ดีแทค คือหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจ Startup ด้วยการสนับสนุนผ่านโครงการ dtac Accelerate ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556

“เดฟ แมคเคลอร์เคยบอกไว้ว่า สตาร์ทอัพประเทศไทยเป็นเหมือนซิลิคอนวัลเลย์เดย์วัน” สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการโครงการ dtac Accelerate อ้างอิงถึงคำพูดที่ผู้ก่อตั้ง 500 Startups เคยพูดไว้ให้ Marketeer ฟัง

สมโภชน์มองว่า โครงการ dtac Accelerate เปรียบเสมือนโรงเรียนบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยให้แข็งแรงในเบื้องต้น เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เติบโตไปในระดับประเทศ ระดับเอเชีย หรือระดับโลกให้ได้

Startup เด็ดจาก dtac Accelerate

ถ้าพูดถึงโปรเจ็กท์ที่ประสบความสำเร็จจากโครงการ dtac Accelerate สมโภชน์ได้แนะนำให้รู้จักกับแอพพลิเคชั่น Claim Di หรือ เคลมดิ เป็นแอพพลิเคชั่นประเภทประกันภัยรถยนต์ที่จะทำให้การเคลมประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์กลายเป็นเรื่องง่ายและสะดวกขึ้น

หรือแอพพลิเคชั่นในกลุ่ม Financial Technology ที่ประสบความสำเร็จ คือ Piggipo เป็นแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยบริหารจัดการบัตรเครดิตให้กับผู้บริโภค ซึ่งแอพพลิเคชั่นนี้ได้รับความสนใจจาก Maybank ธนาคารใหญ่ที่มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 30-35% ของประเทศมาเลเซีย ติดต่อมาเชิญให้ทีมผู้คิดค้นแอพพลิเคชั่นนี้เข้าร่วมโครงการ Maybank FinTech ที่ประเทศมาเลเซีย เป็นหนึ่งในทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เข้าร่วม และอาจได้เป็นพาร์ทเนอร์กันในอนาคต

อีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจจากโครงการ dtac Accelerate คือ Drivebot แอพพลิเคชั่น ที่มาพร้อมพอร์ทเหมือนแฟลชไดร์ฟ อุปกรณ์สแกนหาความผิดปกติของเครื่องยนต์ เมื่อเสียบเสียบอุปกรณ์ดังกล่าวเข้ากับรถยนต์ข้อมูลต่างๆ ของรถแต่ละคันก็จะส่งผ่านบลูทูธมายังแอพพลิเคชั่นบนมือถือเพื่อแสดงว่ารถยนต์มีความผิดปกติหรือไม่ และสามารถแสดงพิกัดอู่ซ่อมรถเมื่อรถเกิดความผิดปกติได้ด้วย นี่เป็นแอพพลิเคชั่นของเด็กไทยที่สามารถระดมทุนจากคลาวด์ฟันดิ้งที่อเมริกาได้สำเร็จ จากความตั้งใจที่ตั้งไว้แค่ไม่กี่หมื่นเหรียญ แต่กลับได้รับผลตอบรับที่ดีมากจนสามารถระดมทุนได้กว่าแสนเหรียญ และสินค้าขายหมดในวันแรกที่เปิดขาย

สุดยอดโปรเจ็กท์เตะตานักลงทุน

หลายๆ โปรเจ็กท์จากโครงการ dtac Accelerate เรียกได้ว่าเตะตานักลงทุนเข้าเต็มเปา อย่าง แอพพลิเคชั่นเคลมดิ ที่นักลงทุนตัดสินใจร่วมลงทุนทันทีหลักจากที่การนำเสนอจบลง และภายใน 12 เดือนหลักจากที่บูธแคมป์จบลง บริษัทเคลมดิเติบโตทะลุ 1500% หรือ 15 เท่า จากเดิมที่มูลค่าบริษัทเพียงไม่กี่ล้านบ้าน แต่ตอนนี้สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงถึงหลายร้อยล้านบาท และแตะตานักลงทุนในซีรี่ส์เอแล้ว

เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นพิกกิโปะ ที่หลังจากจบบูธแคมป์ก็มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนให้ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือจะเป็นเว็บไซต์ Story Log เว็บไซต์เล่าเรื่องที่ปัจจุบันมียอดเข้าชมกว่า 1,200,000 วิว ที่เตะตานักลงทุน

นอกจากนักลงทุนต่างชาติแล้ว ดีแทคยังลงทุนกับทุกทีมอีกด้วย เพราะส่วนใหญ่บริษัท Startup ไทยล้มเหลวส่วนใหญ่มาจากเงินลงทุน ซึ่งในช่วงแรกสำคัญมาก ถ้ามีแต่ไอเดียไม่มีเงินสนับสนุน เรียกได้ว่าเกิน 50% ดีแทคเล็งเห็นจุดนี้ จึงให้เงินลงทุนบางส่วนก่อน

อยากเห็นอะไรใน Startup ไทย

“อยากเห็นเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตคนดีขึ้น” สมโภชน์เล่าถึงความฝันของเขากับการทำโครงการนี้ เขาต้องการเห็นทีม Startup ไทยเติบโตในระดับประเทศ ระดับเอเชีย ไปจนถึงระดับโลก แล้วสร้างอิมแพ็คให้คนทั้งโลกมีชีวิตที่ดีขึ้นจากแอพพลิเคชั่นที่เกิดการนักคิดชาวไทย

เขาย้ำว่า ตอนนี้ก็มีหลายๆ ทีมคุยกับต่างประเทศอยู่ เราคงซัพพอร์ต Startup ไทยไปเรื่อยๆ การทำโครงการ dtac Accelerate เหมือนเป็น Startup ของเรา คือสร้างขึ้นมาและวัดผล ถ้าอะไรดีก็ทำต่อ อะไรไม่ดีเปลี่ยน และต่อยอดต่อไปเรื่อยๆ

สิ่งที่ต้องมีเมื่อคิดจะทำ Startup

เป็นที่รู้กันมีธุรกิจ Startup ไม่น้อยที่ล้มเหลว สมโภชน์ได้พูดถึงสิ่งที่ผู้ที่อยากทำธุรกิจ Startup ต้องมีไว้อย่างน่าสนใจ 3 อย่าง

Passion

สิ่งแรกที่ควรจะมีคือ “ความหลงใหล” นั่นคือต้องหลงใหลในสิ่งที่อยากจะทำมากพอที่จะก้าวผ่านอุปสรรคที่จะเข้ามาอย่างถาโถมได้ อาจจะเรื่องไม่มีเงินลงทุน ทีมไม่เข้าใจกัน ครอบครัวไม่สนับสนุน สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่คนทำ Startup แทบทุกคนต้องเจอ ซึ่งถ้าไม่มีความหลงใหลมากพอ ไปได้ครึ่งทางก็ต้องหยุด เพราะฉะนั้นต้องหาตัวเองให้เจอแล้วบ้าไปกับมัน

Product Idea

ก่อนจะเริ่มจับธุรกิจอะไรสักอย่างต้องศึกษาตลาดให้ดีว่ามีตลาดรองรับที่ใหญ่พอหรือไม่ เพราะธุรกิจ Startup ต้องเติบโตแบบก้าวกระโดด มูลค่าบริษัทต้องเติบโตกว่า 100% ต่อปี ถ้าหา Product ที่คนหมู่มากใช้ และหาโมเดลที่ทำเงินจากการทำซ้ำได้ เช่น แอพพลิเคชั่นเคลมดิ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถแทบทุกคันต้องทำการเคลม เกิดครั้งแรกก็ต้องเคลม ครั้งที่สองหรือครั้งต่อๆ ไปก็ต้องเคลม นั่นคือการทำซ้ำเรื่อยๆ เพราะบางครั้งมีไอเดียที่ดีมาก แต่เมื่อผลิตออกมากลับไม่มีคนใช้ ก็เจ๊ง

Team Work

สิ่งสุดท้ายคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำ Startup คือ “ทีม” การมีทีมที่เข้าใจกันถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และในแต่ละทีมควรมีทั้งคนที่มีความสามารถทางธุรกิจ คนเขียนโปรแกรม และทีมออกแบบ เพราะถึงแม้จะสามารถคิดค้นแอพพลิเคชั่นที่ดีได้ แต่ดีไซน์ไม่สวย คนก็ไม่ใช้ สามส่วนนี้ต้องประกอบกันอย่างลงตัว และถ้าจะให้ดี การเลือกจะทำธุรกิจอะไร คนที่สร้างมันขึ้นมาควรต้องอยู่หรือคลุกคลีในธุรกิจนั้นมาก่อน หรือต้องอินในธุรกิจนั้นจริงๆ

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

Marketeer ฉบับเดือนตุลาคม 2558