ตั้งแต่กลุ่มสหภาพยุโรปรวมถึงอเมริกาพากันคว่ำบาตรรัสเซีย โดยหวังว่าจะบีบให้รัสเซียจนมุม แต่กลับกลายเป็นเหมือนหนังคนละม้วน เพราะดูในตอนนี้ทั่วโลกพากันเดือดร้อนสุด ๆ จากปัญหาเงินเฟ้อที่มาจากการขาดแคลนปัจจัยในการผลิต อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยเคมี สิ่งเหล่านี้รัสเซียถือครองทรัพยากรส่วนใหญ่ของโลกอยู่ ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบมาก

แต่ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ประเทศหนึ่งที่ไม่ค่อยได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้มากนัก ก็คือ จีน  นอกเหนือไปจากสายสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียที่ทำให้ได้ส่วนลดในการซื้อน้ำมันอย่างมหาศาลแล้ว จีนในฐานะประเทศ “ต้นทาง” ของสินค้าหลากชนิดที่ตีตรา Made in China ก็ทำให้พวกเขาสามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วยตัวเอง

อ่านดูแล้วเหมือนจะบังเอิญ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย การที่จีนสามารถลดการพึ่งพานานาประเทศ โดยเฉพาะชาติตะวันตกได้นั้น ริเริ่มมาตั้งแต่ยุคเหมา เจ๋อ ตง ที่เปิดประเทศให้เป็นประเทศนักรับผลิต จีนรับผลิตสินค้าให้กับประเทศตะวันตกแลกกับองค์ความรู้ เวลาผ่านไปองค์ความรู้นั้นสุกงอมพอที่จีนจะผลิตสินค้าเกรดเทียบเท่ายุโรปและอเมริกาได้ เมื่อนั้นพญามังกรจึงได้เริ่มสยายปีกบิน

ในข้อความที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ส่งถึงวิศวกรและนักวิจัยด้านการบินและอวกาศของจีนเนื่องใน “วันเยาวชนแห่งชาติ” เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาพูดถึงความตั้งใจส่วนตัวที่มีต่ออุตสาหกรรมนี้ โดยบอกว่า คนหนุ่มสาวยุคใหม่ของจีนควรที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยเน้นใช้ทรัพยากรในประเทศตัวเองให้มากที่สุดและนำพาประเทศให้พึ่งพาตัวเองให้ได้ เหมือนกับที่บรรพบุรุษนักพัฒนาของจีนได้สร้างเอาไว้ให้ ทั้งอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และดาวเทียม ซึ่งจีนขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศน้อยมาก และในยุคของเหมา เจ๋อ ตง เรียกโปรเจกต์นี้ว่า “Two bombs, one satellite” หรือ “ระเบิด 2 ลูก ดาวเทียม 1 ดวง” ซึ่งเป็นตัวจุดประกายการพึ่งพาตัวเองของจีนมานับตั้งบัดนั้นเป็นต้นมา

นักวิเคราะห์มองว่า ปาฐกถานี้ออกจะแปลกอยู่เหมือนกัน เพราะจีนเองเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์มหาศาลจากกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งเมื่อปี 2000 จีนยังเป็นแค่คู่ค้ารายใหญ่ของประเทศเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น แต่ปัจจุบันจีนได้ก้าวมาเป็นพ่อค้ารายใหญ่ที่ทำการค้ากับประเทศต่าง ๆ มากกว่า 60 ประเทศ

 

จีนกับการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ

ในระหว่างปี 1985-2015 การส่งออกสินค้าของจีนไปยังอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 125 เท่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2020 อัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวของจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 8%

แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลจีนไม่เคยพอใจกับเรื่องกระแสโลกาภิวัตน์เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะได้ประโยชน์อะไรก็ตาม กระบวนการของ “การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเปิดกว้างทางการค้า” จึงเริ่มต้นขึ้นในปี 1970 โดย เติ้ง เสี่ยว ผิง ซึ่งจีนเองก็ได้ทำการเปิดเสรีด้านการค้าและการผลิตมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ที่จริงแล้วพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ได้อยากจะละทิ้งบทบาทการเป็นผู้ควบคุมระบบเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจากพวกเขากังวลเรื่องอิทธิพลทางความคิดจากฝั่งตะวันตกจะแทรกซึมเข้ามาในจีนและทำให้นักธุรและประชาชนปกครองยาก ดังนั้นเงินทุนและความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศจึงได้รับการควบคุมเป็นพิเศษ

ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการพึ่งพาตนเองของจีนสะท้อนให้เห็นมุมมองของเขาว่าความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนของโลกาภิวัตน์นั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว สี จิ้นผิง เชื่อว่าจีนพึ่งพาบรรดาประเทศที่ปกครองโดยระบอบเสรีประชาธิปไตยมากเกินไป รวมถึงการพึ่งพายุโรปและญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพาอเมริกา

ความเสี่ยงอย่างหนึ่งคือตะวันตกอาจเผชิญกับการชะลอตัวทางด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งคล้ายกับวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2007-2009 หรือที่รู้จักกันในชื่อ วิกฤตซัปไพร์ม ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการจากจีนลดลง อีกเรื่องที่เห็นได้ชัดจากการคว่ำบาตรรัสเซีย หลังรัสเซียไปรุกรานยูเครน คือประเทศตะวันตกอาจใช้อำนาจทางเศรษฐกิจของพวกเขาเพื่อทำให้จีนอ่อนแอลงก็เป็นได้ นี่คือสิ่งที่ สี จิ้นผิง เป็นกังวล

เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะดังกล่าว สี จิ้นผิง จึงต้องเปลี่ยนตำแหน่งของจีนในเวทีเศรษฐกิจโลกเพื่อให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ซึ่งการที่จะก้าวไปสู่จุดนั้นได้มีองค์ประกอบใหญ่ ๆ อยู่ 2 องค์ประกอบด้วยกัน

ประการที่ 1 คือการไปอยู่ในตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลมองว่าเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จีนมีความได้เปรียบสูง เช่น เทคโนโลยีและพลังงาน เพื่อไม่ให้ใครมาขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้

จีนรู้ดีว่าบทบาทสำคัญในระบบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกช่วยให้ระบอบเผด็จการของตัวเองนั้นปลอดภัยจากการถูกโจมตีทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ

ประการที่ 2  คือการหันไปพึ่งพาคู่ค้าจากชาติตะวันตก “ที่มีแนวโน้มว่าจะต่อต้านการค้าและการเงินของจีนให้น้อยลง” และพัฒนาความสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่ที่ดีกว่าและมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น ดังนั้นโครงการ Belt and Road Initiative ซึ่งเป็นกลยุทธ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกขนาดใหญ่ จึงเป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จีนหวังว่าจะได้พบกับมหามิตรใหม่ทางเศรษฐกิจก็เป็นได้

สร้างเอา ไม่ต้องซื้อ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์โดย Goldman Sachs ในปี 2020 ชี้ว่า จีนเองก็ประสบความสำเร็จกับอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์อยู่บ้าง และยังพบว่าการพึ่งพาตนเองของจีนในสินค้าประเภทสินค้าไฮเทคมีการพัฒนาอย่างมากและได้รับการยอมรับในวงกว้าง  อีกทั้งในอุตสาหกรรมหลายอุตสาหกรรมในจีน ปริมาณการผลิตก็ทันต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ซึ่งนี่ก็หมายความว่าจีนต้องการสินค้าจากต่างประเทศน้อยลงเพราะสามารถผลิตใช้ได้เอง หลังจากทึ่เคยมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2004-2006 และหลังจากปีนั้นการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศของจีนก็ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ GDP ของจีนที่เติบโตมากยิ่งขึ้น

ในบางอุตสาหกรรมมีการผลักดันให้เกิดความพอเพียงเกิดผลมากกว่าในพลังงานแสงอาทิตย์ จีนเป็นประเทศที่ผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตโซลาร์เซลล์คิดเป็น 70% ของโลกในส่วนของอุตสาหกรรมนี้

Dan Wang นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัย  Gavekal Dragonomics ชี้ว่าความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้ เช่นเดียวกับการเป็นนำในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเฟื่องฟู และยังรวมถึงในส่วนของพลังงานลมที่จีนก็กำลังจะกลายเป็นผู้ในด้านนี้ในอีกไม่ช้า ประเทศจีนเพิ่มกำลังการผลิตลมนอกชายฝั่งในปี พ.ศ. 2564 เพียงปีเดียวมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลกที่ได้รับการจัดอันดับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นี่คือ 1 ในอุตสาหกรรมหลักที่ สี จิ้นผิง ต้องการกุมความได้เปรียบ

เพื่อจะให้เห็นภาพชัดลองจินตนาการถึงทวีปยุโรปที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว โดยที่ยังมีเรื่องบาดหมางใจกับรัสเซียซึ่งเป็นคู่ค้าทางพลังงานอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน ถ้ายุโรปไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือมีแต่ไม่พอจะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชน คงไม่ต้องอธิบาย อาจมีผู้คนล้มตายจากภัยหนาวเป็นจำนวนมากก็ได้ และจีนก็ไม่อยากให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพไร้อำนาจการต่อรองแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้พึ่งพาตนเองของจีนก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จตามที่วาดฝันไว้เสียทั้งหมด แม้ว่า สี จิ้นผิง จะพยายามลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศโดยรวมของจีนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังทำได้ยากอยู่ดีในส่วนของการลดการนำเข้าส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตสินค้าไฮเทคจากต่างประเทศ ซึ่งจีนได้ใช้จ่ายเงินในส่วนนี้คิดเป็น 2.7% ของ GDP ในการนำเข้าส่วนประกอบสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นับตั้งแต่ สี จิ้นผิง เข้าสู่อำนาจในปี 2012 และในปี 2020 ก็ได้ใช้เงินไปอีก 2.6% ของ GDP สำหรับการนำเข้าที่ต้องใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนา

ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังคงต้องพึ่งพาคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมากในการจัดหาสินค้า ไม่ว่าจะจากไต้หวันและประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินและยานอวกาศ นอกจากนี้ จีนยังต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ และแม้สถิติการยื่นจดสิทธิบัตรของผู้ผลิตที่เป็นคนจีนส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายในประเทศ แต่ส่วนแบ่งรายได้ที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติก็เพิ่มขึ้นจาก 4.8% เป็น 5.9% นับตั้งแต่ปี 2012

ข้อมูลระบุว่านักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกา เป็นพันธมิตรร่วมกับนักประดิษฐ์ชาวจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าบริษัทสัญชาติตะวันตกและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มมีการพูดถึงการถอนตัวจากจีนเพื่อพยายามหยุดการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาแล้วก็ตาม ในปี 2020 จีนต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับสิทธิ์การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาคิดเป็น 8.4% ของปริมาณการชำระเงินข้ามพรมแดนทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

 

มองหาคู่ค้าใหม่

เป้าหมายที่ใหญ่อันดับ 2 ของ สี จิ้นผิง คือการหาหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุนที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่จีนหนักใจไม่แพ้กันในการทำการค้ากับต่างประเทศ จีนได้ผูกมิตรกับรัสเซียดีอย่างออกนอกหน้า ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ชาติตะวันตกยิ่งไม่ชอบจีนไปกันใหญ่

นอกจากนี้ จีนยังยอมรับข้อตกลงในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าที่ค่อนข้างตื้นแต่กว้างที่เกี่ยวข้องกับ 15 ประเทศในแถบเอเชีย ซึ่งคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของ GDP ทั้งโลก ซึ่งก่อนหน้านี้จีนก็ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง Trans-Pacific Partnership ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าที่มีความคิดริเริ่มโดยอเมริกา แต่ตอนนี้เมื่อจีนได้พาร์ตเนอร์ใหม่ จีนก็ไม่สนใจข้อตกลงดังกล่าวอีกต่อไป

ในการสำรวจผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำทางธุรกิจ และผู้ทรงอิทธิพลทางการค้าอื่น ๆ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 77% ระบุว่าจีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาค

Henry Gao จาก Singapore Management University กล่าวว่า “ผมเห็นว่าเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกดึงเข้าไปอยู่ในขอบเขตของแรงโน้มถ่วงของเศรษฐกิจจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

วงกลมที่ทับซ้อนกัน

ทว่าเศรษฐกิจของชาติตะวันตกที่มีขนาดใหญ่ยังคงดึงดูดนักลงทุนจากจีนออกมาลงทุนในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง The Economist รวบรวมข้อมูลความเป็นหุ้นส่วนทางการค้า ซึ่งมาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (การเข้าครอบครองบริษัทและการก่อสร้างโรงงาน) ในพอร์ตการลงทุน (ประกอบด้วย การซื้อหุ้น พันธบัตร และอื่น ๆ) และการค้าระหว่างประเทศกับต่างชาติกว่า 120 ประเทศ สำหรับแต่ละตัวบ่งชี้ เราจัดอันดับทุกประเทศโดยพิจารณาจากความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทวิภาคีกับจีน จากนั้นรวมอันดับเข้าด้วยกัน

ประเทศที่จีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นที่สุดนั้นยังคงเป็นประเทศตะวันตกหรือที่เอนเอียงไปทางตะวันตก อย่างเช่น อเมริกา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เยอรมนี และญี่ปุ่น และในช่วงการปกครองของนายสี จิ้นผิง เศรษฐกิจของชาติตะวันตกส่วนใหญ่มีความเกี่ยวพันกับจีนมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น การลงทุนโดยตรงของเยอรมนี (Foreign Direct Investment : FDI)  ในจีนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว นักลงทุนระยะยาว (นักลงทุนแนววีไอ) ของจีนได้เพิ่มความเสี่ยงโดยรวมของพวกเขาเป็น 2 เท่า ในการไปลงทุนที่ประเทศออสเตรเลีย แม้ว่านักการเมืองในทั้งสองประเทศจะไม่ชอบหน้ากันก็ตาม ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศที่มีการประเมินกันว่าอาจจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน อย่าง อินโดนีเซียและรัสเซียก็กลับอ่อนแอลง นี่ก็เป็นเรื่องที่แปลก

อุตสาหกรรมการส่งออกของจีนยังคงพึ่งพาความต้องการสินค้าจากชาติตะวันตกอยู่มาก ในทศวรรษก่อนที่ สี จิ้นผิง จะเข้ามามีอำนาจส่วนแบ่งการส่งออกสินค้าจีนไปยังสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกาได้ลดลงจาก 50% เป็น 39% นับตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีความคืบหน้าในด้านนี้อีกเลย

บรรดาประเทศที่จีนต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้แนบแน่นใกล้ชิดยิ่งขึ้นนั้นก็มีขนาดของเศรษฐกิจที่เล็กเกินไปที่จะมาแทนที่ตลาดขนาดใหญ่อย่างอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นเรื่องยากที่จะผลิตสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีการผลิต และคาดหวังว่าสัดส่วนการขายสินค้าเหล่านี้ที่ขายให้กับประเทศที่ยากจนมากกว่าที่จะขายให้กับประเทศร่ำรวยจะเพิ่มขึ้น แม้ว่าทางฝั่งจีนเองจะจับมือกับวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียแล้วก็ตาม แต่สัดส่วนที่รัสเซียซื้อสินค้าเหล่านี้คิดเป็นแค่ 2% ของการส่งออกของจีนเท่านั้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจีนได้พยายามพัฒนาความสัมพันธ์ทางการเงินกับประเทศต่าง ๆ ที่จีนเชื่อว่าเข้าอกเข้าใจในวัตถุประสงค์ของตัวเอง รวมไปถึงความพยายามที่จะส่งเสริมการใช้สกุลเงินของตนเองในระดับสากล วัตถุประสงค์ของแนวความคิดนี้คือการลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์และทำประสิทธิภาพในมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ไม่สามารถทำอะไรจีนได้

ด้วยเหตุนี้ จีนจึงค่อย ๆ เปิดตลาดตราสารหนี้ให้กับนักลงทุนต่างชาติ ในช่วงต้นทศวรรษปี 2010 ธนาคารกลางเริ่มลงนามในข้อตกลงเกี่ยวกับสัญญาแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวน (เช่น วงเงินสินเชื่อฉุกเฉิน) กับธนาคารกลางอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังได้ทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลหยวน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้การค้าโดยใช้สกุลเงินนั้นรวดเร็วและง่ายต่อการตรวจสอบ ซึ่งบริษัทสัญชาติจีนก็ได้เริ่มชำระค่าสินค้าที่นำเข้าจากรัสเซียเป็นหยวนแล้วในปีนี้ และช่วยให้รัสเซียลดผลกระทบจากการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือในตัวของสกุลเงินหยวนในตลาดการเงินระดับโลกอีกด้วย

แต่ความเชื่อมโยงทางการเงินของจีนกับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงก็ยังคงง่อนแง่น ในบทความที่ชื่อ “Take its bond market” โดยนักเศรษฐศาสตร์ 4 คน ได้แก่ Christopher Clayton, Amanda Dos Santos, Matteo Maggiori และ Jesse Schreger ตรวจสอบการถือครองพันธบัตรสกุลเงินหยวนของนักลงทุนเอกชนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การไหลเข้าของสินทรัพย์เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากฝั่งอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น

และอีกหนึ่งบทความที่ตีพิมพ์ในปี 2018 โดย Camilo Tovar และ Tania Mohd-Nor จาก IMF ได้ตรวจสอบความสำคัญของหยวนต่อสกุลเงินอื่น ๆ (เช่น สกุลเงินหนึ่งมีอิทธิพลต่ออีกสกุลหนึ่งมากน้อยเพียงใด) นักวิจัยพบว่า “ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า (หยวน) เป็นสกุลเงินหลักในเอเชีย โดยมีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาคหรือผ่านห่วงโซ่อุปทานของเอเชียแต่อย่างใด”

 

แม้ยังไม่สำเร็จ แต่โปรเจกต์ยังต้องเดินต่อ

ถ้านับแค่ในช่วงสั้น ๆ ก็ต้องบอกว่า การผลักดันเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองของจีนถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายครั้งที่มีความพยายามที่จะผลักดันนโยบายนี้ก็ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ อย่างเช่น เรื่องที่จีนต้องการที่จะส่งเสริมการใช้หยวนในต่างประเทศ เพื่อที่จะป้องกันระบบการเงินของจีนจากความผันผวนทางการเงินทั่วโลก ก็ยังไปไม่ถึงไหน

ด้วยความที่ระบบการเงินของจีนยังไม่ได้มีอิทธิพลในการเงินระดับโลกมาก ก็ทำให้การที่จะผลักดันให้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกหันมายอมรับเงินหยวนของจีนก็ยังไม่ประสบความเร็จมากนัก ข้อมูลจาก  The Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication หรือ Swift ชี้ว่าสัดส่วนของการโอนเงินข้ามประเทศของเงินสกุลเงินหยวนอยู่ที่เพียง 2% เท่านั้น และเป็นตัวเลขเท่านี้ในเกือบทุก ๆ เดือน ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตัวเลขก็ไม่กระเตื้องขึ้น นี่จึงเป็นสัญญาณที่ชี้ว่า เงินหยวน ยังไม่ได้มีอิทธิพลในเวทีการเงินระดับโลกจริง ๆ

ในเวทีการเงินระดับโลกเงินหยวน ถูกใช้ “อ้างอิง” สำหรับสกุลเงินอื่น ๆ 2-3 สกุลเงินเท่านั้น และจำนวนสัญญาแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวน (Yuan Swap) ที่ได้รับการรับรองโดยธนาคารกลางก็มีจำนวนที่ชะลอตัวลงอย่างมาก งานวิจัยโดย Michael Perks, Yudong Rao, Jongsoon Shin และ Kiichi Tokuoka จาก IMF  ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2021 พบว่า ระบบธนาคารของจีนมีบทบาทในด้านการเงินระดับโลกน้อยมากเมื่อเทียบกับระบบการเงินของอเมริกา

บทความฉบับใหม่ของ Yi Fang จาก Central University of Finance and Economics พบว่าตลาดการเงินของจีน “ได้รับอิทธิพลจากตลาดการเงินจากชาติสมาชิก G7 มากกว่าที่ G7 จะได้รับผลกระทบจากตลาดการเงินของจีน” มีคำเปรียบเปรยว่า เมื่ออเมริกาจาม คนทั้งโลกก็เป็นหวัด เมื่อจีนจาม ประเทศส่วนใหญ่จะก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร

ความตึงเครียดอีกประการหนึ่งในการผลักดันให้จีนพึ่งพาตนเอง เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ผลิตภาพ หรือ Productivity พบว่า ผลผลิตจากปัจจัยทั้งหมด (ความหมายคือ ปริมาณผลผลิตต่อหน่วยของแรงงานและต้นทุน) แทบไม่เติบโตเลยภายใต้การกุมบังเหียนของ สี จิ้นผิง ตรงกันข้ามกลับชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินด้วยซ้ำไป

รัฐบาลเชื่อว่าการมุ่งเป้าไปที่การพึ่งพาตัวเองในอุตสาหกรรมไฮเทคจะช่วยส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและเพิ่มผลิตภาพ ตรงกันข้ามเป็นไปได้มากกว่าที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นฮีโร่ในประเทศและกระตุ้นการค้าขายกับชาติพันธมิตร  ไป ๆ มา ๆ รัฐบาลจีนอาจจะไปส่งเสริมบริษัทที่ไม่ใช่ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพหรือมีความสามารถมากที่สุดในสินค้าที่รัฐตั้งใจจะส่งเสริม ซึ่งนี่จะเป็นการทำให้ผลิตภาพลดลง เนื่องจากวิธีการเดียวในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพอย่างยั่งยืนคือการเพิ่มผลผลิต ซึ่งถ้ารัฐบาลจีนไปส่งเสริมไม่ถูกจุดภาพในอนาคตก็เป็นภาพที่น่ากังวล

ความทะเยอทะยานของ สี จิ้นผิง ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับจีนจากความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี หรือการหาพันธมิตรที่น่าเชื่อถือสำหรับการค้าและการลงทุน จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อทั้งหมดมารวมกัน พวกเขาอาจจะกำลังสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

การค้าและการลงทุนที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นเมื่อมีความเสี่ยงก็ต้องรับไปเหมือนกัน ผู้นำของจีนอาจจะพูดถูกที่การพึ่งพาเทคโนโลยีและเงินทุนจากชาติตะวันตกจะทำให้พวกเขาอ่อนแอ แต่พวกเขาก็อาจจะคิดผิด ที่คิดว่าพวกเขาจะสามารถหนีจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ด้วยวิธีการที่พวกเขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าจะทำให้พวกเขารอด

 

อ้างอิง

economist.com

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน