เป็นที่รู้กันว่าระฆังการขับเคี่ยวกันในตลาด Smartphone ระหว่าง Samsung กับ Apple ยกใหม่จะดังขึ้นทุกครั้งเมื่อ “โทรศัพท์อัจฉริยะ” ของแต่ละแบรนด์เปิดตัวระหว่างสิงหาคมและกันยายน ปีนี้แบรนด์แรกเรียกเสียงฮือฮาก่อนด้วยการ
เปิดตัว Galaxy Note 7 เมื่อ 2 สิงหาคม ซึ่งจากตัวเครื่องที่บางลง กันน้ำได้ และ Function ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ยอดจองจึงสูงเป็นประวัติการณ์จนต้องเร่งผลิตให้ทันความต้องการ ขณะที่แผนชิงความได้เปรียบกำลังไปด้วยสวยก็มีข่าวแบต Gadget รุ่นนี้ร้อนเร็วจนทำให้เครื่องไหม้หรือระเบิดออกมาไม่กี่วันก่อนการเผยโฉม iPhone 7 ของแบรนด์คู่แข่งสัญชาติอเมริกันในอีกกว่า 1 เดือนถัดมา
โดยผู้ที่ต้องมีส่วนแก้ไขวิกฤตครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้คือ Lee Jae Yong รองประธานกรรมการ Samsung Electronics ที่ถูกดันขึ้นเป็น 1 ใน 9 คณะกรรมการอำนวยการบริษัทเดียวกัน
Lee Jae Yong เป็นลูกชายคนโตและคนเดียวของ ของ Lee Kun-Hee ประธาน Samsung Group เกิดเมื่อ 23 มิถุนายน 1968 หลังจบปริญญาตรีสาขาเอเชียตะวันออกศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อคว้าปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัย แต่การคว้าปริญญาเอกสาขาเดียวกันในมหาวิทยาลัย Harward ต้องจบลงกลางคัน เพราะถูกเรียกตัวให้กลับมาทำงานบริษัทยักษ์ใหญ่ “แดนโสมขาว” ที่ปู่เป็นผู้ก่อตั้ง เริ่มด้วยตำแหน่งรองประธานฝ่ายวางแผนกลยุทธ์เมื่อปี 1991
ตามด้วยหัวหน้าฝ่ายบริการลูกค้า และหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ โดยห้องทำงานของ Lee Jae Yong ถูกล้อมรอบด้วยกระจกและโต๊ะเลขาเพื่อช่วยงานจากแผนกต่างๆ

เจ้าของฉายา “เจ้าชาย Samsung” ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นผู้ประธานกลุ่มบริษัท Samsung ในภายภาคหน้ามีแนวทางการบริหารต่างจากพ่ออย่างชัดเจน เห็นได้จากการที่เขานำผลิตภัณฑ์ของ Sony มาวางไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อแสดงนัยยะว่ามีคุณภาพเหนือกว่าของบริษัทตัวเอง ต่างจากบิดาที่ใช้ “ไม้แข็งแถมยังฟาดตรงๆ” ด้วยการเผาทำลาย Smartphone รุ่นที่พบข้อบกพร่อง ราว 150,000 เครื่อง ต่อหน้าต่อตาพนักงาน 2,000 คน เมื่อปี 1995 เพื่อกระตุ้นให้ผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพดีออกมา ส่วนหลายคนที่เคยได้คุยด้วยก็บอกตรงกันว่าเขาเป็นคนที่อ่อนน้อม พูดน้อย มีไหวพริบและรู้จักเทคโนโลยีเป็นอย่างดี แต่มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ ขาดความเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพราะข้อมูลที่ได้มาส่วนใหญ่ผู้ใต้บังคับบัญชานำมาประเคนให้
แม้เป็นคนพูดน้อยและยังไม่เคยให้สัมภาษณ์เดี่ยวเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร แต่ Lee คนลูกซึ่งสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ก็ได้รับมอบหมายงานสำคัญ ไปเจรจากับ Steve Jobs ประธานฝ่ายบริหาร (CEO) Apple ผู้ล่วงลับ ผลิต Flash Chip และเทคโนโลยี OLED เพื่อลดน้ำหนักอุปกรณ์พกพาและเตรียมพร้อมสำหรับผลิต Apple TV ตามลำดับ อย่างไรก็ตามกรณีพิพาทเรื่องสิทธิบัตรและการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด Smartphone ทำให้ทั้ง 2 บริษัทไม่สามารถคุยกันได้อีกต่อไป แต่ความสัมพันธ์ที่หลงเหลืออยู่ทำให้ Lee เป็นผู้บริหาร Samsung เพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญไปงานรำลึกถึง Jobs

ปี 2012 ผู้บริหารพ่อหม้ายลูก 2 วัย 48 ปี ขยับเข้าใกล้เก้าอี้บริหารสูงสุดของอาณาจักรธุรกิจเกาหลีใต้ที่เริ่มจากร้านขายปลาแห้งเข้าไปอีกขั้น ด้วยการเลื่อนขึ้นมาเป็นรองประธานกรรมการ Samsung Electronics ถัดมาอีก 2 ปีมีบทบาทด้านงานบริหารเพิ่มขึ้นหลังพ่อป่วยเป็นโรคหัวใจต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนล่าสุดกับการขึ้นเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารของ Samsung Electronics วิเคราะห์กันว่าทางบริษัทหวังเรียกคืนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอยากให้ผู้บริหารรุ่น 3 ของบริษัทคนนี้ได้รับรู้ถึงความท้าทายในการแก้วิกฤตก่อนต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเองในอนาคต
ที่มา : bloomberg.com ,cnbc.com ,businessinsider.com ,wikipedia.com
