ขอบอกก่อนว่า รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ซีอีโอคนใหม่ของเอสซีจี ให้น้อง ๆระดับผู้บริหารคุยงานผ่านapp บนมือถือได้ด้วย
ดังนั้นบางครั้งสติ๊กเกอร์ “ขอรับกระผม” จะตอบรับกลับมา แต่ถ้าครั้งไหนน้อง ๆขอปรึกษาหรือให้ความเห็นแบบรัว ๆ สติ๊กเกอร์ “ขอพักแพร่บบบ” ก็จะกระเด้งออกมาทันทีเหมือนกัน
เริ่มต้นแค่นี้ เรื่องราวและวิธีคิดของ “พี่รุ่งโรจน์” หรือ “RR” ขององค์กรที่มียอดขาย 5 แสนกว่าล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของโลก 5ปีซ้อนด้านผู้นำอย่างยั่งยืนจากDJSI และเป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยเป็นอันดับต้นๆของเมืองไทยจากโพลหลายสำนัก ก็น่าติดตามเสียแล้ว
หลังจากขึ้นรับตำแหน่งกรรรมการผู้จัดการคนใหม่เมื่อวันที่ 1 เดือนมกราคม 2559 ผ่านไป 4 เดือน “บ่มจนได้ที่” ก็เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ถึงวิธีคิด และแนวทางต่าง ๆของการทำงานในยุค “รุ่งโรจน์”อย่างเป็นทางการ
ยุค “พี่กานต์” ซีอีโอคนที่ผ่านมาได้ประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนใน 2 เรื่องสำคัญคือ1.การเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาค และ 2. การเป็นองค์กรนวัตกรรม
ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนได้จากตัวเลขในปี 2558 ที่เอสซีจี มีรายได้จากธุรกิจที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียนและจากการส่งออกไปยังอาเซียน 100,150 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23 ของรายได้รวม และยังสามารถสร้างยอดขายสินค้า HVA ในปี 2558 คิดเป็น 161,851 ล้านบาท(เทียบกับปี 2547 รายได้ของสินค้านวัตกรรมเคยทำได้เพียง 7,700 ล้านบาทเท่านั้น)
คำถามที่พลาดไม่ได้คือ จากนี้ไปในยุคของซีอีโอ คนใหม่ วิสัยทัศน์ของเอสซีจีถูกกำหนดไว้อย่างไร
“Vision”ภาคต่อ ต้องเร้าใจกว่าเดิม
รุ่งโรจน์ กล่าวว่าผลประกอบการดังกล่าวเป็นการตอกย้ำว่า เอสซีจีเดินมาถูกทาง เพราะ 3 ธุรกิจหลักขององค์กรคือปริโตรเคมี ซิเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และแพคเกจจิ้งนั้นสอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่กำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมากในภูมิภาคนี้ และที่สำคัญเป็นตลาดที่เอสซีจีเข้าไปสร้างแบรนด์ มีฐานลูกค้า และมีความเข้าใจตลาดในระดับหนึ่งแล้ว
ดังนั้นในเรื่องของ Go Regional ยังต้องเดินหน้าต่อไปและมั่นใจว่าเอสซีจี มีศักยภาพในการทำตลาดในอาเซียน มากกว่านี้อีกหลายเท่า
“ ผมมองว่าการเดินทางในอาเซียนของเราเพิ่งเริ่มต้น ยังสามารถบุกไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่ต้องไม่ใช่วิธีการที่เหมือนเดิมทั้งหมด เพราะการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปและซับซ้อนกว่าเดิมมาก มีคู่แข่งรายใหม่ทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาคเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น พร้อม ๆกับความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าที่มากขึ้นกว่าเดิมด้วย”
ปัจจุบันประเทศที่เป็นตลาดหลักของเอสซีจี ในอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมากัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว กำลัง เร่งทำการก่อสร้างโครงการพื้นฐานที่ต้องใช้ซิเมนต์และวัสดุก่อสร้างเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังจากนั้นตลาดของที่อยู่อาศัย ออฟฟิศ โกดังสินค้า โรงแรมก็จะเกิดขึ้นตามมา
พร้อม ๆกับการเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ประชากรมีกำลังซื้อมากขึ้น ธุรกิจปริโตเคมีก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับผู้คน สุดท้ายเมื่อมีการใช้จ่ายมากขึ้น มีการขนส่งมากขึ้น แพคเกจจิ้งที่ใช้ในการขนส่งก็มีความจำเป็นเพิ่มขึ้นตาม
ส่วนรูปแบบในการเข้าไปลงทุนของ 3ธุรกิจหลักเอสซีจีวางเม็ดเงินในการลงทุนในต่างประเทศไว้ปีละประมาณ 5 หมื่นล้านบาทนั้น ซิเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะขยายตัวในรูปแบบของพันธมิตรในลักษณะของการไปร่วมทุนเป็นหลัก ส่วนปริโตเคมีอาจจะไม่จำเป็นสามารถเข้าไปลงทุนสร้างขึ้นเองได้เลยเช่นการลงทุนในประเทศเวียดนาม และในประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งก็สามามารถขยายได้ทั้งวิธีการไปร่วมทุน และไปเริ่มลงทุนใหม่
ซีอีโอคนใหม่ยังกล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ กำลังมีศักยภาพอย่างมากจากการเติบโตของกลุ่มประเทศ CLMV และประเทศจีนตอนใต้ และจะเป็นธุรกิจใหม่ของเอสซีจีด้วย ซึ่งจะทำให้โอกาสของการเป็นองค์กรชั้นนำในภูมิภาคเป็นได้เร็วขึ้น
“บริษัทเองจำเป็นต้องมองเทรนด์ของโลกว่าความต้องการของคนจะไปทางไหน ผมบอกได้เลยว่าธุรกิจของเราคงไม่ได้มีแค่ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก บิสซิเนสโมเดลเองต้องมีการเปลี่ยนแปลง หน้าที่ของเราก็ ปรับตัวตลอดเหมือนกัน ที่บอกได้ตอนนี้ก็คือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่นโลจิสติกส์ ที่เราเห็นโอกาสและอยู่ในแผนอยู่แล้ว เรื่องนี้มีความเป็นไปได้แน่นอน”
Innovation เสียงจาก Customer
ส่วนเรื่องของ นวัตกรรม (Innovation) เอสซีจี คือกลุ่มธุรกิจบริษัทแรก ๆใน เมืองไทย ที่ได้ให้ความสำคัญประกาศเป็นวิชั่นที่ชัดเจนในการพัฒนาสินค้าและบริการ มาตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2549
“ผมมั่นใจว่าในตลาดอาเซียนมีความต้องการสินค้าในลักษณะนี้มากขึ้น อย่ามองว่าสินค้าพวกนี้ทำให้ราคาแพงขึ้นอย่างเดียว ไม่ใช่นะครับ สินค้าที่ราคาถูกลง เหมาะกับความต้องการของคนมากขึ้น อาจจะเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องมีนวัตกรรรมก็ได้”
คำว่า นวัตกรรรม มาจากไหน แน่นอนส่วนหนึ่งต้องมาจากเรื่องของเทคโนโลยี แต่ที่สำคัญคือมาจากความต้องการของลูกค้า
“ดังนั้นถ้าเราเอาความต้องการของลูกค้ากับความต้องการของเทคโนโลยี มาทำให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ จะส่งผลให้สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มของเราจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น และสามารถเป็นผู้นำในตลาดได้ในที่สุด”
เรื่องนวัตกรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เอสซีจีมี สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้อีกมากมาย
เรียนรู้ “คน” ยากกว่า “งาน”
วิสัยทัศน์ที่วางไว้จะประสบความสำเร็จได้ “คน “คือพลังขับเคลื่อนที่สำคัญดังนั้นนอกจากเรื่องงานที่เขาต้องเร่งทำความเข้าใจทั้งมุมกว้างและลึกของแต่ละกลุ่มธุรกิจแล้ว เรื่องของคนก็เป็นสิ่งหนึ่งต้องทำความเข้าใจและยังต้องเตรียมคนให้พร้อมกับการทำธุรกิจในโลกอนาคตด้วย
ปัจจุบันเอสซีจี มีกำลังคนทั้งหมดประมาณ 5 หมื่นกว่าคนเป็นคนไทยประมาณ 36,000 คน เป็นคนต่างชาติประมาณ 15,000 กว่าคน
ดังนั้นการเตรียมคนของเอสซีจีเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ยังมีความท้าทายที่เพิ่มขึ้น เพราะไม่ใช่แค่เตรียมคนสำหรับประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมคนสำหรับภูมิภาคด้วย
รุ่งโรจน์ยอมรับว่าในช่วงแรกของการทำงาน เขาหนักใจเรื่องคนมากกว่าเรื่องงาน
“ ไม่ใช่ว่าคนของเราไม่ดีนะครับ แต่ผมมองว่าการทำงานกับคนบางครั้งไม่ใช่เรื่องของการมีเหตุมีผล แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกชอบไม่ชอบ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุด และเอสซีจี ถือว่าคนเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์กร มีค่ามากกว่าเครื่องจักร มากกว่าธุรกิจ เมื่อเป็นเรื่องที่องค์กรให้ความสำคัญมากที่สุด จึงเป็นเรื่องที่หนักใจที่สุด”
เอสซีจี ต้องพัฒนาคนให้มีทั้งความลึกและกว้าง ความกว้างก็คือการคล่องตัว สามารถจับประเด็นในเรื่องการบริหารจัดการ การผลิต และความต้องการของตลาดได้ ส่วนความลึกต้องมีความมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับสิ่งใหม่ ๆที่เกิดขึ้น เช่นในเรื่องของนวัตกรรม
กลุ่มคนที่ต้องเข้ามาให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรมอย่างมากเพิ่มขึ้นคือมาร์เก็ตติ้ง และเซลล์ ที่มีอยู่ประมาณ 5 พันคน โดยต้องเข้ามาทำงานประสานกับพนักงานในส่วนทางด้านวิจัยและพัฒนาด้วย
ด้วยวิธีการนี้จะทำให้การต่อยอดสินค้าHVA จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้องมากขึ้นด้วย
สำหรับบทบาทในการพัฒนาพนักงาน คนที่มีบทบาทสำคัญอันดับแรกคือหัวหน้างานคือผู้บริหารไม่ใช่ฝ่ายบุคคล เพราะผู้บริหารมีความเข้าใจในเรื่องของาน ในขณะเดียวกันต้องรู้ถึงความสามารถของพนักงานแต่ละคนด้วย และต้องมีส่วนในการส่งเสริมผลักดันลูกน้องของตัวเองให้มีความสามารถมากที่สุด รวมทั้งสามารถพัฒนาลูกน้องตัวเองให้เป็นผู้บริหารที่ดีในอนาคตได้ด้วย
ผู้บริหารที่ดีต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ หรือ Core Values ขององค์กร ที่ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นด้วย
“สิ่งที่ผู้บริหารไม่ควรทำคือผู้บริหารที่ไม่สนใจ stakeholderเลย ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า อุตสาหกรรมของเรา เรื่องของผู้ถือผลประโยชน์ร่วมสำคัญมาก รวมทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของชุมชนรอบ ๆโรงงาน เรื่องของความปลอดภัยที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัย แสดงว่าองค์กรไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องคนอย่างแท้จริง”
แบรนด์ต้อง “ชัด” ตลาดต้อง “ Strong”
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่เข้าไปลงทุนในทุกประเทศของอาเซียน งบประมาณในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมดูแลชุมชน และการพัฒนาคน คือสิ่งสำคัญที่ถูกจัดวางเตรียมเอาไว้ คนในท้องถิ่นอาจจะ รู้จัก เอสซีจีผ่านกิจกรรมต่าง ๆเหล่านี้ ก่อนที่จะรู้จักสินค้าด้วยซ้ำไป
เรื่องของการเป็นบริษัทที่ดี เอสซีจี เป็นที่ยอมรับแล้วระดับหนึ่ง แต่ในเรื่องของการสร้างแบรนด์ของตัวสินค้า จำเป็นต้องมีวิธีคิดที่เพิ่มขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
“ เมื่อก่อนเราอาจมองตลาดอาเซียนคือตลาดเดียว แต่วันนี้เราคงเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนในอาเซียนไม่ได้ ดังนั้นต้องพยายามศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศที่ไม่ได้มีความต้องการที่เหมือนกันให้มากขึ้นกว่าเดิม ”
รุ่งโรจน์เป็นซีอีโออีกคนหนึ่งที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยมากหลังรับตำแหน่ง โดยมี 2 เป้าหมายสำคัญคือ1.การเดินทางเพื่อให้เข้าใจสภาพตลาดของแต่ละประเทศที่มีความต่างกัน โดยเฉพาะในประเทศต่าง ๆของอาเซียน 2. ไปเพื่อศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยี่ใหม่ ๆ ความคิดใหม่ ๆ ของการทำงานและการพัฒนาคน เพื่อเอาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และวางแผนใช้ในการทำงาน
“ปีที่แล้วผมไปที่ดูปองก์ไปดูกระบวนการใหม่ ๆที่นำเอาความต้องการของลูกค้า มาพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ในตลาด หรือไปที่สถาบันจอร์เจียเทค แล้วพบว่าในเรื่องไอทีของเขาที่เคยรวมกันถูกแยกออกมาเป็น 3 กลุ่มหลักๆคือ 1. Information Technology ที่โฟกัสหนักไปในเรื่องของ Big Data หรือเรื่องของCloud 2. Information for living เป็นเรื่องของเทคโนโลยี่ในชีวิตประจำวัน และ 3. Information for Security ซึ่งเป็นศาสตร์ใหม่ ผมเลยได้ไอเดียว่าเราอาจจะต้องคิดแบบนี้เหมือนกันเพราะเวลาจับเรื่องเทคโนโลยี่มารวมกันอาจจะทำให้ไม่เข้มแข็งพอ”
ในยุคที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วและซับซ้อนมากขึ้น ผู้นำจำเป็นต้องมีความพร้อมในการเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อปรับตัวให้เร็วขึ้นกว่าคนอื่น
