ในช่วงวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่กำลังจะถึง เจเรมี ฮันต์ รัฐมนตรีคลังของอังกฤษเตรียมจะเปิดเผยมาตรการทางภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐที่ว่ากันว่าเข้มงวดที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010  ซึ่งการปรับขึ้นภาษีในครั้งนี้อาจมีมูลค่าสูงเกือบ 55,000 ล้านปอนด์ต่อปี (เทียบเท่า 2.5% ของจีดีพี) เพื่อชดเชยกับสิ่งที่รัฐบาลของนาง Liz Truss ทำในช่วงที่ผ่านมาซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดการเงินพังครืนลงไปในแทบจะทันที ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า เพื่อฟื้นความเชื่อถือของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ต้องทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพีจะต้องเริ่มเห็นทิศทางในการลดลงภายในระยะเวลา 5 ปี

ตอนนี้เศรษฐกิจของอังกฤษมีความเปราะบางมาก หลังจากราคาพลังงานสูงขึ้นเรื่อย ๆ และค่าแรงของประชาชนก็แทบจะไม่ต่างไปจากปี 2007 เลย และก็เป็นเวลาหลายปีแล้วที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของอังกฤษอยู่ในภาวะตกต่ำ ที่แย่กว่านั้นก็คือการที่อังกฤษตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปทำให้ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศลดลง เนื่องจากความร่วมมือระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

นาย เจเรมี ฮันต์ ต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน แต่เขาไม่มีเครื่องมือที่ทรงพลังมากพอจะแก้ปัญหาได้ทั้งกระบวนการใช้จ่ายด้านบริการสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลสุขภาพจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งหมด โดยต้องทำอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

การลดค่าใช้จ่ายจะส่งผลเสียต่อการเติบโตในระยะยาว และเมื่อหากอังกฤษตัดสินใจขึ้นภาษี สิ่งสำคัญที่จะต้องทำคือการบาลานซ์ตรงนี้ให้ดี ไม่ให้การขึ้นภาษีมาทำร้ายเศรษฐกิจ แน่นอนว่าการควบคุมการใช้จ่ายและการขึ้นภาษีทั้งระบบจะต้องโดนเสียงต่อต้านอย่างแน่นอน ดังนั้นรัฐมนตรีคลังของอังกฤษต้องเลือกให้ดีว่าจะบริหารอย่างไรให้ได้ใจทุกคน

 

ปลดล็อก Triple Lock

 ปกติแล้วสูตรการสมทบเงินเงินบำนาญของอังกฤษจะเพิ่มขึ้นเท่าใดในแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับค่าใดค่าหนึ่งต่อไปนี้ขึ้นอยู่กับว่าค่าใดสูงสุด

1. อัตราเงินเฟ้อที่วัดโดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

2. การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างโดยเฉลี่ยทั่วสหราชอาณาจักร

3. หรือบวกไป 2.5% เป็นอย่างน้อย

 

สิ่งนี้เรียกว่า Triple Lock สูตรนี้ได้รับการเสนอครั้งแรกโดยรัฐบาลผสมของนายเดวิด แคเมรอน ในปี 2010 เพื่อประกันว่าว่ามูลค่าของเงินบำนาญรัฐไม่ถูกแทนที่ด้วยการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพหรือรายได้ของประชากรวัยทำงาน

ทุกรายจ่ายของรัฐบาลต้องปรับลดลงหมด มีเพียงบำนาญของรัฐเท่านั้นที่ไม่มีใครกล้าแตะโดยการใช้สูตร “Triple Lock” เงื่อนไขก็คือเงินบำนาญของภาครัฐจะ “ต้อง” มีอัตราเติบโตขึ้นในทุก ๆ ปี เพื่อให้ชนะเงินเฟ้อ

ถ้าดูกันตามภาพจริง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญของรัฐซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ GDP จะโตขึ้น 29% ภายในปี 2050 บางส่วนเห็นว่าควรยกเลิกนโยบาย Triple Lock ไปแบบถาวร และควรแทนที่ด้วยนโยบายที่ไม่การันตีว่าเงินบำนาญของรัฐจะต้องไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดเพราะจะทำให้รัฐต้องแบกรับภาระนี้อยู่ร่ำไป

การยกเลิกนโยบาย Triple Lock จะช่วยให้รัฐสามารถประหยัดเงินได้มหาศาล แต่ก็อาจจะต้องใช้เวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากผู้ที่รับบำนาญที่มีฐานะยากจนที่สุดก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการเยียวยาในช่วงวิกฤตพลังงาน ดังนั้นการขึ้นภาษีครั้งใหญ่จึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง และรัฐบาลเองก็มีทางเลือกในการขึ้นภาษีอยู่ไม่กี่ทาง หนึ่งในนั้นก็คือ “การเก็บภาษีทรัพย์สินที่มีราคาประเมินสูงให้ได้มากที่สุด”

 

เก็บภาษีเพิ่ม

การเรียกเก็บภาษีทรัพย์สินถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ที่ประเทศอังกฤษการเก็บภาษีบ้าน ยังคงใช้หลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าทรัพย์สินแบบสัมพัทธ์แบบเดิมมาตั้งแต่ปี 1991

จากข้อมูลพบว่ามูลค่าทรัพย์สินในเขต เคนซิงตัน และ เชลซี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 8 เท่า แม้แต่บ้านที่แพงที่สุดก็ยังเสียภาษีรายปีเพียงแค่ 2,700 ปอนด์ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยภาษีของประเทศถึง 2 เท่า เกณฑ์ภาษีมรดกที่สูงขึ้นเหมือนเป็นการส่งเสริมทางอ้อมให้คนถือครองบ้านต่อไปจนแก่เฒ่าและอยู่ในบ้านไซซ์ครอบครัวใหญ่เพื่อส่งต่อในพินัยกรรมปลอดภาษี

ระบบการจัดเก็บภาษีของอังกฤษในปัจจุบันนั้นค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้ารัฐบาลอังกฤษหันมาเอาจริงเอาจังกับการเก็บภาษีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นเพียงแค่ 0.5% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดในประเทศ รัฐบาลจะสามารถลดภาษีให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้แถมยังหาเงินได้มากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลอังกฤษควรทำและควรทำอย่างเร่งด่วนคือ ยกเลิกการยกเว้นภาษีมรดกเพิ่มเติมสำหรับทรัพย์สิน และควรปิดช่องโหว่ในระบบภาษีมรดกและกำไรที่ได้จากการขายทรัพย์สิน

แต่ช่องโหว่ทางการเงินนั้นใหญ่เกินกว่าจะแก้ได้ในคราวเดียว เจเรมี ฮันต์ ควรจะต้องหาทางเพิ่มรายได้จากภาษี ไม่ว่าจะเป็นรายได้หรือภาษีการบริโภคก็ตาม แต่ถ้าเป็นไปได้รัฐมนตรีคลังของอังกฤษก็ควรพิจารณาเลือกเก็บเพิ่มภาษีเงินได้มากกว่า เพราะมันจะยุติธรรมกว่าการใช้แนวทาง “หลักประกันแห่งชาติ” ซึ่งเก็บจากเงินรายได้และเป็นคนละส่วนกับเงินบำนาญ และภาษีควรสะท้อนถึงรายได้ที่แท้จริง ไม่ใช่อายุ

ซึ่งการเก็บภาษีรายได้เพิ่มจะมีความต่างจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ซึ่งเป็นภาษีที่มาจากการบริโภค เพราะถ้าเก็บ VAT เพิ่ม แน่นอนว่าอาจทำให้เงินเฟ้อในระยะสั้นเพิ่มขึ้น แต่โอกาสที่ เจเรมี ฮันต์ จะตัดสินใจเลือกทางที่ถูกต้องนั้นก็มีค่อนข้างน้อย เพราะผู้รับบำนาญและพวกคนรวยเป็นฐานเสียงที่สำคัญในการเลือกตั้ง ส.ส. พรรคอนุรักษนิยม ดังนั้นเขาคงไม่ทำอะไรที่ทำให้คะแนนนิยมในตัวเขาและพรรคต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน

ระบบภาษีและการใช้จ่ายของสหราชอาณาจักรเต็มไปด้วยการบิดเบือนและมีผลประโยชน์แอบแฝง อย่าลืมว่ารัฐสวัสดิกำลังจะต้องถูกนำมาใช้อย่างเต็มกำลังในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังนั้นรัฐบาลอังกฤษก็ควรมีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่างจริงจังได้แล้ว รัฐควรพิจารณาการปฏิรูปการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุประชาชนมากขึ้น รวมถึงศึกษาแนวทางภาษีที่เป็นมิตรกับการเติบโตของเศรษฐกิจ

 

อ้างอิง

 The best ways to fix Britain’s budget | The Economist

Pensions: What is the triple lock and how much is it worth? – BBC News



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน