ก่อนจะอ่านข้อความด้านล่างนี้ เราอยากให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเองดูก่อน ว่าถ้าหากคุณเป็นนักเรียนนอกที่ได้ทำงานในบริษัทอสังหาปล่อยเช่าที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา มีอาชีพทำ Software ทางการแพทย์หรือ Biotech อยู่ที่ซานฟราน คุณจะยอมทิ้งการงานที่ก้าวหน้ากับเงินเดือนอันสูงลิ่วเหล่านี้ เพื่อแลกกับความฝันที่ไม่รู้จะสำเร็จหรือเปล่า แน่นอน …. ว่าคำตอบของหลาย ๆ คนคือ ‘ไม่’

แต่ไม่ใช่กับ ‘ตั๊บ เจิด ใหม่ และเบน’ เด็กหนุ่มดีกรีปริญญาเมืองนอก ที่ยอมทิ้งอนาคตในบรรทัดบนเอาไว้แล้วกลับมาเมืองไทยเพื่อทำ สตาร์ทอัพ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจที่สุดจะห่ามของพวกเขาทั้ง 4 เหล่านี้ ก็ทำให้เกิดธุรกิจสำหรับเหล่าฟรีแลนซ์ทั้งหลายในนามว่า ‘Fastwork.co’ สตาร์ทอัพน้องใหม่ ที่ได้เงินลงทุนจาก 500 Tuktuks ตั้งแต่อาทิตย์ที่ 9 เรียกได้ว่า 500 Tuktuks ไม่เคยลงกับทีมไหนเร็วเท่ากับทีมเขา แถมยังมี VC อย่าง Dtac เข้ามา Join อีกด้วย

จุดเริ่มต้นของการทิ้งอนาคตเอาไว้ที่เมืองนอก

ตั๊บบอกกับเราว่า ในตอนนั้นเขาไปอเมริกาเพื่อเรียนต่อปริญญาโท และนั่นก็ทำให้เขาได้พบกับ’ใหม่’ซึ่งในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นอาจารย์อยู่ ด้วยความที่นิวยอร์คเป็นเมืองที่อิสระ เปิดกว้างทางความคิดให้กับผู้คน ทำให้ทั้งตั๊บและใหม่ได้ร่วมกันทำธุรกิจที่รวบรวมข้อมูลหลาย ๆ ด้านเอาไว้ และหลังจากทำไปได้ประมาณ 9 เดือน พวกเขาก็ตัดสินใจไม่ทำมันต่อ และนี่ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Fastwork.co นั่นเอง

ด้วยความที่นิวยอร์คมีอิสระ มีเสรีภาพ พวกเขาจึงได้ทำในสิ่งที่รัก และสามารถแปลงสิ่งที่ตัวเองรักให้กลายมาเป็นงานเป็นเงินได้ ทำให้ตั๊บและใหม่ฉุกคิดว่าจริง ๆ แล้วที่ไทยก็มีฟรีแลนซ์ที่มีฝีมือเยอะเหมือนกัน แต่ขาดช่องทาง ขาดพื้นที่ในการแสดงผลงาน ตรงนี้เองทำให้เขาทั้งสองอยากจะกลับมาเมืองไทย เพื่อกลับมาช่วยฟรีแลนซ์ที่เป็นคนไทยมากขึ้น

ตอนนั้นตั๊บได้ชวนเจิดกับเบนเข้ามา Join ทีมด้วย เพราะทั้งสองก็เคยทำสตาร์ทอัพตอนอยู่ซานฟรานมาเหมือนกัน คิดว่าน่าจะเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะทำและพร้อมจะลำบากไปด้วยกัน

สุดท้ายแล้วตั๊บก็ตัดสินใจทิ้งอนาคตที่กำลังจะก้าวหน้ากับบริษัทอสังหาปล่อยเช่ารายใหญ่ที่สุดในอเมริกาไป ใหม่หยุดชีวิตการเป็นอาจารย์ที่นั่น เบนไม่ทำงานใน Indutry Biotech ต่อ และเจิดก็ตัดสินใจกลับมาไทยพร้อมกับอีก 3 คน โดยหันหลังให้กับงาน Software ในบริษัทการแพทย์ของอเมริกาเช่นกัน

เริ่มธุรกิจด้วยปัญหาของคนอื่น

หลังจากกลับมาไทย สิ่งแรกที่พวกเขาทำในทันทีนั่นคือการออกสำรวจตลาด และทำการเปลี่ยนปัญหาของเหล่าฟรีแลนซ์กับผู้ว่าจ้างให้กลายมาเป็นโอกาสทางธุรกิจของตัวเอง ซึ่งปัญหาที่เขาพบในคนที่ทำฟรีแลนซ์คือ คนกลุ่มนี้มีฝีมือดี แต่ไม่มีที่จะปล่อยของ หรือการโดนผู้ว่าจ้างจ่ายเงินไม่ตรงเวลาที่กำหนดไว้

และกับตัวผู้ว่าจ้างเองซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหล่า SME ที่ไม่รู้จะไปหาคนฝีมือดี ๆ มาช่วยงานได้จากที่ไหน ซึ่งบางครั้งลูกค้าของพวกเขาอย่างจะได้งานในสไตล์ที่แตกต่างออกไป แต่ถ้าจะให้พนักงานประจำที่ทำอยู่ฉีกแนวการงานทำงานของตัวเองให้มีความหลากหลายก็คงเป็นอะไรที่ยากไม่ใช่น้อย เพราะคนเราต่างมีลายเซ็นเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น

เท่ากับว่า Fastwork.co ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางของคนอยากได้งานทั้ง 2 ฝ่ายแบบ One Stop Service ที่สามารถคุยงาน ตกลงราคา และจ่ายตังค์ได้ในที่เดียว

ส่วนการคิดราคางานในแต่ละครั้งก็ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างตัวฟรีแลนซ์กับผู้ว่าจ้าง โดยรายได้ของ Fastwork.co จะมาจากค่าธรรมเนียม 7% ของราคาที่ทั้งสองฝ่ายได้ดีลกันไว้แล้ว

แก้ปัญหาด้วยความเชื่อใจ

หลายคนอาจเกิดความสงสัยว่า เมื่อมีการคุยกัน มีการให้ contact ซึ่งกันและกัน แล้วแบบนี้ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายออกไปคุยงานกันนอกระบบ จะได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับ Fastwork.co ดีกว่าไหม

ในเรื่องนี้ทั้ง 4 ให้คำตอบกับเราว่า จริง ๆ ก็มีหลายคนไปติดต่อกันนอกระบบ แต่สุดท้ายก็กลับมาจ่ายเงินผ่าน Fastwork.co แล้วยอมเสียค่าธรรมเนียมแทน ที่ทำแบบนี้ได้ก็คงต้องย้อนไปในตอนต้นที่บอกไว้ว่าปัญหาของเหล่าฟรีแลนซ์คือถ้าไม่ดังจริงก็ไม่มีตัวตนไม่มีใครรู้จัก แถมบางครั้งก็โดนผู้ว่าจ้างจ่ายเงินไม่ตรงเวลา

Fastwork.co ก็เลยคิดค้นระบบเรทติ้งขึ้นมา ให้ผู้ว่าจ้างเข้าไปให้คะแนนเหล่าฟรีแลนซ์หลังจากที่จ่ายเงินเสร็จ โดยจากสถิติที่ผ่านมา ฟรีแลนซ์ที่ได้เรทติ้งรีวิว จะมีคนมาจ้างงานอีกครั้งภายใน 1 อาทิตย์ เพราะนั่นแสดงถึงความน่าเชื่อถือและการ Active อยู่ในระบบ แถมยังได้เงินตรงเวลาที่กำหนดไว้ เพราะแบบนี้พวกเขาจึงยอมที่จะเสียเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแลกกับความมั่นใจ ที่พวกเขาไม่ต้องมานั่งรอว่าจะได้เงินหรืองานอีกทีเมื่อไหร่

ตั้งเป้าโตขึ้นอีก 10 เท่าใน 7 เดือน

เหมือนเป็นตัวเลขที่ดูเกินความคาดหมาย แต่ถ้าเทียบกับในตอนแรกที่ได้เงินทุนจาก VC ตั้งแต่อาทิตย์ที่ 9 ก็มีความเป็นไปได้สูง เมื่อถามถึงเป้าหมายที่เป็นตัวเลข พวกเขากลับตอบมาว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่ว่าถ้าวางไว้ 10 ล้านแล้วทำได้ไม่ถึงแล้วจะปิดบริษัท แต่ Fastwork.co ทำธุรกิจแบบ Give And Take ที่หวังจะช่วยให้เหล่าฟรีแลนซ์ได้มีตัวตน และเจ้าของธุรกิจ SME ได้มีกำลังมาช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า ซึ่งก็อย่างที่รู้ว่าถ้า SME โต เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็จะโตตามไปด้วย

แน่นอนว่าตัว VC คงจะไม่ได้เห็นด้วย 100% กับความคิดนี้ แต่โชคดีที่ธุรกิจของพวกเขา มันสร้างเงินให้กับคนอื่นและตัวเองได้ Vision ดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งในที่สุดแล้วพวกเขาตั้งใจอยากจะให้ Fastwork.co เป็น Platform ของฟรีแลนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

สร้างความยั่งยืน ด้วยความเป็น Community

สิ่งที่ทำให้คนไม่อยากเลิกเล่น Facebook ก็เพราะแต่ละคนมีเพื่อนในลิสต์มากเกินกว่าที่จะอยากไปเล่นอย่างอื่น กับ Fastwork.co เช่นกัน แต่พวกเขาเปลี่ยนจากเฟรนด์มาเป็นเรทติ้งแทน เมื่อฟรีแลนซ์แต่ละคนสะสมเรทติ้งได้มาก แน่นอนว่าเขาก็คงจะไม่อยากไปเริ่มใหม่ในที่อื่นให้เสียเวลา

Fastwork โตได้เพราะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

การทำธุรกิจถ้ามีแต่ Demand อย่างเดียวก็คงจะอยู่ไม่รอด แต่โชคดีที่ Fastwork.co ดันเกิดขึ้นในยุคที่ธุรกิจผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ซึ่งตั๊บบอกกับเราว่า การจะทำธุรกิจให้สำเร็จในยุคนี้ จะขาด 4 อย่างไปไม่ได้เลย คือ เว็บไซต์ กราฟิก คอนเทนต์ และออนไลน์มาเก็ตติ้ง ซึ่งทั้ง 4 นี้มีอยู่ครบใน Fastwork.co เป็นธุรกิจที่ต่อยอดอีกธุรกิจ แบบนี้แล้วจะให้ Fastwork.co ไม่โตแบบ Fast ได้ยังไงกัน

ทุกวันนี้แทบไม่ได้เงินเดือนเลยสักบาท

ขึ้นชื่อว่าเด็กจบนอก ที่บ้านก็ต้องมีฐานะอยู่พอสมควร และแม้จะมี VC เจ้าใหญ่เอาเงินมาลง แต่ชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้สบายแบบที่หลายคนคิด ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าพวกเขาอยากจะใช้เงิน ไปกับการใช้จ่ายในเรื่องของการทำ Marketing และการพัฒนาระบบซะมากกว่า

และแม้รายได้ของพวกเขาจะมาจากค่าธรรมเนียม 7% ของการว่าจ้างในแต่ละงาน แต่เงินจำนวนนั้นกลับไม่ได้เข้ากระเป๋าตัวเองทั้งหมด เพราะก็ยังได้นำบางส่วนไปพัฒนาระบบเพื่อสร้างอะไรดี ๆ ให้กับเหล่าฟรีแลนซ์ และเมื่อเทคแคร์ดี คนพวกนี้ก็อยากจะอยู่กับเขาไปนาน ๆ เรียกได้ว่าเป็นการสร้างแบรนด์และซื้อใจคนได้อย่างฉลาดไม่น้อยเลยทีเดียว

ถ้าถามเราว่าตอนนี้ Fastwork.co ประสบความสำเร็จในแง่ของธุรกิจไหม หากวัดจากตัวเลขแล้วก็คงไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจด้วยเพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงของการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของผู้คน และถ้าถามว่าตอนนี้พวกเขาได้เงินจากนักลงทุนมาหลายบาท แล้วได้ชีวิตหรูหราแบบที่ใครคิดไว้แล้วหรือไม่ ก็คงไม่เหมือนกัน เพราะอย่างที่เห็นว่าพวกเขาก็ยังต้องทุ่มเงินไปกับการทำ Marketing เสียส่วนใหญ่

แต่ถ้าถามว่าคุ้มไหม กับการทิ้งอนาคตที่ก้าวหน้าในเมืองนอก แล้วมาเริ่มนับ 1 ใหม่ที่ไทยทั้งหมด เชื่อว่าพวกเขาจะตอบอย่างไม่ลังเลใจเลยว่า ‘คุ้ม’ เพราะคำพูดหนึ่งของพวกเขาที่บอกกับเราว่า ‘เป้าหมายของธุรกิจของเขากับเป้าหมายของชีวิตนั้นเหมือนกันนั่นก็คือ ความสุข ถ้ามีเงินแล้วไม่มีความสุขจะทำไปทำไม เพราะสุดท้ายแล้วคนเราหาเงินมาก็เพื่อความสุขของตัวเองไม่ใช่หรอ’ -ทีม Fastwork

สุดท้ายแล้ว ก็คงต้องย้อนกลับไปในคำถามตอนต้นที่ว่า แล้วคุณละ กล้าทิ้งอนาคตที่มั่นคงเพื่อสิ่งที่อยากจะทำแบบพวกเขาบ้างหรือเปล่า?