สิงคโปร์กับไต้หวันแสดงให้โลกประจักษ์ว่าประเทศเล็กก็สามารถก้าวขึ้นมาทัดเทียมหรือแซงหน้าประเทศใหญ่ได้ หากรัฐบาลมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและกำหนดทิศทางการพัฒนาให้ถูกทาง

ในส่วนของไต้หวันที่อดีตเคยเป็นเมืองขึ้นญี่ปุ่น และจีนก็จ้องจะผนวกดินแดนตลอดมา แต่ปัจจุบันไต้หวันมีความก้าวหน้าและยังเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมชิป ตรงข้ามกับขนาดของประเทศ

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไต้หวันปลายยุค 80 ที่ขอให้ Morris Chang กูรูชิปที่ไปทำงานในสหรัฐฯ เกือบ 30 ปีและขณะนั้นกำลังใกล้เกษียณ กลับมาเป็นหัวเรือใหญ่พัฒนาอุตสาหกรรมชิปในประเทศ

ถัดจากนั้นชิปก็เป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับกระบวนการผลิตเทคโนโลยีทุกอย่างตั้งแต่ Smartphone ไปจนถึงเครื่องบินรบ นี่ทำให้อุตสาหกรรมชิปไต้หวันขยายตัวต่อเนื่องและและทำเงินเข้าประเทศมหาศาล ซึ่งเบอร์ต้น ๆ ก็คือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC ที่ Morris Chang เป็นผู้ก่อตั้งนั่นเอง

Morris Chang

ช่วงสถานการณ์โควิดตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมชิปไต้หวันเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น จากการปรับสัดส่วนการผลิตชิปป้อนให้กระบวนการผลิต Mobile Device อย่าง Smartphone กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมากกว่ารถยนต์ เพราะจำเป็นมากช่วง Work from Home

ล่าสุดสถานการณ์ในอุตสาหกรรมชิปไต้หวันถูกจับตามองอีกครั้ง หลังเกิดการขยายตัวอย่างมาก และความต้องการคนระดับหัวกะทิที่จบจากสถาบันชั้นนำในประเทศเพิ่มขึ้นแบบไม่เคยมีมาก่อน จนทำให้เกิดการรุมแย่งตัววิศวกรชิป ทั้งในระหว่างค่ายชิปไต้หวันด้วยกันเอง

ระหว่างค่ายชิปของไต้หวันกับของต่างชาติ หรือแม้กระทั่งระหว่างค่ายชิปกับบริษัทเทคโนโลยีซึ่งส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ โดยมีการประเมินว่าเงินที่ค่ายชิปใหญ่ ๆ พร้อมทุ่มลงเพื่อไปเพื่อคว้าตัววิศวกรชิปทั่วโลก รวมถึงที่เป็นชาวไต้หวันนั้นอาจสูงถึง 370,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 12 ล้านล้านบาท)

 

ศึกชิงตัวดุเดือดที่สืบย้อนไปได้ถึงปัญหาด้านประชากร

เพราะเป็นประเทศชั้นนำในอุตสาหกรรมชิป ไต้หวันจึงพัฒนาด้านนี้อย่างจริงจังในทุกด้าน รวมไปถึงองค์ความรู้ด้านนี้ด้วย โดยเป็นที่รู้กันในหมู่นักศึกษาด้านวงจรไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microelectronics) ของไต้หวันว่ายิ่งเรียนในระดับสูงขึ้นไปงานจะเข้ามาเอง ขนาดที่ว่าการได้รับ E-mail และโทรศัพท์จากค่ายชิปถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำนวนนี้บางส่วนก็ถูกจองตัวก่อนเรียนจบนานเป็นปี ๆ

นอกจากนี้ เงินเดือนที่วิศวกรชิปจากสถาบันชั้นนำของไต้หวันได้รับนั้นก็สูงมาก ได้เงินเดือนเดือนละราว 1,767 ดอลลาร์ (ราว 60,000 บาท) สูงกว่าเงินเดือนเฉลี่ยของอาชีพอื่น ๆ ในประเทศ

ซึ่งอยู่ที่ 906 ดอลลาร์ (ราว 31,000 บาท) และหากรวมโบนัสกับสวัสดิการต่างๆ ก็จะสูงขึ้นไปอีก

ในปัจจุบันความต้องการวิศวกรชิปรวมไปถึงบุคลากรด้านนี้ของไต้หวันเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจไต้หวันระบุว่า สิ้นปีนี้จะมีคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมชิปไต้หวัน 290,000 คน เพิ่มจาก 225,000 คนเมื่อ 2 ปีก่อน นี่ถือเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญต่อไต้หวัน ที่มีประชากรอยู่ราว 23.4 ล้านคน

ทว่าสถาบันชิปไต้หวันก็ไม่สามารถผลิตวิศวกรได้ทันความต้องการของตลาด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาอัตราการเกิดน้อย อันเป็นปัญหาเดียวกับที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เผชิญอยู่

นี่ทำให้เกิดการชิงตัววิศวกรชิปกันอย่างดุเดือด ซึ่งค่ายใหญ่ ๆ เงินหนาอย่าง TSMC และ MediaTek น่าจะคว้าตัววิศวกรชิปไปมากสุด โดยประเมินกันว่าปีนี้สองเบอร์ใหญ่ต้องการวิศวกรชิปรวมกันราว 10,000 คน

ส่วนเบอร์รอง ๆ ก็คงเหนื่อยสายตัวแทบขาด เพราะต้องแย่งตัวหัวกะทิในวงการชิปไต้หวันกับทั้งคู่แข่งร่วมชาติ คู่แข่งจากต่างชาติ และอาจต้องแข่งกับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาตินอกอุตสาหกรรมชิปอย่าง Google, Amazon, Alibaba และ Tesla ที่ในอนาคตอันใกล้คงหันมาผลิตชิปเองอีกด้วย

ผู้บริหารของบริษัทชิปขนาดเล็กในไต้หวันยอมรับว่าขนาดไปโปรโมตบริษัทตามมหาวิทยาลัยแล้วก็รู้ดีว่าคงคว้าตัววิศวกรชิปมาได้ไม่มาก และสู้กับบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้

ปธน. Tsai Ing-wen

ด้านรัฐบาลไต้หวันที่นำโดยประธานาธิบดีหญิง Tsai Ing-wen ก็ทราบสถานการณ์ดี โดยได้มีการทุ่มงบพัฒนาสถาบันวิศวกรชิปอย่างน้อย 300 ล้านดอลลาร์ (ราว 10,200 ล้านบาท) ในอีก 10 ปีจากนี้ และเปิดสถานศึกษาด้านนี้เพิ่มอีก 4 แห่ง

พร้อมกันนี้ยังออกใบอนุญาตทำงานให้วิศวกรชิปต่างชาติทำงานในประเทศด้วย เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติระดับหัวกะทิเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้

ในอนาคตอุตสาหกรรมชิปน่าจะยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไต้หวันได้ต่อไป ไม่ต่างจากชิปความสามารถประมวลผลสูงๆ ที่มีอยู่ใน Device ต่าง ๆ

แต่ถ้าแก้ปัญหาประชากรเกิดต่ำไม่ได้ และไม่เร่งผลักดันวิศวกรชิปรุ่นใหม่ออกมา การแย่งตัวอย่างดุเดือดระหว่างค่ายชิปก็ยังดำเนินต่อไป และปัญหาสมองไหลไปต่างประเทศอาจตามมาอีกด้วย

ปัญหาสมองไหลไปต่างประเทศของอุตสาหกรรมชิปไต้หวัน ทั้งสถาบันการศึกษาด้านนี้ก็ยังผลิตไม่ทันความต้องการนี้

มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เพราะปัจจุบันบริษัทเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ต่างก็เดินหน้าสร้างโรงงานในต่างประเทศ เช่น Intel ของสหรัฐฯ และ Infineon ของเยอรมนีที่ใจตรงกัน ไปสร้างโรงงานในมาเลเซีย

ส่วน Samsung ก็ทุ่มถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ (ล้าน 581,000 บาท) สร้างโรงงานชิปในสหรัฐฯ ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่สุดในสหรัฐฯ และจีนที่ถึงพร้อมด้วยทั้งเงินทุนและพื้นที่ก็มองข้ามไม่ได้

จากสถานการณ์ทั้งหมดค่ายชิปไต้หวันจึงประมาทไม่ได้เลย ดังนั้นระหว่างเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีให้ล้ำหน้าคู่แข่งอยู่ตลอด ค่ายชิปไต้หวันก็ยังต้องพยายามรั้งตัววิศวกรชิปชาวไต้หวันให้อยู่ทำงานเป็นกำลังสำคัญในบ้านเกิดต่อไปให้นานที่สุดอีกด้วย/nikkei  

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน