คำถามแรกจากสื่อมวลชนถึง “ดิษทัต ปันยารชุน” CEO คนใหม่ของ OR ในวันเปิดตัวคือ

เมื่อบางจากซื้อเอสโซ่จะส่งผลกระทบกับ OR อย่างไรบ้าง

ผู้นำทัพคนใหม่ของ OR ตอบอย่างมั่นใจว่า ไม่กลัว เพราะวันนี้ OR มีความพร้อมอย่างมาก ๆ สำหรับการแข่งขัน 

เขาโชคดีที่เข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่องค์กรกำลังจะเทกออฟ 

ดิษทัตเป็น CEO คนที่ 2 ของ OR ต่อจากจิราพร ขาวสวัสดิ์ ที่นั่งตำแหน่งนี้มา 4 ปี หลังจาก OR แยกตัวออกมาจาก ปตท. เมื่อปี 2561

ก่อนมาเป็น ซีอีโอ ของ OR เขาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ในยุคของ CEO คนแรก OR ได้สร้างฐานในการทำธุรกิจไว้อย่างแข็งแรง ด้วยแนวทางการทำงานแบบ Inclusive Growth “เติมเต็มโอกาสเพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน” และได้เข้าไปร่วมลงทุนกับหลายกลุ่มธุรกิจรวมทั้งสตาร์ตอัปอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นบทบาทของดิษทัตในวันนี้คือ ทำอย่างไรที่จะติดปีก OR ให้ทะยานไปสู่การเติบโต หนีคู่แข่งได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

เขาไม่ได้มีความสำคัญกับพนักงานเพียง 1,800 คนของ OR เท่านั้น แต่ยังเป็นความหวังของบรรดาบริษัทต่าง ๆ ในเครือข่ายกว่า 20 บริษัทด้วย

ท่ามกลางความฮึกเหิมผ่านคำพูดที่ลื่นไหลอย่างคนที่มั่นใจสิ่งที่ตนเองกำลังทำชัดเจน

ตามไปดูความพร้อมและวิธีคิดแนวคิด “RISE OR” ของ CEO คนนี้กัน

OR Chapter 2 เริ่มขึ้นแล้ว

“ผมต้องการจะทำให้โออาร์ประสบความสำเร็จในระยะสั้น แต่เติบโตในระยะยาว มีเป้าหมายในปี 2030 ในการสร้างความยั่งยืน

ดิษทัตให้ความสำคัญกับการลงมือทำที่ชัดเจนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่

1. Synchronization for Ecosystem หรือการประสานธุรกิจพลังงานและไลฟ์สไตล์ให้เป็นหนึ่ง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของ OR ผ่านการใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของแต่ละธุรกิจ ในการเสริมความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน ให้สามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตแห่งอนาคต ทั้งด้าน Offline และ Online

2. Synergy for Impact หรือการผนึกกำลังของธุรกิจทั้งภายในและภายนอกกลุ่ม ปตท. เพื่อยกระดับผลกระทบเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดแบบครบวงจร พร้อมเปิดประตูความร่วมมือสู่การเติบโตร่วมกัน

“โออาร์คือเกตเวย์ของกลุ่ม ปตท. ที่จะนำความเชี่ยวชาญไปสู่สังคมและผู้บริโภค ผมถือว่าตรงนี้คือความได้เปรียบที่จะทำให้เราลุยไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยผ่านพาร์ตเนอร์จำนวนมากที่มาสร้างความแข็งแกร่งทั้งในประเทศและนอกประเทศ”

3. Sustainability for Future หรือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่าน SDG ในแบบฉบับของ OR เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย OR 2030 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น

S – SMALL โอกาสเพื่อคนตัวเล็ก (Opportunities for Communities) ผ่านการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน

D – DIVERSIFIED โอกาสเพื่อการเติบโตทุกรูปแบบ (More Partners, Products and Services) ผ่านศักยภาพของ OR ที่จะเป็นแพลตฟอร์มในการกระจายโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลายและครอบคลุมพร้อมเติบโตไปด้วยกัน

G – GREEN โอกาสเพื่อสังคมสะอาด (Low Carbon Business Areas) ผ่านการส่งเสริมธุรกิจทุกประเภทของ OR ให้เป็นธุรกิจสีเขียว เพื่อสนับสนุนให้เกิดสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 ตลอดจนมุ่งสู่การบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ภายในปี 2050

“ผมจะทำให้ชุมชนในระยะ 5 กิโลเมตรรอบสถานีโออาร์ให้เขาเหล่านั้นมีความสุข และชุมชนเหล่านั้นต้องให้การต้อนรับเราคือ Commitment ที่ต้องทำให้ได้”

อีกทั้งยังได้เสริมแนวคิดเกี่ยวกับกลไกใหม่ในการบริหารงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรตามพันธกิจทั้ง 4 ด้าน (Seamless Mobility, All Lifestyles, Global Market และ OR Innovation) ได้แก่

1. Ecosystem Design หรือการออกแบบระบบนิเวศสำหรับธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ได้วางเป้าหมายในการเป็นผู้นำในเรื่อง EV

“ภายปี 2030 จะมีการเพิ่มจุดชาร์จตามสถานีบริการกว่า 7,000 เครื่อง รวมถึงการผลักดันให้เกิดความร่วมมือในธุรกิจ EV ของกลุ่ม ปตท. อย่างเป็นระบบ”

2. Professional Management หรือการพัฒนาบุคลากรภายในควบคู่กับการสรรหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญจากภายนอก

3. Strategic Alliance หรือการสร้างพันธมิตรเพื่อหาโอกาสขยายธุรกิจทั้งภายในและต่างประเท

4. Sustainability Criteria หรือการกำหนดหลักเกณฑ์ด้าน People & Planet ในการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

ในเรื่องพันธกิจของ Global Market ตรงนี้คือความเชี่ยวชาญของเขาที่เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มาก่อนทำให้มั่นใจว่าจะนำโออาร์ออกไปในเวทีโลกได้ให้ง่ายขึ้น

อีกบทบาทสำคัญของซีอีโอคนใหม่ คือการเดินหน้าบริหารแผนการลงทุน 5 ปี (2566-2570)

จำนวน 101,486.8 ล้านบาท ที่คณะกรรมการ OR ได้อนุมัติไปเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 65 ที่ผ่านมา

เขาคาดว่าปี 2566 นี้จะใช้เงินลงทุนประมาณ 3.1 หมื่นล้าน เป็นส่วนของ Lifestyle ไม่ต่ำกว่า 45% Mobility 22% Global 16% Innovation & New Business 17%

โดย OR จะเลือกลงทุนที่หลากหลายมีคุณภาพต่อ Value Chain เป็นหลัก

 –



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน