ตลาดกล้องถ่ายภาพ ปี 2561 มีความเปลี่ยนแปลงอีกสเต็ปที่น่าสนใจ จากที่ก่อนหน้า…

วิกฤติร้านขายกล้องระดับ Big impact ในอดีตก็คือ การเปลี่ยนถ่ายจากกล้องฟิล์มสู่กล้องดิจิทัลจนทำให้ ณ เวลานั้นร้านกล้องที่ปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งรายเล็กรายใหญ่ ต้องล้มหายตายจากไป

เป็นตะแกรงคัดกรองว่าใครควรมีสิทธิที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ยุคดิจิทัล จากนั้นก็มีอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญคือยุคเปลี่ยนจากกล้อง Compact และ DSLR จากเคยเป็นสินค้าขายดีอันดับ1 เปลี่ยนมาเป็นสินค้าเบอร์สอง โดยกล้อง Mirrorless เข้ามาแทนที่

หากนับเฉพาะ Big Brand ที่ก้าวข้ามมาได้จะเหลือเพียงแค่ 2 รายคือ Big Camera และ World camera

 

แล้วใครคือแชมป์ตลาดนี้

เมื่อเปรียบเทียบทุกจุดโฟกัส จะเห็นได้ว่า Big camera ทิ้งห่างคู่แข่งเบอร์สองขาดลอยในหลายด้าน โดยเฉพาะจำนวนสาขาที่มีมากกว่า World camera เกือบ 6 เท่า

สาขาเยอะกว่า อำนาจต่อรองที่ล้นมือ

เพราะ Big camera เลือกจะขายกล้องไปในทุกๆ จังหวัด โดยใช้วิธีเกาะติดไปกับการขยายสาขาของกลุ่ม Hypermarket ที่ปักหมุดในจังหวัดต่างๆ และศูนย์การค้า ในขณะที่  World camera เลือกจะขออยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ไม่ได้เน้นพื้นที่ต่างจังหวัด

จำนวนสาขาเยอะกว่าครอบคลุมพื้นที่ขายมากกว่าก็ย่อมจะขายได้มากกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่นั้นยังไม่ถือเป็นไพ่ไม้ตายสุดยอดของ Big camera

การถือยอดขายในมือถึง 55% จากสินค้าทั้งหมดในตลาด ในธุรกิจค้าปลีกทุกประเภทย่อมมีอำนาจต่อรองกับแบรนด์สินค้าอย่างล้นเหลือ

ตลาดกล้องก็เช่นกันที่ Big camera ทรงอิทธิพลสามารถสั่งให้แบรนด์กล้องนำ  Exclusive Product หรือกล้องสีพิเศษ Limited edition ให้วางขายเฉพาะ Big camera เท่านั้น

รวมถึงการมี 230 สาขาอยู่ในมือ ผลที่ตามมาคือยอดสั่งออเดอร์กล้องจำนวนมหาศาลหากเทียบกับร้านอื่น ผลดีที่ได้มาคือการมีอำนาจ “ต่อรองราคา” กับแบรนด์กล้องมากกว่าร้านค้าคู่แข่งซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

หาก “ออนไลน์” เกิดเต็มตัวอาจเกิด Big Impact 

สรุปให้ชัดๆ นั้นคือต้นทุนราคากล้องของ Big camera จะถูกกว่า World camera และร้านค้าอื่นๆ ที่นี้คงหายสงสัยกันเสียทีว่าทำไมเวลาโปรโมชั่นงานกล้องต่างๆ ที่เป็นช่วงเกมสงครามราคา Big camera จะสามารถเสิร์ฟข้อเสนอได้ดีกว่าร้านค้าอื่นๆ 

แต่…สิ่งที่ Big camera ต้องบวกเพิ่มนั้นคือต้นทุนที่มีมากกว่าคนอื่น เพราะยิ่งมีสาขามากค่าเช่าพื้นที่ค่าพนักงานร้านก็ต้องแบกรับมากกว่าคู่แข่งคนอื่น

ที่นี้ก็อยู่ที่ตาชั่งในการทำธุรกิจแล้วว่ายอดขายจะมากกว่าต้นทุนทุกอย่างในมือหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ผ่านมา Big camera กำไรต่อเนื่องโดยในปี 2559 กำไรอยู่ที่ 864 ล้านบาท

ใช่ว่าการเป็นผู้นำตลาดกล้องของ Big camera จะไม่มีเรื่องให้หวั่นเกรงอะไรเลย ตรงกันข้ามหากวันใดวันหนึ่งเทรนด์การซื้อ – ขายกล้อง “แจ้งเกิด” ในโลกออนไลน์ได้สำเร็จ Big camera อาจต้องนั่งวิตกจริต

ถึงตอนนี้เทรนด์การซื้อ – ขายกล้อง ออนไลน์ยังเจอกระดูกชิ้นโตนั้นคือ ลูกค้ายังไม่ไว้ใจระบบขนส่ง เพราะสินคัาอย่างกล้องและเลนส์หากเกิดการกระแทกรุนแรงอาจทำให้สินค้ามีปัญหา

แต่…หากวันใดวันหนึ่ง Lazada หรือร้านค้าปลีกรายอื่นๆ สามารถทำให้ลูกค้ามั่นใจในระบบขนส่งและสินค้าถึงมือได้อย่างไม่มีปัญหา

เมื่อนั้นต้นทุนสินค้าคู่แข่งถึงจะได้มาแพงกว่า Big camera แต่เมื่อหักต้นทุนจำนวนสาขาที่น้อยกว่าจ้างพนักงานน้อยกว่า Big camera แล้วหันมาเบนเข็มไปทำราคารัวด้วยโปโมชั่นในช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างยอดขาย 

ถึงเวลานั้นคงไม่ต้องถามว่าใครจะได้เปรียบเสียเปรียบ

แต่ที่แน่ๆ Big camera เวลานี้อาจกำลังเตรียมแผนรับมือหากเทรนด์การซื้อ – ขายกล้องในโลก E- Commerce แจ้งเกิด

โดย 230 สาขาที่มีอยู่ในมือก็เป็นได้ทั้ง “จุดอ่อน และ จุดแข็ง” ในธุรกิจ E- Commerce ขึ้นอยู่กับว่า Big camera จะมีไอเดียการตลาดเฉียบคมขนาดไหน 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer