“อีไอซี” เชื่อ “Big Data” จะเป็นตัวแปรดันธุรกิจในยุคดิจิทัล

“อีไอซี” สำรวจการใช้ Big Data ในเมืองไทย พบองค์กรขนาดใหญ 56% เริ่มใช้งานแล้ว คาดว่าทำให้ตลาดโตปีละ 20% จากความต้องการใช้ แนะธุรกิจต้องรีบปรับตัวรองรับยุคดิจิทัล

วิธาน เจริญผล ผู้อำนวยการ คลัสเตอร์ธุรกิจบริการ อีไอซี หรือ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าว่า ปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัลที่ข้อมูลจะเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของธุรกิจ เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นการตามให้พฤติกรรมให้ทันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ Big Data ที่กำลังได้รับความสนใจและมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากเป็นข้อมูลที่รวบรวมจากพฤติกรรมและกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง และสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อให้ได้ insight ที่เป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินธุรกิจ สร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ๆ นำไปคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึกได้มากกว่าการวิเคราะห์ข้อมูลแบบดั้งเดิมในอดีต

ด้วยเหตุนี้นเดือนกันยายนทที่ผ่านมา อีไอซีได้ทำการสัมภาษณ์บริษัทชั้นนำของไทยในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งหมด 62 บริษัท พบว่าบริษัทไทยส่วนใหญ่กว่า 56% เริ่มใช้ Big Data แล้ว โดยมุ่งเน้นการใช้เพื่อพัฒนาการขายและการตลาดเป็นหลัก การใช้งานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทำให้คาดว่ามูลค่าตลาดของ Big Data จะเพิ่มสูงขึ้นจาก 6,500 ล้านบาท ในปี 2017 เป็น 13,200 ล้านบาท ในปี 2022 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ซึ่งรายได้เหล่านี้ สะท้อนจากรายได้การให้บริการ การขายซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ โดยได้ปัจจัยผลักดันจากการเติบโตของ  IoT และโซเชียลมีเดีย รวมถึงความต้องการใช้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ของธุรกิจ

“Big Data ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จากการสำรวจของอีไอซี พบว่าผู้บริโภคไทยกว่า 80% คาดหวังให้สินค้าและบริการมีลักษณะตามที่ตนเองต้องการมากที่สุด โดยยกให้คุณภาพมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง และยังมีแนวโน้มที่จะมีความภักดีต่อแบรนด์น้อยลง”

วิธานกล่าวต่อว่า การนำ Big Data มาใช้นั้นจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจผู้บริโภคในเชิงลึกจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงจากข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ และสามารถวางกลยุทธ์ได้ตรงใจผู้บริโภคแต่ละรายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาดส่วนบุคคล (personalized marketing) การตั้งราคาให้เหมาะสม (price optimization)รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (cross-selling) เป็นต้น ซึ่งต่างจากแนวทางการศึกษาผู้บริโภคในรูปแบบเดิมที่เลือกใช้แบบสอบถาม หรือการทำ focus group ที่อาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้แท้จริงเนื่องจากอาจจะไม่ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพียงพอ

นอกจากนี้ Big Data ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการองค์กร รวมถึงบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิมากขึ้น จากการศึกษาเชิงลึกของอีไอซีพบว่าบริษัทไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลักๆ ใน 3 ด้าน คือ ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ผลิตภาพการผลิตมีอัตราการเติบโตถดถอยลง และการเปลี่ยนงานบ่อยของคนรุ่นใหม่ซึ่งสามารถใช้การวิเคราะห์ Big Data มาช่วยได้

โดยธุรกิจที่มีโอกาสใช้ Big Data ได้ก่อน ได้แก่ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ขนส่งและโลจิสติกส์ โทรคมนาคมและสื่อเนื่องจากข้อมูลมีความพร้อม และได้รับผลประโยชน์สูง เนื่องจาก ธุรกิจดังกล่าวอยู่ในภาคบริการที่ใกล้ชิดกับลูกค้า และมีการใช้รูปแบบดิจิทัลมานาน ส่งผลให้มีข้อมูลอยู่จำนวนมาก เช่น ข้อมูลจากการเลือกดูและซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ข้อมูลจาก GPS ที่ติดตั้งอยู่ในพาหนะขนส่ง ข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการโทรศัพท์แบบ voice และ data เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้านเพื่อสร้างแต้มต่อเหนือคู่แข่ง

ทั้งนี้บริษัทควรปรับตัวให้เป็นดิจิทัลที่จะทำให้สามารถรวบรวมและสร้างข้อมูลขนาดใหญ่และนำมาใช้ได้แบบreal-time มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแพลตฟอร์มซื้อขายและติดต่อลูกค้าทางออนไลน์ สร้างเพจโซเชียลมีเดีย ติดตั้งเซ็นเซอร์ในสายพานการผลิต และนำข้อมูลภายนอกมาประกอบการวิเคราะห์กับข้อมูลภายในบริษัท เพื่อตามให้ทันเทรนด์ของผู้บริโภคที่เป็น Smart Consumer และธุรกิจที่เป็น Smart Company

“การใช้ Big Data จะทำให้องค์กรมีความได้เปรียบสูงท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงในธุรกิจ แต่การไรก็ตามสำหรับเมืองไทย Big Data จะเห็นได้ก่อนในองค์กรขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณในการลงทุนพอสมควร ส่วนเอสเอ็มอีนั้น ใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์เลย เพราะปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มที่มีให้ใช้หลากหลาย เช่น ระบบของ Facebook และ Google”

อย่างไรก็ตาม การใช้ Big Data ในการวิเคราะห์ยังมีความท้าทายอยู่มากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพของข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล การตั้งโจทย์และเลือกใช้ข้อมูลที่เหมาะสม รวมถึงความพร้อมของบุคลากรด้วยลักษณะของ Big Data ที่มีปริมาณข้อมูลมหาศาล ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีรูปแบบและโครงสร้างแน่นอน จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการในการเลือกข้อมูลมาใช้ และกลั่นกรองให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับโจทย์ที่ต้องการ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถในการจัดระบบข้อมูลและสร้างแบบจำลอง โดยสามารถใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตอบโจทย์วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้วางไว้ ภายใต้กรอบเวลาที่ต้องทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว