ธุรกิจค้าปลีก คือธุรกิจที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ของเหล่านักขาย นักสู้ และหากพูดถึงวงการนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “อารยา ลาภชีวะสิทธิฉัตร” หรือผู้สร้างเจ้เล้ง ดอนเมือง  และ “เชน  ธนาตรัยฉัตร” เจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้

จากงานเสวนา “พลิกมุมคิด ธุรกิจต่างGen” ที่จัดขึ้นโดย KBANK โดยมีแขกรับเชิญ ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จ อย่าง “เจ้เล้ง” และ “อมาโด้”  มาร่วมเเชร์ประสบการณ์ ให้เห็นมุมมองความคิด ของคนทำธุรกิจแบบต่าง Generation ระหว่างรุ่นเก๋ากับรุ่นใหม่


จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ที่มาจากจุดเล็ก ๆ

เจ้เล้ง : อารยา ลาภชีวะสิทธิฉัตร อายุ 75 ปี แม่ค้าพันล้าน เจ้าของร้าน ‘เจ้เล้ง’ ร้านค้าปลีกนำเข้าขนาดใหญ่ย่านดอนเมือง

เริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุ 14 ปี มีวิญญาณแม่ค้าอยู่เต็มเปี่ยม เริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียง 1,200 บาท เพราะอยากหาเงินให้ได้ห้าแสน จึงขายของทุกอย่าง ตั้งแต่กิฟต์ช็อป ขนม เสื้อผ้าเเฟชั่น นานกว่า 10 ปี จากนั้นนำกำไรที่ได้มาต่อยอดธุรกิจปล่อยกู้และขยายสู่ “ร้านเจ้เล้ง”

ในปัจจุบันได้ผันตัวเองมาเป็นบล็อกเกอร์ ไลฟ์แนะนำสินค้า แม้เข้าสู่วัย 75 ปีเเล้ว แต่ยังคงทำงานและต่อยอดการลงทุนอยู่ตลอด เพราะนอกจากร้านค้าปลีกย่านดอนเมืองเเล้ว ยังได้แตกไลน์ขยายสู่ธุรกิจอพาร์ตเมนต์ย่านลาดกระบัง AJ Park AJ Mansion รวมถึงกิจการสวนผลไม้

รู้ใจลูกค้า ดูแลอย่างใกล้ชิด ปรับตัวตามยุคสมัยเสมอ”

อมาโด้ : เชน  ธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ อดีตนักร้องวงบอยแบนด์ดัง สู่ CEO ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอมาโด้ สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 2,400 ล้านบาท ใช้เวลาเพียง 8 ปี

เริ่มต้นธุรกิจในวัย 19 ปี เริ่มจากการขายกิฟต์ช็อป เสื้อผ้า จนกระทั่งมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ จึงผันตัวเข้าสู่วงการธุรกิจจำหน่ายอาหารเสริม

ปี 2557 สร้างแบรนด์อมาโด้ขึ้นมา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน้นการขายผ่านออนไลน์ ตัวแทนจำหน่าย และรุกตลาดโฮมช้อปปิ้ง

คิดอย่าง Startup ใช้ Solution ตลอดเวลา เลือกขายเฉพาะช่องทางที่ขายดีที่สุด  ใช้ Data เป็นตัวขับเคลื่อน

เคล็ดลับมองหาโอกาสที่จะต่อยอดรายได้ของธุรกิจตน

เจ้เล้ง : การทำธุรกิจต้องอาศัยจังหวะเเละเวลา ต้องรู้ว่าเวลาแบบนี้ควรทำอย่างไร และต้องมีแผนสำรองไว้เสมอ อีกทั้งต้องรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่เราจะทำก่อน

โดยที่เจ้เล้งใช้ความรักในการค้าขายที่ตนมี เป็นแพชชั่นในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการค้าขาย  ใช้แพชชั่นสู้ทุกวิกฤต จะเห็นว่าธุรกิจของเจ้เล้งเปิดดำเนินการมาตลอดไม่มีขาดตอน เพราะยึดวิธีมองว่า ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ อย่างเช่นช่วง IMF ที่ไทยประสบกับเรื่องค่าเงิน ก็แก้ปัญหาด้วยการเลือกขายส่งออกไปต่างประเทศแทน

อมาโด้ : ค้นหาตัวเองให้เจอก่อน หาสิ่งที่เราทำได้ดี อย่างคุณเชนเองก็หาจุดแข็งจากการสังเกตตัวเองง่าย ๆ โดยเริ่มจากเห็นว่าตนเป็นคนชอบตัวเลข มักคิดหาคำตอบเวลาเจอสินค้าขายดี ว่าเขามีวิธีการขายอย่างไร ทำไมจึงขายได้  จากนั้นก็เริ่มต้นเก็บข้อมูล สังเกต เก็บประสบการณ์ พยายามสั่งสมสิ่งที่เราจะสามารถดึงมาต่อยอดได้ในอนาคต

บทเรียนเจ็บ ๆ ที่คนทำธุรกิจต้องเฝ้าระวัง

เจ้เล้ง : ที่ผ่านมาทำธุรกิจแบบระวังตัวมาโดยตลอด ก่อนจะทดลองลงทุนอะไร จะศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด จึงค่อยลงทุน  ทำให้ไม่ค่อยได้เจอสภาวะเสี่ยงที่เจ้เล้งรับมือไม่ได้

มีก็เเต่เพียงภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถรู้ได้ ตัวอย่างเช่น เหตุน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ร้านเจ้เล้งต้องปิดตัวไปหนึ่งเดือน แต่ไม่ได้รับผลกระทบนัก เพราะทำธุรกิจแบบไม่มีหนี้สิน เลยไม่มีภาระให้แบกรับ

ทำธุรกิจแบบเน้นกระแสเงินสด อาศัยการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย คือหัวใจที่ทำให้ชื่อของเจ้เล้งอยู่มาได้ทุกยุค อย่างเมื่อผู้บริโภคหันมาจับจ่ายใช้สอยบนโลกออนไลน์ เจ้เล้งก็เปลี่ยนวิธีการทำงาน แล้วกระโดดเข้าไปเล่นในตลาดออนไลน์เพิ่ม

มองการณ์ไกลได้ แต่ต้องให้อยู่ในจุดที่เราทำได้”

อมาโด้ : ก่อนหน้าจะประสบความสำเร็จกับอมาโด้ เคยล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูกด้านการค้าขายมาตั้งแต่วัยรุ่น ผ่านเหตุการณ์สถานการณ์บ้านเมืองที่ทำให้ธุรกิจของเขาล้มครั้งเเล้วครั้งเล่า

จนกระทั่งสร้างแบรนด์อมาโด้ ก็ยังมิวายต้องฝ่าฟันกระเเสการต่อต้านผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จนทำให้ยอดขายแบรนด์จากที่เคยอยู่ในหลัก 30 ล้าน กลายเป็นติดลบ 70 กว่าล้าน ซึ่งตอนนั้นตกอยูในสภาวะเครียดหนักเช่นกัน

แต่ก้าวข้ามมาได้ด้วยความรักจากครอบครัว ทำให้กลับมาทบทวนการทำงานของตนใหม่ ปรับแผนธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ เริ่มเปิดหน้าร้าน และรุกการขายผ่านทีวี Home Shopping หลังจากการปรับช่องทางการขายก็ทำให้รายได้กลับมาเป็นบวก และทำได้ดีตลอดมา

Covid-19 ทำอะไรธุรกิจไปบ้าง

เจ้เล้ง : ช่วงโควิดมาเยือน สินค้าในหมวดของฟุ่มเฟือยกระทบเป็นอันดับแรก เครื่องสำอางยอดขายชะงักไปทันที รายได้หายไปเกือบครึ่ง แต่ด้วยความหลากหลายของสินค้าในร้าน ที่มีทั้งอาหารและของใช้ที่จำเป็น ทำให้ยังพอมีรายได้อยู่บ้าง

ประกอบกับการรีบปรับตัวเองเข้าสู่ช่องทางขายออนไลน์ทั้งหมด สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค ณ ขณะนั้น จึงทำให้ร้านไปต่อได้ไม่สะดุด

อมาโด้ : แม้ช่วงโควิดจะเกิดวิกฤตกับหลายบริษัท แต่อมาโด้กลับมีตัวเลขรายได้ที่ดีมาก ในปี 63 ตัวเลขอยู่ที่ 2,200 ล้าน เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่การที่รายได้เพิ่มขึ้นก็ชี้ช่องโหว่ของระบบทรัพยากรบริษัทด้วยเช่นกัน

ซึ่งทำให้เห็นว่าระบบที่มีนั้นรองรับยอดขายได้เพียง 700 ล้าน เมื่อยอดขายมากเกินกว่านั้น ส่งผลให้ระบบพัง จนต้องทรานส์ฟอร์มธุรกิจ รุกช่องทางออนไลน์กลายเป็นอีคอมเมิร์ซแบบเต็มตัว

มองอนาคตธุรกิจค้าปลีกไว้ว่าอย่างไร

เจ้เล้ง : โลกทุกวันนี้หมุนเร็ว เปลี่ยนแปลงไว ทำให้มองธุรกิจในระยะยาวได้ยากขึ้น ในฐานะคนทำธุรกิจจึงตอบได้เพียงว่า การปรับตัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ลูกค้าเปลี่ยนเราต้องเปลี่ยน

และต้องยอมรับในยุคสมัยให้ได้ พอถึงเวลาของคนรุ่นใหม่ ก็ปล่อยมือให้เขา แล้วมูฟตัวเองมาคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแทน

เเละต้องพึงระวังว่า คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะทำอะไรรวดเร็ว พยายามมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว จนบางทีลืมระวังหลัง ซึ่งคนรุ่นเก่าต้องคอยถ่วงการเปลี่ยนแปลงไว้ เพื่อไม่ให้องค์กรปรับไปไว จนระบบเสียสมดุล

อมาโด้ : ที่ผ่านมาอมาโด้ยึดมั่นในการเป็น Core Business ตั้งเป้าเป็นธุรกิจ Health & Beauty แบบ Long Term บนพื้นฐานของนวัตกรรมการดูแลตัวเอง

ซึ่งในอนาคตจะไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ อาทิ เก้าอี้นวด เครื่องฟอกอากาศ เครื่องชั่งน้ำหนัก ครอบคลุมทุกประเภทสินค้าที่เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

โดยให้ความสำคัญกับ Data ในการขับเคลื่อนธุรกิจ พยายามสร้างฐานลูกค้าให้มีความภักดีกับแบรนด์ ผนวกเข้ากับการใส่ใจในคุณภาพสินค้า ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค จะพาให้ธุรกิจอยู่ต่อไปได้อีกนาน

กล่าวโดยสรุป เเม้ทั้งสองคนจะอยู่ใน Generation ที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกัน คือ การรักในสิ่งที่ทำ และไม่ยอมหยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจไม่เคยตกขบวนรถไฟ แม้เวลาจะผ่านไป ชื่อของ “เจ้เล้ง” ร้านค้าปลีกย่านดอนเมือง เเละ “อมาโด้” ผู้นำวงการผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยังคงอยู่ในตัวเลือกอันดับต้นของผู้บริโภคด้วยดีเสมอมา



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน