โออิชิ แกรนด์ ในวันที่รีแบรนด์จากบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นมาเป็น Authentic Japan

โออิชิ แกรนด์ โฉมใหม่ที่สยามพารากอน ไม่เหมือนโออิชิ แกรนด์เดิม ที่เน้นอาหารญี่ปุ่นและนานาชาติ

โดยโออิชิ แกรนด์ โฉมใหม่จะเน้นไปที่อาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพในรูปแบบ Authentic Japan โดยเฉพาะ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากไลน์อาหารที่ให้ผู้บริโภคตักเอง เป็นการสั่งทำเมคทูออเดอร์ในรูปแบบโอมากาเสะมากขึ้น นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

การปรับตัวของโออิชิ แกรนด์ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตัวเองครั้งสำคัญ หลังจากที่โออิชิ แกรนด์ เปิดตัวทำตลาดครั้งแรกในปี 1999

การปรับตัวของโออิชิ แกรนด์ ถือเป็นการปรับตัวบนความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ประกอบด้วย

1.พื้นที่เดิมที่โออิชิ แกรนด์เคยให้บริการที่ ถูกขอคืนพื้นที่หลังจากหมดสัญญากับสยามพารากอน และทางสยามพารากอนให้พื้นที่ใหม่ที่อยู่ข้างในสุดของโซน ฟู้ดพาสสาจ ชั้น 4 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โลเคชั่นหลบมุมมากกว่าพื้นที่เดิมที่อยู่ตรงด้านหน้า แถวลิฟท์แก้วหน้าโซน ฟู้ดพาสสาจ ชั้น 4 ที่สะดวกกับผู้บริโภคพบเห็น

และโออิชิ แกรนด์ ในพื้นที่ใหม่ มีขนาดพื้นที่ที่เล็กลงจาก 600 ตร.ม. เหลือเพียง 400 ตร.ม. กว่าเท่านั้น

 

2.ในตลาดบุฟเฟต์นานาชาติพรีเมียม มีคู่แข่งจำนวนมาก ทั้งบุฟเฟต์ในโรงแรม และบุฟเฟต์แบรนด์น้องใหม่ เช่น Wisdom International Buffet และ Copper

และพื้นที่ใหม่ของโออิชิ แกรนด์ เปิดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Wisdom International Buffet ที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคต

 

3.ในปัจจุบันผู้บริโภคยังกลับมาทานอาหารนอกบ้านไม่ 100% การกลับมาของผู้บริโภคในอาหาร เช่น กลุ่มแมส กลับมาเพียง 90% กลุ่มพรีเมียมกลับมาเกิน 100% แต่การกลับมาของกลุ่มพรีเมียมในบางสาขาที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงกลับมาไม่ถึง 100% จากการหายไปของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักในประเทศไทย

ส่วนโออิชิ แกรนด์ ที่ผ่านมามีกลุ่มลูกค้า 3 กลุ่มหลักได้แก่ นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และกลุ่มครอบครัว

 

จากความท้าทายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อว่าทำให้โออิชิ แกรนด์ ปรับตัวเองจากบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นและนานาชาติ เป็นบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น ผ่านจุดขาย Authentic Japan เน้นไปเฉพาะอาหารญี่ปุ่นในทุก Category เมนู และชูวัตถุดิบคุณภาพที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น

พร้อมกับเพิ่มเมนูให้หลากหลายกว่าเดิม จาก120 เมนู เป็น 200 เมนู อาหารคาว หวาน และเครื่องดื่ม โดยชูจุดเด่นซูชิ และซาซิมิ คุณภาพเทียบเท่าโอมากาเสะ เป็นหลัก

การเพิ่มเมนูขึ้นมามากขึ้น โออิชิ มีการปรับวิธีการให้บริการจากไลน์บุฟเฟต์เดินตัก 100% เป็นการลดไลน์บุฟเฟต์เหลือเพียง 10% และที่เหลือเป็นการสั่งแบบเมคทูออเดอร์ ให้ผู้บริโภคเลือกสั่งอาหารที่ต้องการรอเสิร์ฟถึงโต๊ะ

ซึ่งการทำอาหารเมคทูออเดอร์ นงนุช ให้เหตุผลว่าเป็นการสร้างประสบการณ์การทานอาหารญี่ปุ่นให้ลูกค้าเหมือนรู้สึกทานอาหารในรูปแบบโอมากาเสะผ่านการปรุงใหม่ทุกจานตามออเดอร์และจัดจานอย่างมีศิลปะในราคาที่จับต้องได้

และยังสามารถลดการลดการสูญเสียอาหาร ที่ก่อให้เกิดขยะอาหารโดยเปล่าประโยชน์ เช่นอาหารหน้าตาไม่น่ารับประทานหลังจากตักในไลน์บุฟเฟต์ซ้ำๆ อาหารทานเหลือได้  

รวมถึงลดต้นทุนจากของโออิชิ แกรนด์ จากอาหารที่เหลือในการให้บริการลูกค้า

ส่วนการคงไว้ไลน์บุฟเฟต์ 10% เนื่องจากผู้บริโภคที่มาทานบุฟเฟต์ส่วนถึงเข้ามาทานจากความหิวจัด และไม่อยากมานั่งรออาหารปรุงเสิร์ฟทีละจาน การคงไลน์บุฟเฟต์ไว้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่ตักทานเล่นระหว่างรออาหารเสิร์ฟตามออเดอร์ได้เป็นอย่างดี

การให้บริการในรูปแบบเมคทูออเดอร์ยังทำให้โออิชิ แกรนด์สามารถขยายโอกาสทางรายได้จากการมีเมนูอาหาร 3 เรทราคาให้เลือก ได้แก่

เรท ราคา 1,059 บาท

ราคา 1,659 บาท

ราคา 2,659 บาท

ไม่รวมเซอร์วิสชาร์จ และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ต่างจากเดิมที่มีราคาเดียวคือ 995 บาท

เนื่องจากลูกค้าจะสแกน QR Code ที่ใบเสร็จ หรือนำการ์ดที่อยู่บนโต๊ะสแกนตามจุดให้บริการที่วางไว้เพื่อเลือกสั่งอาหารผ่านแท็ปเลตในร้าน

การให้บริการเมคทูออเดอร์ เสิร์ฟถึงโต๊ะ เป็นบริการที่คู่แข่งอย่าง เช่น Wisdom International Buffet และ Copper ให้บริการในรูปแบบนี้อยู่

 

พร้อมกับปรับบรรยากาศภายในร้านใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลัก และใช้สีสีเอิร์ธโทนให้มีความผ่อนคลาย เรียบง่าย สร้างอารมณ์เหมือนทานร้านอาหารในญี่ปุ่น ต่างจากเดิมที่เน้นความโก้หรู

การปรับตัวเองเป็น Authentic Japan นงนุช ให้เหตุผลว่ามาจากเทรนด์ผู้บริโภคหลังโควิด-19 ที่ใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น และมองหาอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งอาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารกลุ่มแรกๆ ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อต้องการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ

และโออิชิ ต้องการตอกย้ำจุดยืนตัวเองในฐานะแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มญี่ปุ่น

 

รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับ Sustainability และผู้บริโภคมองว่าอาหารบุฟเฟต์เป็นอาหารกลุ่มแรกๆ ที่สร้างขยะจากอาหารมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

 

และโออิชิ กรุ๊ป ยังมีโครงการ Zero Food Waste ให้เกิดขึ้นในองค์กรภายในปี 2030 ซึ่งถ้าโมเดลอดขยะจากอาหารในโออิชิ แกรนด์ ประสบความสำเร็จ จะนำมาใช้กับร้านอาหารบุฟเฟต์อื่นๆ ในเครือ

ทั้งนี้อย่างไรก็ดีการกลับมาอีกครั้งของ โออิชิ แกรนด์ หลังปิดร้านเพื่อย้ายทำเลที่ตั้งใหม่ คือหนึ่งในเกมการแข่งขันในธุรกิจอาหารบุฟเฟต์ที่ต้องสู่กันด้วยทุกกระบวนท่า เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลูกค้าเข้ามาใช้บริการ

และการกลับมาครั้งนี้โออิชิ กรุ๊ป ยังมีแพลนขยายสาขาโออิชิแกรนด์ จากเดิมมีเพียง 1 สาขาที่พารากอน เพิ่มอีก 1 สาขาในปีหน้า โดยคาดการณ์ว่าจะขยายสาขาไปยัง วัน แบงค็อก เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline