หลังจาก “พี่เปิ้ล” ขัตติยา อินทรวิชัย อดีตนักเรียนทุนของธนาคารกสิกรไทยเรียนจบจากอเมริกากลับมาทำงานใช้ทุนให้กับธนาคาร  ต้องเขียนใบสมัครใหม่ เเละได้กรอกคำตอบที่ถามว่า ตำแหน่งสูงสุดที่ต้องการได้รับในองค์กรแห่งนี้คืออะไร 

“CEO” เธอระบุลงไปแบบไม่ต้องคิดกันนาน เพราะสมัยนั้นที่อเมริกาคำว่า CEO มันเท่มาก เเต่หลังจากทำงานได้สักพัก ก็รู้ว่าเเค่ตำเเหน่งผู้อำนวยการฝ่ายก็หนักมากเเล้ว  จนเธอเเทบอยากจะกลับไปลบคำว่า CEO ออกจากใบสมัครกันเลย 

เเละไม่ได้คาดคิดว่าหลังจากนั้นอีกประมาณ 30 กว่าปีต่อมา

ในวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ครบรอบวันเกิดปีที่ 54 เธอได้รับของขวัญวันเกิดชิ้นใหญ่จากคณะกรรมการบริหารของธนาคารให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO จริง ๆ

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

เป็นการก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรต่อจาก “คุณปั้น” บัณฑูร ล่ำซ่ำ ทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูลล่ำซำผู้ก่อตั้งธนาคารกสิกรไทย ที่ครองตำแหน่งนี้มานานถึง 17 ปี

ท่ามกลางการดิสรัปชั่นมากมายในการทำธุรกิจ  6 เดือนแรกของปี 2565 นี้ธนาคารยังสามารถทำกำไรถึง 2.2 หมื่นล้านบาท

เป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่สะท้อนถึงความมั่นคงขององค์กรและความไม่ธรรมดาของผู้นำทัพผู้หญิงคนนี้ 


ในวันที่เต็มไปด้วยภาระมากมายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ “พี่เปิ้ล” ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย ให้เวลา “Marketeer” สัมภาษณ์พิเศษถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต รวมทั้งความท้าทายมากมายในบทบาทผู้นำองค์กรใหญ่ของประเทศ ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มเกือบตลอดเวลา

พี่เปิ้ลมักจะพูดเสมอว่าเธอคือผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เป็นพี่สาวคนโตที่มีน้องชายอีก 3 คน ของครอบครัวข้าราชการคนชั้นกลาง คุณพ่อคือศาสตราจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย อดีตคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์ และประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในเรื่องการเรียนเธอก็ยังบอกว่าเป็นเด็กธรรมดาที่เรียนไม่เก่ง ไม่ใช่เด็กเกรด 4 แต่เป็นเด็กที่ต้องใช้ความพยายาม อาศัยกลุ่มเพื่อนและการเรียนพิเศษ เพื่อที่จะทำให้ตัวเองเรียนได้เข้าใจแล้วก็สอบผ่าน

เมื่อได้รับตำแหน่งเป็นผู้นำองค์กรใหญ่ของประเทศเธอยังต้องการเป็นคน “ธรรมดา” ที่แทนตัวเองว่า “เปิ้ล” หรือ “พี่เปิ้ล” และให้พนักงานเรียก “พี่เปิ้ล” เพื่อความเป็นกันเอง ทลายกำแพงความเป็น “เจ้านาย” กับ “ลูกน้อง” ที่มีความห่างเหิน

ถ้าย้อนกลับไปในวัยเด็กดูเหมือนว่านิสัยต่าง ๆ ของ “เด็กหญิงเปิ้ล” ในช่วงเวลานั้นสะท้อนความเป็น “นางสาวขัตติยา” ในตอนนี้ได้อย่างชัดเจน

คือเปิ้ลเป็นเด็กซนที่ไม่กลัวอะไรเลย ชอบลองทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ จำได้ว่าสมัยเรียนอนุบาล ที่โรงเรียนมีสระว่ายน้ำ 2 สระ สระตื้นสำหรับเด็กอนุบาล  สระลึกสำหรับพี่ ๆ ป. 6 ที่ว่ายน้ำเป็นแล้วอยู่ข้าง ๆ กัน เราก็แอบมอง เอ๊ะ ในสระลึก พี่ ๆ เขาว่ายกันยังไงนะ ก็ไปศึกษา ดูท่าทาง สังเกตอะไรต่าง ๆ ว่าท่ามันประมาณนี้นะ พอครูเผลอก็กระโดดลงไปในสระน้ำของพี่แล้วก็ทำท่าว่ายน้ำเหมือนที่พี่ ๆ เขาทำ แต่ทำไมไม่รู้จมดิ่งลงไปที่ก้นสระเลย แล้วก็ไม่มีใครเห็นด้วยนะคะ โชคดีที่เด้งจากพื้นขึ้นมาแล้วก็เกาะขอบสระ เดินกลับไปเล่นที่สระตื้นต่อ ก็ยังประหลาดใจว่า เอ๊ะ ทำไมเราทำท่าแบบนั้นแล้ว ทำไมไม่ได้ แต่ก็คิดว่าวันหนึ่งเราต้องทำให้ได้”

ดังนั้นหลายครั้งในชีวิตการทำงานที่กสิกรไทยเมื่อถูกมอบหมายให้เป็นผู้เซตอัปฝ่ายใหม่  ๆ จึงเป็นเรื่องที่ตัวเองอยากลอง และเต็มใจที่จะไปเป็นผู้เริ่มบุกเบิกในหลาย ๆ เรื่อง 

ตอนเด็ก อยากเป็นหมอ โตขึ้นอยากเป็นสถาปนิก  

แต่เรียนจบด้าน Marketing และเริ่มทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย

“สมัยเด็ก ๆ ระดับประถมก็อยากเป็นหมอตามคนอื่น ๆ ที่พูดกัน พอโตเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้นชอบอ่านหนังสือบ้านและสวน ชอบแต่งบ้าน เลยอยากเป็นมัณฑนากรหรือสถาปนิก แต่พอมาเรียนสายวิทย์ฯ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมก็รู้ตัวว่าเราไม่ได้เรียนเก่งขนาดที่จะสอบเข้าสถาปัตย์จุฬาได้ ก็เลยปรับแผน เลือกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เป็นอันดับ 1”

 ในช่วงเวลาที่เธอศึกษาต่อที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ คุณพ่อเป็นคณบดีอยู่ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“คุณพ่อบอกว่าที่บ้านเหลืองแดงธรรมศาสตร์กันหมดเลย เปิ้ลไปสอบเข้าจุฬาฯ เถอะ จะได้หลากหลาย แต่ลึก ๆ ลงไปเชื่อว่าคุณพ่อคงคิดว่าการที่ลูกสาวสอบติดคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์ ในระหว่างที่ท่านเป็นคณบดีไม่น่าจะ Corporate Governance เท่าไร ซึ่งคุณพ่อเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด”

นิสิตสาวขัตติยายังเลือกเมเจอร์การตลาด ด้วยคำแนะนำของคุณพ่อ ที่บอกว่า

“เรียนด้านการเงินการธนาคาร ก็โอเคนะ แต่ตอนนี้เทรนด์น่าจะเป็นเรื่องการตลาด ไปเรียนการตลาดเถอะ เราก็เชื่อพ่อ คือเราฟังที่ผู้ใหญ่แนะนำ แล้วก็มาพิจารณากับตัวเองว่าใช่ไหม ซึ่งก็ไม่ผิด เราสนุกกับการเรียนมาก คะแนนก็ค่อนข้างดีมากด้วย

เรียนจบมาก็ต้องการไปทำงานในบริษัทด้าน Marketing แต่คุณพ่อแนะนำว่ามาทำที่ธนาคารกสิกรไทยก่อนเถอะ แล้วหลังจากนั้นค่อยไปเรียนต่อปริญญาโท แล้วกลับมาทำงานทางด้านตลาด คือท่านมีความเห็นว่าควรเรียนให้มีความรู้ที่หลากหลายก่อน 

ปี 2530 ก็เลยมาสมัครทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี ก็สมัครสอบชิงทุนของธนาคารเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน  MBA Finance and Investment University of Texas at Austin, USA ซึ่งมีทั้งสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ 

เจอคุณบัณฑูร ล่ำซำ ครั้งแรกก็เจอคำถามเด็ด

จากการสอบสัมภาษณ์นั่นเองทำให้เธอได้เจอกับ “คุณปั้น” บัณฑูร ล่ำซำ ผู้ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของธนาคารกสิกรไทย อย่างจริงจังครั้งแรก

“คือในยุคนั้นบริษัทหลักทรัพย์เจริญรุ่งเรืองมาก สมองไหลมาก โบนัส 12 เดือน 24 เดือน หรืออะไรแบบนั้นเลย คุณบัณฑูรเลยถามว่าถ้าคุณใช้ทุนธนาคารหมดแล้วจะยังอยู่กับธนาคารต่อไหม ก็ตอบไปว่าอยู่ที่ว่าธนาคารให้งานที่ท้าทายไหม ให้การดูแลเราเป็นอย่างไร ถ้าธนาคารยังให้โจทย์ที่สนุกที่ท้าทายตลอดเวลา เราก็อยู่ได้ เพิ่มเติมไปตอนท้ายด้วยว่าคุณพ่อสอนให้กตัญญู ที่ไหนที่ให้ความรู้ให้สิ่งดี ๆ กับเรา เราต้องตอบแทน”

หลังจากนั้นกลับมาจากเรียนทุน ได้เจอคุณปั้นอีกครั้ง

“งานแรกที่ได้รับมอบหมายจากคุณปั้นคือให้ช่วยขายซีดีเพลง” เธอเล่าพลางหัวเราะ   

“คือตอนสัมภาษณ์ทุนคุณบัณฑูรก็รู้จักเราตั้งแต่ตอนนั้น ท่านคงจะจำเราได้  ต้องเรียกว่ากสิกรไทยเป็นอะไรที่ให้ Value คนมาก เพราะฉะนั้นพอนักเรียนทุนกลับมา หรือจริง ๆ แม้กระทั่งตอนนี้ เวลาแต่งตั้งระดับผู้อำนวยการหรือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการขึ้นมาใหม่ เราต้อง Welcome เขา นัดเจอพูดคุย คุณบัณฑูร ท่านเป็นตัวอย่างในการ Welcome Talent ทุกคนที่เข้ามา แต่ท่านคงจำไม่ได้หรอกว่าขัตติยาได้ทุนอะไร แต่พอ เห็นว่า เราเรียน Marketing มาด้วย  ท่านก็บอกว่า อ่ะงานชิ้นแรก เอาซีดีนี้ไปลองขายดู ซึ่งเป็น CD เพลงพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 7 รายได้เอามาช่วยเหลือมูลนิธิบางแห่ง”

ในช่วง Reengineering องค์กรซึ่งเป็นการพลิกองค์กรครั้งสำคัญในยุคของ บัณฑูร ล่ำซำ พี่เปิ้ลก็เป็นหนึ่งในทีมดูเรื่องระบบข้อมูลลูกค้าและเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องระบบบิ๊กดาต้า ที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธนาคารกสิกรไทยไปสู่เป้าหมาย “ดิจิทัลแบงกิ้ง”

 ของขวัญชิ้นใหญ่ในวันเกิดครบรอบ 54 ปี

“พอกลับมาจากเรียนทุนก็ต้องกรอกประวัติ เหมือนพนักงานใหม่ มีอยู่ข้อหนึ่งเขาให้เราตอบว่า ตำแหน่งสูงสุดในองค์กรอยากเป็นอะไร ทีนี้ตอนที่เรียน MBA ที่อเมริกาในยุคนั้นมันต้องเป็น CEO เป็นตำแหน่งที่ใคร ๆ ก็เอามาอ้างถึง CEO คนนี้มีความเห็นอย่างนี้ หรือคำคมของ  CEO คนนั้น  ก็เลยตอบไปว่าอยากเป็น CEO ซึ่งตอนที่กรอกก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นให้ได้ และเมื่อทำงานไปเรื่อย ๆ ก็จะรู้ว่าโอ้โหเป็น CEO นี่มันยากมากเลยนะ เป็นแค่ผู้อำนวยการฝ่ายยังยากเลย  คือไม่เอาแล้วตำแหน่งนี้  ตอนนั้นยังคิดว่าเป็น ผอ. ได้เราก็เก่งมากแล้ว”

11 ตุลาคม ปี 2562 ครบรอบวันเกิดปีที่ 54 เธอได้รับของขวัญวันเกิดชิ้นใหญ่จากคณะกรรมการบริหารของธนาคารให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งซีอีโอจริง ๆ

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

“คุณบัณฑูรเรียกไปที่ห้องบอกว่า บอร์ดให้ความไว้วางใจที่จะให้พี่เปิ้ลเป็น CEO ของธนาคารกสิกรไทย ตอนนั้นยังไม่ได้รับบทบาทจริง ต้องผ่านประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเมษายนก่อน ตอนเดือนตุลาคมที่รู้ ต้องเรียกว่ายังชา ๆ อยู่ แล้วพอใกล้ ๆ เมษายนก็จะเริ่ม Imagine แล้วว่ามันจะยังไง พอใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มกังวลว่าเป็นภาระที่หนักและสำคัญมาก ๆ ด้วย เพราะธนาคารกสิกรไทยเป็นองค์กรที่ใหญ่ มี Impact กับประเทศด้วย เราต้องทำให้ดี เพื่อให้ประเทศเจริญด้วย”

“อีกอย่างยากนะคะ เพราะการมาเป็น CEO ต่อจากคุณบัณฑูร แค่นี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มหาศาลแล้ว เพราะ 17 ปีที่ท่านได้สร้างความเจริญให้กับธนาคารกสิกรและประเทศมาตลอด อีกความยากหนึ่งก็คือขึ้นมารับตำแหน่งในช่วงวิกฤตโควิดพอดี ซึ่งเป็นความท้าทายมาก ๆ”

เมื่อ Marketeer ถามว่าแล้วรับมือกับความกดดันนี้อย่างไร

พี่เปิ้ลบอกว่า เป็นคนโชคดี พอกัลยาณมิตรรู้ว่าจะได้รับภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ทุกคนก็มาหามาคุยด้วย ให้ความรู้ ให้ Feedback อะไรต่าง ๆ มีที่ปรึกษาหลายคน ที่ให้มุมมองแตกต่างกัน ทำให้เห็นว่าการเป็น CEO ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

“ตลอดเวลา 30 ปี ที่หมุนเวียนการทำงานมาหลากหลายมากไม่ต่ำกว่า 10 งาน จุดแข็งของเราก็มีอยู่ แต่เวอร์ชั่นของเราคืออะไร ที่ปรึกษาท่านหนึ่งเลยบอกว่าให้ไปศึกษาว่า Leader ในโลกนี้มีคนไหนบ้างที่พี่เปิ้ลชอบแล้ว Story อันไหนของเขาที่มีลักษณะคล้าย ๆ เราแล้วมาศึกษาดูว่าทำไมเขาทำได้ ซึ่งเราก็ลิสต์มาหลายคน รวมทั้งคุณบัณฑูร คุณพ่อด้วย

ทุกอย่างตกผลึกออกมาเป็นการทำงานในรูปแบบของขัตติยา ที่ต้องรับมือกับปัญหาและความท้าทายมากมายตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา  

เรียนรู้วิกฤต เพื่อผ่านวิกฤต 

“คือเราเจอมาแล้วหลายวิกฤต ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ น้ำท่วม ภัยแล้ง เรื่องการเมือง พอมาเจอวิกฤตโควิด-19 เราก็เรียนรู้จากวิกฤตทั้งหมดที่ผ่านมา แล้วเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น ในช่วงต้มยำกุ้ง ธนาคารอ่อนแอมาก หลายธนาคารล้ม บริษัทเงินทุนหายไปเลย เพราะฉะนั้นเรื่องเงินทุนสำคัญมาก เราก็เลยเก็บแล้วก็หยอดกระปุกมาโดยตลอดเพื่อให้ธนาคารแข็งแกร่ง  ช่วงโควิดเลยไม่อ่อนแอและเซเหมือนตอนต้มยำกุ้ง เรามีกำไรก็จริง แต่ไม่ได้มากขึ้นกว่า 3 ปีก่อนเลย นิ่ง ๆ ทรง ๆ มาโดยตลอด เพราะเราต้องช่วยลูกค้า  ช่วยประเทศ ช่วยพนักงาน ให้ทุกคนผ่านไปด้วยกัน

ส่วนเรื่องปิดสาขา จริง ๆ เราปิดมาโดยตลอด เรียกว่าเป็นการรวมสาขาดีกว่า เราก็ใช้ Data จับดู Transaction ตรงไหนที่ลูกค้าไม่ค่อยไปก็เอามารวมกัน ทำให้เกิดความประหยัดเพิ่มขึ้น Productivity ขึ้น ช่วงโควิดเกิดขึ้นแรก ๆ ไม่รู้เลยว่าวันรุ่งขึ้นจะเกิดอะไรขึ้น แผนเปลี่ยนตลอด การตัดสินใจเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในฐานะธนาคารเงินต้องเต็มตู้ ATM ต้องเติมเต็มตลอด แต่ก่อนอาจจะเติมแบบพอดี ๆ เพื่อบริหารให้เงินสดไม่เยอะไป แล้วเอาเงินไปลงทุนดีกว่า แต่ช่วงนั้นเราเติมเงินสดเต็มตู้ ATM ทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกในการใช้เงิน 

คราวนี้ ความกังวลของพนักงานก็คือว่า อ้าว พี่ ถ้าเกิดว่าอยู่กันได้ครึ่งหนึ่งอย่างนี้ แปลว่าพี่จะลดพนักงานหรือเปล่า ก็มีคำถามอย่างนั้นจริง ๆ  คือไม่ได้นึกเลยว่าเขามีความกังวลแบบนี้ เพราะตั้งใจดูแลทั้งพนักงานและลูกค้าอยู่แล้ว พี่เปิ้ลก็เลยมาออก Town Hall แบบ Virtual แบบออนไลน์ ในการอธิบายว่า เราจะอยู่ดูแลลูกค้าไปด้วยกัน เป้าหมายของธนาคารที่เราเป็น Empower Every Customer’s Life and Business ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน ขอให้เขาสบายใจ แล้วก็เจอเขาถี่ ๆ พูดย้ำ ๆ แล้วก็แสดงให้เห็นจริง ๆ ว่า สิ่งที่เราพูด เราปฏิบัติแบบนั้นจริง ๆ”

“คน” คือโจทย์ที่ยากที่สุดในการทำงาน

ระหว่าง “คน” กับ “งาน” พี่เปิ้ลยอมรับว่า “คน” คือโจทย์ที่ยากที่สุดในการทำงาน ปัจจุบันธนาคารกสิกรมีพนักงานทั้งหมด 3 หมื่นคน

“ยิ่งเราโตในองค์กรมากขึ้นเรื่อย ๆ จะรู้เลยว่าเรื่องคนสำคัญที่สุด และยากที่สุด เพราะแต่ละคนมี Background มีความเชื่อ มีปม มีเป้าหมายส่วนตัวต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่จะทำก็คือพูดเรื่องเป้าหมายใหญ่ขององค์กร แล้วก็พยายามทำให้เขาเข้าใจ นวดไปเรื่อย ๆ เช่น 5 คนแรกคิด  20 คนถัดมาต้องเข้าใจ มี Workshop สร้างความเข้าใจ แล้วก็นวดลงไปเรื่อย ๆ จนไปถึงคนสุดท้ายขององค์กร”  

วันนี้ธนาคารมีเป้าหมายในเรื่องการเป็น Challenger Bank ที่ต้องการ Empower ลูกค้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือต้องเปลี่ยน Culture เลยมีกำหนดตัว Cultureใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราวางไว้

“ก็ต้องนวดในเรื่องของ Culture กันอีก  ทั้งในเรื่อง Hard Skill ที่เกี่ยวกับ Technology หรือ Digital  ทุกคนต้องรู้แล้วว่าคืออะไร ส่วน Soft Skill ทักษะการเป็นผู้นำ ทักษะการ  Work กับคนที่มี Background ที่ต่างกันก็ต้องเข้าใจ ถัดไปคือ Mindset ที่เราได้ยินกันเรื่อย ๆ เรื่อง Growth Mindset อันนี้จริง  ต้องมีจริง ๆ คือ ทุกอย่างเรียนรู้ใหม่ได้ ทุกอย่างทำได้ด้วยวิธีใหม่ ๆ”

 เธอเชื่อว่าทุกคนมีความแตกต่าง ต้องอยู่กับความแตกต่างนี้ให้ได้ และต้องใช้ความต่างนั้นให้เป็นประโยชน์  

“กสิกรไทยมีคนเก่งเยอะมากเลย ทำยังไงให้ความเก่งของเขาไม่เป็นพลังที่ผลักกันแล้วกลายเป็นพลังลบ เราต้องทำให้ความเก่งเหล่านี้มันอยู่ด้วยกันได้ เพราะ 1 คนไม่มีใคร Perfect แต่ทั้งทีมเราจะ Perfect ได้   เราต้องสร้าง Environment ให้คนเก่งได้ใช้ความสามารถของเขา มีที่ให้เขาเล่น แต่เมื่อถึงกรอบหนึ่งยูต้องกลับมานะ ต้องกลับมาคุยกัน เช่น ถ้ามันใช้เงินเยอะไป กระทบกับลูกค้าหรือมีความเสี่ยงสูง กลับมาคุยกัน” 

และสิ่งที่เธออยากทำให้เกิดขึ้นในฐานะผู้นำก็คือ 1. ต้อง Lead by Example เป็นตัวอย่างที่ดี 2. คือต้อง Lead by Design, Lead by Design คือสร้างโครงสร้างให้คนเก่ง ๆ ทำงานอยู่ด้วยกันได้

การยอมรับเกิดจากผลงานที่สร้างมาอย่างต่อเนื่อง

กสิกรไทยมีคนเก่งมากมาย ทำอย่างไรให้เกิดการยอมรับ  

“คือจริงๆ แล้วการยอมรับต้องสร้างมาโดยตลอด และสร้างมาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นพี่เปิ้ลว่ามันอยู่ผลงาน อยู่ที่การพูดและเราได้ทำได้ Deliver ตามนั้นมากกว่า อย่างตอนที่พี่เปิ้ลเป็น CFO  ซึ่งจะต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญใหญ่ ๆ การตัดสินใจของเราทุกครั้งไม่ได้เลือกข้างนี้หรือข้างโน้น เเต่เลือกข้างแบงค์ตลอด เป็นการตอกย้ำว่าจริง ๆ เเล้วเราไม่มี Agenda อะไรเลย นอกจากทำให้แบงค์ให้กับส่วนรวมอย่างเดียว”

ช่วงที่ก้าวขึ้นไปเป็นCFO  มาดูเรื่องใหญ่คือการเงิน  เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่เคยพิสูจน์ความสามารถของผู้นำหญิงคนนี้เช่นกัน

“เหมือนกับเป็นอีก Step ที่ให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเราขึ้นมา ซึ่งต้องบอกว่า โอกาสมันมาตลอดนะคะ  อยู่ที่เราสามารถพิสูจน์ในโอกาสนั้น ๆได้ไหมว่าเราทำได้หรือเปล่า แล้วพี่เปิ้ลก็พิสูจน์ได้ ความเป็นผู้หญิงไม่ได้เป็นอุปสรรค  ต้องบอกอย่างนี้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่กสิกรไทยคุณบัณฑูรได้สร้าง Culture ของการมองที่ Performance มองที่ผลงานเป็นหลักมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น เรื่องความแตกต่างในเรื่องเพศ จะไม่่เกี่ยวกับตำเเหน่งที่ควรได้รับเลย”

เป้าหมายต่อไป การขับเคลื่อนกสิกรไทยให้เป็น Challenger Bank

พี่เปิ้ลอธิบายว่า

Challenger Bank คือธนาคารที่ไม่เหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่ท้าทายธนาคารแบบปัจจุบัน ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาทำให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของธนาคารได้มากขึ้น และในขณะเดียวกัน Challenger Bank ยังดึงดูดลูกค้าของธนาคารในปัจจุบันให้มาใช้บริการ โดยกำจัดกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน มอบการให้บริการที่รวดเร็วกว่า ใช้งานง่ายกว่า และสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ตลอดเวลา

“ก่อนที่เราจะพูดว่าเราจะเป็น Challenger Bank เราทดลองทำมาแล้ว โดยลองปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มคนที่เราไม่เคยปล่อย กลุ่มที่เคยเป็นหนี้นอกระบบ หรืออะไรแบบนี้ เราก็ทดลองทำกับ Line BK และทดลองทำเองด้วย  วันนี้ หลังจากที่เราเริ่ม Launch Campaign เราได้ลูกค้ามา 2 ล้านราย ทั้ง Line BK และที่แบงก์ทำเอง ซึ่งมีอีกตั้ง 30 กว่าล้านที่ยังเข้าถึงบริการการเงินดี ๆ ไม่ได้”

คนกลุ่มนี้ยอดเงินที่เขาต้องการไม่ได้มาก ดังนั้นเข้าถึงเขาด้วยวิธีเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว ต้องใช้เทคโนโลยีอย่างเดียวเลย เช่นเข้าถึงเขาด้วย Mobile Banking ผ่าน K Plus เพราะต้นทุนต่ำ และเข้าถึงคนได้จำนวนมาก 

แต่ความท้าทายที่เกิดขึ้นคือจะมีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่เขาลำบากมากในการชำระคืน กับคนอีกกลุ่มหนึ่งจะเอาประโยชน์หรือเอาเปรียบกับความตั้งใจดี ๆ นี้ของธนาคารโดยสร้างข้อมูลแบบหลอก ๆ

“คืออยากบอกว่าวันนี้คุณอาจจะได้สินเชื่อไป 5,000 บาท เพื่อให้คุณเอาไปใช้ในเรื่องจำเป็นในเเต่ละวัน แต่ว่าชีวิตคุณไม่ได้หมดแค่ 5,000 นี้นะ เอาตังค์มาคืนเราเถอะ แล้วเราจะเห็นศักยภาพของคุณ และเราจะให้คุณมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเรารู้จักกันมากขึ้น อย่าทำลายอนาคตตัวเองด้วยการแค่ครั้งเดียวแล้วจบ ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง”

ในปีนี้และอีกสองปีข้างหน้าธนาคารกสิกรไทยจะลงทุนประมาณ 22,000 ล้านบาทในระบบต่าง ๆ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ  คาดว่าจะปิดดีลซื้อกิจการและความร่วมมือในเชิงพาณิชย์กับกิจการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี 2-5 ดีล โดยใช้เงินลงทุน 30,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธนาคาร ให้เดินหน้าสานต่อภารกิจให้บรรลุผลสำเร็จในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน รวมถึงการผสานเอาดีเอ็นเอของความเป็นแชลเลนเจอร์แบงก์เข้าไปในองค์กร 

Work-Life Balance “Keep Fit, EnJoy Life”

เห็นทำงานหนักอย่างนี้พี่เปิ้ลบอกว่าวันหยุดก็จะมีเวลาให้สามีและลูกชายทั้ง 2 คน เธอใช้คำว่า “พยายาม” ไม่เอางานกลับมาทำที่บ้าน

และพยายามจัดเวลาออกกำลังกายด้วยการวิ่งช้า ๆ ประมาณ 30 นาทีช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม มี Weight Lifting มี Sit up รวมทั้ง Weight Training เพื่อให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ รวมแล้วประมาณ  1 ชั่วโมง 

“ตอนวิ่ง ดู Netflix หรือดู Disney เพื่อ Entertain ไปด้วย หรือรายการอะไรก็ได้ที่ขำ ๆ ทำให้เรายิ้มได้ แล้วก็ไม่อยากบอกเลย ก่อนนอนมีดู TikTok ด้วยนะคะ”

“เสาร์อาทิตย์ถ้าไม่ทำกิจกรรมกับครอบครัวก็ออกไปช้อปปิ้ง ซื้อของเหมือนผู้หญิงธรรมดาทั่วไปนะคะ จันทร์ถึงศุกร์ค่อยเป็นซีอีโอ”

เธอจบประโยคสุดท้ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะพาทีมงานไปเยี่ยมชมห้องทำงานที่อยู่บนชั้น 9 ของอาคารสำนักงานใหญ่พหลโยธิน

เป็นห้องทำงานธรรมดา ๆ ที่ไม่ใหญ่โตหรูหราอะไรมากมาย ติดกับโต๊ะทำงานมีกลองชุด 1 ชุดวางอยู่ การตีกลองคือความฝันหนึ่งในวัยเยาว์ ที่เธอมุ่งมั่นจะทำตามฝันเมื่อวัย 50 กว่า แต่ก็ยังไม่สำเร็จ “เพลงแสงสุดท้าย” ของพี่ตูน บอดี้สแลม ที่หัดมา 3 ปีเลยยังไปไม่ถึงไหน

“หมดโควิด-19 มีเวลาจะตามครูมาฝึกกันใหม่” บอกแล้วว่า เธอไม่ธรรมดา



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน