการลงมือทำอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมให้ฟังว่า

“อย่างเรื่อง ‘วัตถุดิบ’ ไม่ใช่แค่การรับซื้อยางแล้วจบ แต่มีเรื่องความโปร่งใส การค้าที่เป็นธรรมต่อ Supplier ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นทางของวัตถุดิบว่ามีแหล่งที่มาอย่างไร มีการใช้แรงงานผิดกฎหมายหรือไม่ มีการจัดการของเสียอย่างไร หรือมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันเราเองก็พยายามทำให้ Supplier หันมาใส่ใจเรื่อง ESG ด้วยเช่นกัน ผ่านการกำหนดแนวทางข้อปฏิบัติต่าง ๆ และมีการประเมินเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและไปในทิศทางเดียวกันกับแนวทางความยั่งยืนของเรา”

“มาถึงตัวโรงงาน อย่างที่เกริ่นคือเราใช้พลังงานสะอาด Biomass 100% ในการผลิตพลังงานความร้อนอยู่แล้ว แต่จะมีอีกส่วนที่ใช้ Biomass ไม่ได้ อย่างการใช้ไฟฟ้าในออฟฟิศของแต่ละโรงงาน ตรงนี้เราพยายามปิดช่องว่างด้วย Solar Rooftop โดยเริ่มจากโรงงานที่ตรังเป็นที่แรก และจะขยายไปยังโรงงานอื่น ๆ ให้ครบทั้งหมด เพื่อในอนาคตโรงงานของศรีตรังโกลฟส์จะใช้พลังงานสะอาดแบบ 100%”

ซึ่งตรงนี้ได้กลายมาเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ศรีตรังโกลฟส์เหนือกว่าคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องโลจิสติกส์ที่เกี่ยวพันกับการเลือกโลเคชั่นการตั้งโรงงาน โดยศรีตรังโกลฟส์เลือกที่จะตั้งโรงงานในพื้นที่ที่อุดมไปด้วยวัตถุดิบยางธรรมชาติเพื่อลดระยะทางในการขนส่ง

ด้านตัวผลิตภัณฑ์ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิตคือ ถุงมือยางธรรมชาติ 70% และถุงมือยางสังเคราะห์ 30% ตรงนี้จริญญาอธิบายว่า

“ในอนาคตเราจะค่อย ๆ ลดสัดส่วนการผลิตถุงมือยางสังเคราะห์ให้น้อยลง แต่ต้องใช้เวลาเนื่องจากลูกค้าหลายประเทศกังวลเรื่องการแพ้โปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติ เรามองว่าเทรนด์อนาคตเป็นไปได้ที่เราจะเอาถุงมือยางธรรมชาติที่ไม่มีโปรตีนเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มนี้ได้ เราต้อง Educate ตลาดควบคู่ไปด้วย ซึ่งถ้าตัวนี้ออกมาจะเป็นนวัตกรรมก้าวกระโดดของวงการถุงมือเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมาจากธรรมชาติ 100% แล้ว ราคายังถูกกว่าถุงมือยางสังเคราะห์อีกด้วย”

ศรีตรังโกลฟส์ ยั่งยืนจริง ต้อง Win-Win กันทุกฝ่าย

“คำว่า Sustainability จริง ๆ มันต้อง Win-Win กันทุกฝ่าย บริษัทจะเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน สังคมก็ต้องดำเนินไปอย่างยั่งยืน สิ่งแวดล้อมธรรมชาติก็ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืน และการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริงนอกจากนโยบายที่ชัดเจนแล้ว คนหรือพนักงานของเราทุกคนต้องเข้าใจและเห็นภาพเดียวกัน มี Mindset ในเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะบางคนอาจเข้าใจว่าความยั่งยืนคือการไปมอบของ ปลูกป่า นั่นเป็นแค่เสี้ยวหนึ่ง ที่สำคัญไม่ใช่แค่พนักงานที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจ ผู้บริหารก็ต้องเข้าใจและสามารถสื่อสารหรือแชร์ความรู้ไปยังพนักงานได้ด้วย” จริญญากล่าวทิ้งท้าย

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน