รู้จัก Chirs Cox ผู้สร้าง Reaction Emoticon สีสันใหม่ของ Facebook
ด้วยตำแหน่ง Social Media อันดับหนึ่งของโลก ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับ Facebook ต้องผ่านกระบวนการมากมาย ละเอียด รอบคอบและรอบด้าน เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ใช้ทั่วโลกที่มีอยู่กว่า 1,600 ล้านคน เหมือน Reactionภาพแสดงความรู้สึก (Emoticon) อีก 5ภาพที่มีให้ใช้เมื่อปลายกุมภาพันธ์ ในมุมมองของผู้ใช้นี่คือทางเลือกเพื่อแสดงทัศนะต่อโพสต์ต่างๆ อย่างเรียบง่ายที่เพิ่มขึ้น หลังเคยจำกัดอยู่แค่การถูกใจ (Like) ผ่านรูปนิ้วโป้ง ส่วนในมุมมองของ Facebook นี่คือช่องทางใหม่มัดใจผู้ใช้ในปัจจุบันและเพิ่มผู้ใช้รายใหม่ พร้อมดึงดูดแบรนด์สินค้าให้มาลงโฆษณา ซึ่งทั้งหมดสามารถแปลงเป็นเม็ดเงินอีกมากมาย โดยผู้อยู่เบื้องหลัง Feature ชุดล่าสุดคือ Chirs Cox หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่คนในองค์กรอายุ 12 ปีแห่งนี้ รู้จักเป็นอย่างดี
Cox เกิดและโต Winnetka รัฐ Illinois ของสหรัฐ จบปริญญาตรีสาขาระบบสัญลักษณ์ สหวิชาเน้นด้านปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัย Stanford และสาขาวิชาเดียวกับคนดังในแวดวงเทคโนโลยีของ Silicon Valley ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Marissa Mayer ประธานและ CEO หญิงคนเก่งของ Yahoo รู้จัก Facebook ครั้งแรกเมื่อปี 2005 หลังเพี่อนร่วมห้องที่ทำงานอยู่ที่นั้นก่อนแล้วเชิญชวนให้ลองไปสัมภาษณ์ โดยเจ้าตัวก็ไปสัมภาษณ์ทั้งที่ยังเข้าใจว่าเป็นเว็บหาคู่ ซึ่งผู้ที่ให้ความกระจ่างเรื่องความเป็น “เครือข่ายสังคมออนไลน์” กับเขาคือ Dustin Moskovitz ผู้ร่วมก่อตั้งจากนั้นไม่นานเขาก็ได้งานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ จนส่งผลให้ต้องพับแผนเรียนต่อปริญญาโทไปนับจากนั้น

Feature ของ Facebook ที่ Cox เป็นคนปลุกปั้นคือ Newsfeed ข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ Statusบนหน้า Wall ที่ผู้ใช้เปิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง
ถัดมาในปี 2007 หลังบริษัทมีอายุได้ 3 ปีและพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 100 คน Mark Zuckerberg ประธานบริษัทและประธานบริหาร ให้เขาย้ายไปเป็นหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resource – HR) คนแรกขององค์กร ผ่านเหตุผลว่า
“เป็นคนสนิทที่ไว้ใจได้ และอยากให้แง่มุมทางเทคนิคต่างๆจากคนในที่รู้จริงกระจายไปถึงพนักงานทุกคนในองค์กร” ซึ่งตำแหน่งนี้ยังทำให้เขาต้องเป็นตัวแทนบริษัทปฐมนิเทศพนักงานใหม่ทุกต้นสัปดาห์และรับฟังปัญหาเรื่องงานของคนในองค์กร โดยเจ้าตัวกล่าวถึงการงาน HR ว่า
“ทำเข้าใจเรื่องคนและมุมมองที่ผู้ใช้มีต่อเทคโนโลยีและ Facebook ได้ดีทีเดียว”
ปี 2008 Cox วัย 34 ซึ่ง Zuckerberg ชื่นชมว่ามีระดับ IQ และ EQ สูงพอกัน กลับมารับงานสายวิศวกรตามเดิม แต่ยังทำหน้าที่เป็นฑูตวัฒนธรรมของบริษัทและไม่ทิ้งงานปฐมนิเทศพนักงานใหม่ทุกต้นสัปดาห์ ซึ่งทุกครั้งมักเริ่มด้วยคำถามว่า“Facebook คืออะไร?”
จนเมื่อมีใครคนนึงตอบขึ้นทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “คือ Social Network” เขาจึงคำตอบที่จนบรรดาเด็กใหม่ต้องปรับกระบวนทรรศว่า “ผิด Facebook เป็นสื่อและสื่อคือข้อความ” ซึ่งแสดงนัยว่า Facebook คือเว็บไซต์นำเสนอเนื้อหาที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้อ่าน ดู แสดงความคิดเห็นและกด Likeต่อเนื้อหาที่มีอิทธิต้อชีวิตของผู้ใช้หลักพันล้านคน
บัณฑิต Stanford ผู้ความเกี่ยวโยงประเทศไทยจากการเป็นสามีของ วิศรา วิจิตรวาทการ ผู้กำกับภาพยนต์อิสระหลานสาวหลวง วิจิตรวาทการ ก้าวหน้าในสายงานและทวีความสำคัญต่อองค์กรขึ้นลำดับ
จนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ ทำให้ช่วงเวลาสำคัญทางธุรกิจของ Facebook จะมีภาพเขาปรากฏในสื่อร่วมกับ Zuckerbergและ Sheryl Sandberg หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการแทบทุกครั้ง รวมถึงการเปิดขายหุ้นวันแรกในตลาด Nasdag เมื่อ 2012
แต่ก็ไม่ใช่ว่า Cox ไม่เคยทำงานพลาดเลย เหมือน Paper แอพอ่านข่าวเมื่อปี 2014 ที่ออกมาแบบมาดีแต่กลับไม่มีคนใช้ โดยเขากลับมองในเชิงบวกว่า “บริษัทที่ดีควรพยายามลองสิ่งใหม่และเรียนรู้จากความผิดพลาด”

ส่วน Reaction Emoticon ที่เพิ่มมาอีก 5 ตัวนั้น Cox เสนอขึ้นมาระหว่างประชุมเมื่อปี 2015 ช่วงที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารแต่ละคนผลักดันโครงการที่ยังค้างคา หลังได้รับไฟเขียวจาก Zuckerberg เขาก็เดินหน้าพัฒนาต่อทันทีทั้งที่รู้ดีว่าเป็นงานยาก ผ่านการปรึกษากับนักสังคมวิทยาและทดลองใช้ใน 7 ประเทศ โดยคาดกันว่าประโยชน์ที่ Facebook จะได้จาก Reaction คือสามารถทราบทัศนะที่ผู้ใช้มีต่อโพสต์ได้ละเอียดขึ้น และช่วยแบรนด์สินค้าปรับเนื้อหาในโพสต์ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะตามมาคือผู้ใช้รายใหม่และตัวเลขรายได้ขององค์กรที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
ที่มา : bloomberg.com ,wikipedia.com
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
