ไมเนอร์เปิดกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2565 ดันอัตราเข้าพักโรงแรม อัปรายได้ร้านอาหาร รับท่องเที่ยวฟื้นตัว ส่วนธุรกิจไลฟ์สไตล์ เน้นพัฒนาช่องทางขายออนไลน์และออฟไลน์ เตรียมไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ก่อนกำหนดและเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดใหม่ทดแทน คงฐานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมเผยแนวโน้มธุรกิจโรงแรม-ร้านอาหาร-ท่องเที่ยว

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เผยว่า “สถานะการเงินของบริษัทฯ ในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งขึ้น หลังจากได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและนำเทคโนโลยีมาใช้ภายในองค์กรในช่วงที่ผ่านมา ให้พร้อมรับโอกาสทางธุรกิจจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดังนั้นแผนกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2565 จะมุ่งเพิ่มรายได้และเสริมศักยภาพการดำเนินงานให้แก่ธุรกิจหลักทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจไมเนอร์ โฮเทลส์ (โรงแรม) ไมเนอร์ ฟู้ด (ร้านอาหาร) และไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ (ไลฟ์สไตล์) เพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง”

“ทั้งนี้ ธุรกิจโรงแรมคาดว่าจะมีดีมานด์เพิ่มขึ้น หลังจากเปิดประเทศเต็มรูปแบบและผ่อนคลายข้อจำกัดการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยจะเน้นการเพิ่มอัตราการเข้าพักและปรับราคาห้องพักให้สอดคล้องกับดีมานด์เพื่อเพิ่มความสามารถทำกำไร โดยใช้จุดแข็งของแบรนด์โรงแรมในเครือไมเนอร์ฯ และศักยภาพของทำเลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว”

“ส่วนธุรกิจร้านอาหารที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากผ่อนคลายข้อจำกัดการรับประทานอาหารภายในร้าน จะมุ่งปรับภาพลักษณ์แบรนด์ร้านอาหารในเครือ ด้วยการยกระดับประสบการณ์แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการภายในร้านเพื่อเพิ่มยอดขายจากช่องทางดังกล่าว พัฒนาแอปพลิเคชันและการสั่งอาหารผ่านเว็บไซต์ของบริษัทฯ และนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในช่องทางรับอาหารกลับบ้าน รวมถึงให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ โดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและมอนิเตอร์ราคาวัตถุดิบเพื่อเพิ่มสต๊อกวัตถุดิบบางตัวในช่วงที่ราคาลดลง รวมถึงปรับโครงสร้างเมนูอาหารและปรับราคาบางเมนูให้สอดคล้องกับต้นทุน”

“ขณะที่ธุรกิจไลฟ์สไตล์จะมุ่งพัฒนาช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ภายใต้กลยุทธ์ Omni-Channel เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาเลือกซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมถึงสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าที่ใช้บริการเพื่อสร้างแบรนด์ลอยัลตี้”

 

ธุรกิจท่องเที่ยวไทย-ต่างประเทศ

นายชัยพัฒน์ เผยว่า “บริษัทฯ ประเมินแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ ครึ่งปีหลัง 2565 จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2565 โดยการท่องเที่ยวในประเทศไทยจะได้รับปัจจัยบวกจากการยกเลิกระบบ Thailand Pass ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 และโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 4 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมของบริษัทฯ”

“แม้ปัจจุบันมีความกังวลด้านค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศครึ่งปีหลัง 2565 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากดีมานด์ที่อั้นไว้ ส่วนแนวโน้มธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ ได้แก่ ยุโรปและประเทศออสเตรเลีย คาดว่าจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจากการฟื้นตัวของดีมานด์กลุ่มนักธุรกิจ ส่วนประเทศมัลดีฟส์ คาดว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวต่อเนื่องและส่งผลดีต่อรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19”

 

ธุรกิจร้านอาหาร

นายชัยพัฒน์ เผยว่า “สำหรับแนวโน้มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ส่วนประเทศจีนคาดว่าจะฟื้นตัวภายในไตรมาส 3/2565 หลังรัฐบาลจีนเริ่มผ่อนปรนข้อจำกัดต่าง ๆ ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และประเทศออสเตรเลีย คาดว่าจะเห็นการเดินทางท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจเพิ่มขึ้น จากการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่แนวโน้มธุรกิจไลฟ์สไตล์คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามการบริโภคภาคเอกชนและการผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19”

นายชัยพัฒน์ ยังเผยถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ โดย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2565 มีเงินสดคงเหลือกว่า 22,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกประมาณ 31,000 ล้านบาท รวมถึงมีวอร์แรนต์ (Warrant) 3 ชุด ซึ่งจะครบกำหนดใช้สิทธิ์ในปี 2566-2567 อีกประมาณ 15,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ติดตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารสัดส่วนหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่และลอยตัวให้เป็นไปตามนโยบายบริษัทฯ อย่างเคร่งครัด และทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน

อย่างไรก็ตาม เพื่อยังคงรักษาฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ในวันที่ 31 สิงหาคม 2565 บริษัทฯ จะไถ่ถอนหุ้นกู้ ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท (“หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ”) ชุดเดิม (MINT18PA) มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท ที่เสนอขายเมื่อปี 2561 ก่อนกำหนด และเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดใหม่ทดแทน แก่ประชาชนเป็นการทั่วไปในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดใหม่นี้ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ “BBB+” แนวโน้ม “Stable” ขณะที่บริษัทฯ ได้รับการยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือที่ “A” และได้รับการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นแนวโน้ม “Stable” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 ตอกย้ำถึงศักยภาพของบริษัทฯ ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลก ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและชำระดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

โดยบริษัทฯ คาดว่าจะเปิดจองซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดใหม่ แก่ประชาชนทั่วไปในเดือนกันยายนนี้ผ่านสถาบันการเงินต่าง ๆ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มผู้จัดการการจัดจำหน่ายเพื่อให้ผู้ลงทุนสะดวกในการจองซื้อมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการจากนักลงทุนที่ตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งบริษัทฯ จะแจ้งอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้และรายละเอียดการจองซื้อให้ทราบต่อไป



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน