The Hunter : คลำเป้าให้ชัด แล้วซัดให้เต็มเหนี่ยว

ประตูเหล็กบานใหญ่สีดำเจือสนิมที่ตั้งใจปล่อยไว้ให้ดูเข้มขรึมตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หลังประตูบานนี้อัดแน่นไปด้วยพนักงานลุคคูลตั้งแต่รีเซปชั่น ยันไดเร็คเตอร์ของบริษัทอย่าง “ชุ” ชุติวัฒน์ เชิดชู หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทรับทำภาพโฆษณาภาพนิ่งลำดับต้นๆ ของประเทศ “Visionary” บริษัทไฟแรงที่ก่อตั้งได้เพียง 6 ปี แต่สามารถกวาดรางวัลทั้งในและต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 200 รางวัล
ใต้ภาพเปิด “เสื้อโปโลสีขาว กางเกงวอร์มใส่สบายสีดำ ชุ บอกกับเราว่าวันนี้ต้องคุยงานกับลูกค้า ลุยเคลียร์งานก่อนหยุดยาวปลายปี คุยกับเอเยนซี่ไม่ต่ำกว่า 4-5 รายจึงต้องใส่ชุดที่พร้อมจะทำงานอย่างกระฉับกระเฉงหน่อย “อาจดูคล้ายครูฟิตเนส” เขาพูดติดตลก

จุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่หลงใหลในศิลปะ รักในการวาดรูป ต้องย้อนไปเมื่อสมัยที่ชุเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เขาและเพื่อนอีก 2 คนเคยร่วมก๊วนกันไปขอดร็อปเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่เขาทั้ง 3 ไม่ชอบและคิดว่าไม่ได้ใช้อย่างแน่นอนในการเอ็นทรานซ์ เด็ก 3 คนนี้มองเห็นเป้าหมายในชีวิตของตนแล้ว คือการเข้าเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปากร พวกเขาอยากใช้เวลาในการติววาดรูปมากกว่านั่งเคร่งเครียดคิดเลขบวกลบบนสมุด

“ตอนนั้นอาจารย์ก็ไม่ยอมนะ แต่กลับบอกให้พวกผมเข้าเรียน แต่ไม่ต้องสนใจเขาสอนก็ได้ ให้เอารูปมาวาดในห้องเลย เวลาสอบก็ต้องเข้าสอบ แล้วจะออกเกรด 1 ให้ เพื่อให้พวกผมทั้ง 3 เรียนจบ”

และพวกเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถเอ็นทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยศิลปากรสำเร็จทั้ง 3 คน นิสัยมุ่งมั่น มองเห็นเป้าหมาย วางแผนและดีไซน์เส้นทางในการเดินของตน ความมุ่งมั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง

No Pain, No Gain

“ผมเป็นคนบ้ารถ เป้าเเรกก่อนอายุ 30 คืออยากมีเฟอร์รารี่ให้ได้สักคัน ทำอย่างไงเราถึงจะมีได้ คำตอบเดียวเลยคือต้องมี ‘เงิน’ เเล้วทำอย่างไรถึงจะมีเงิน ก็คิดว่าตัวเองต้องเก่งก่อนเพื่อจะได้เรียกค่าตัวได้สูงๆ เเต่ก่อนจะถึงตรงนั้นเราต้องวางเเผนและเดินตามทางที่วางไว้”
ด้วยความที่เกิดในครอบครัวคนทำธุรกิจย่อมถูกสบประมาทจากญาติพี่น้องว่าเรียนศิลปะโตไปจะทำอะไรกิน แต่ชุไม่เคยเก็บเขาเอาคำพูดเหล่านั้นมาฉุดไม่ให้เขาไปถึงเป้าหมาย หลังจากเรียนจบหนทางสู่ความสำเร็จก็เริ่มขึ้น

“หลังจากเรียนจบผมคิดว่าเราต้องไปเป็นพนักงานประจำในบริษัทก่อน เพราะเราสามารถเรียนรู้ระบบ เรียนรู้การดีลกับลูกค้า การทำงานร่วมกับคนอื่น การบริหารคน เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างในสิ่งที่ไม่มีสอนที่ไหน ต้องเอาตัวเข้าไปอยู่ตรงจุดนั้น บริษัทแรกที่เริ่มทำคือ Ogilvy One 6 เดือนกับเอเยนซี่ข้ามชาติทำให้เรารู้ระบบรู้โครงสร้างคร่าวๆ ของการทำงาน ก่อนออกมาร่วมงานกับนิตยสาร dna Thailand ทำให้เรียนรู้งานในอีกรูปแบบหนึ่ง”

“เเม้การทำงานในปีเเรกๆ จะเหนื่อยหนักแค่ไหน จะเจ็บปวดทรมานเท่าไร ‘เราต้องอดทน’ เมื่อผ่านไปสักระยะมันจะเข้าที่เองเเละเราจะทำได้ ผมเชื่อนะว่าการทำงานก็เหมือนกับการลงทุน”

On The Way

หลังจากทำงานจนรู้ระบบ แผนต่อไปที่วางไว้คือการไปเรียนต่อ ชุเลือกบินไปเรียนต่อด้าน Graphic Design ที่ Camberwell College University of the Arts London ประเทศอังกฤษ ความตั้งใจที่ไปเรียนคือ ภาษา วิธีคิดและเรียนรู้ว่าชาวต่างชาติเขาคิดกันอย่างไร ทำงานอย่างไร อีกเหตุผลคือเขาเป็นคนไทยคนเดียวที่เลือกที่นี่ในตอนนั้น ก่อนเรียนจบเขาฝากฝีมือคนไทยไว้ให้ชาวต่างชาติชม กับผลงาน Thesis ที่ได้รับคะแนน 100 คะแนนเต็มจากอาจารย์ผู้สอนและทางมหาวิทยาลัยเสนอทางเลือกให้ว่าจะทำการจัดพิมพ์เพื่อขายหรือแสดงผลงานชิ้นนี้ในพิพิธภัณฑ์ เขาเลือกอย่างหลัง ทำให้งานของนักศึกษาปริญญาโทชาวไทยคนนี้ถูกจัดแสดงใน V&A (Victoria and Albert Museum) และ British Library ที่ประเทศอังกฤษ ประเทศไทยภูมิใจในตัวคุณ!

เปิดก่อนได้เปรียบ

“หลายคนกลัวหลงทางไม่กล้าเริ่มต้น เเต่ผมเชื่อว่าคนที่ยิ่งเริ่มทำอะไรเร็วนั้นยิ่งได้เปรียบ ที่ผมกล้าเปิดบริษัทตั้งเเต่อายุ 26 เพราะคิดว่าถ้าวันนี้เราล้ม เราก็เจ็บคนดียว เเต่ถ้าสัก 40 เพิ่งมาล้ม ไหนจะลูกเมียเรา ไหนจะคนอื่นๆ พวกเขาก็ต้องมาเจ็บด้วย”
ชุติวัฒน์ในวัย 26ปี พร้อมแล้วสำหรับการทำงานในรูปแบบที่ตนเองอยากเป็น การมีบริษัทเป็นของตนเองคือการได้ทำงานในวิธีการที่ตนเองอยากจะให้เป็น สร้างบรรยากาศที่เหมาะสำหรับการทำงาน

“คนแรกที่เริ่มผมชวนให้มาทำบริษัทด้วยกันคือ คุณอ๋อง วุฒิกร เอกรัตนสมภพ เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนพาร์ทเนอร์อีกคนคือคุณมิ้ม  ฑิพาภรณ์ ตระกูลพูนทรัพย์” ทั้ง 3 พาร์ทเนอร์เริ่มงานด้วยการมีลูกน้องเพียง 1 คน ตัวชุเองรับดูแลทั้งงานดีไซน์และบทบาทการบริหาร เหมือนกับที่เขาบอกเราว่า

“ที่ Visionary การสร้างผลงานหรือทำภาพนั้นไม่ยาก แต่ที่ยากที่สุดคือการบริหารคน บริหารลูกค้า และบริหารส่วนอื่นๆ ปัญหาเหล่านี้เขาต้องเป็นผู้จัดการมัน”

ส่วนวุฒิกรถือเป็นมือ illustrator ที่มีชื่อเสียงในวงการคนหนึ่ง งานวาดมือ ลายเส้นเท่ๆ ชิ้นงานรายละเอียดเยอะๆ เขาคือผู้ควบคุมการผลิตและลงมือทำ ในส่วนของ ฑิพาภรณ์ คือส่วนเติมเต็มคอยดูแลหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน ติดต่อลูกค้า ประสานงานทั้งภายใน-ภายนอก ทำให้บริษัทเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุด
เชื่อว่าหนึ่งในสิ่งที่พาพวกเขาสู่ความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้ คือ “สัดส่วนที่ลงตัวของพาร์ทเนอร์ทั้ง 3 คน”
ปัจจุบันบริษัทของหนุ่มสาวไฟแรงทั้ง 3  สามารถก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 อย่างเต็มภาคภูมิ ปัจจุบันมีลูกน้องในส่วนของฝ่ายผลิตผลงานและประสานงานดูแลลูกค้ารวมแล้ว 22 ชีวิต สามารถผลิตผลงานประมาณ 600 ชิ้นต่อปี รายได้ในแต่ละปีน่าจะเหยียบหลัก 50 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย
            ชุติวัฒน์ เชิดชู พิสูจน์ความเชื่อของเขาและสามารถไปถึงเป้าหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แล้วคุณล่ะยังเชื่อเป้าหมายของชีวิตที่คุณสร้างไว้หรือไม่?

“ข้อดีของการวางเป้าไว้ชัดเจน จะทำให้เราเดินไม่ผิดทาง ตั้งเเต่เกิดมาผมยังไม่เคยพูดกับตัวเองเลยว่าเมื่อวานทำไมไม่ทำเเบบนี้วะ หรือไม่น่าทำเเบบนี้เลยว่ะ เมื่อคุณมองไปข้างหน้าและมองเห็นปัญหา คุณจะรู้ตัวเองเสมอว่าวันนี้คุณทำอะไรอยู่”

Image Manipulation
คือคำจำกัดความที่เข้าให้ไว้กับผลงานที่บริษัทเขาทำออกมา Manipulation คือการผสมผสาน ในที่นี้คือการรวม Computer Graphic, illustration, Retouching และศิลปะอื่นๆ ลงไปในงาน ใส่สไตล์ความเป็น Visionary ที่มีเอกลักษณ์ด้านรายละเอียด การนำงานศิลปะงานดีไซน์ให้เข้ามาอยู่ในรูปแบบของโฆษณา และที่สำคัญคือความเท่ที่อยู่ในตัวผลงาน อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ประตูทางเข้าออฟฟิศแห่งนี้ต้องใช้เหล็กหนาบานใหญ่เท่าโกดัง เพราะพลังในการทำงานของทุกๆ คนที่นี่เต็มเปี่ยมเหลือล้น สมแล้วที่ใครๆ ที่เคยทำงานร่วมด้วยยกให้เป็น “โปรดักชั่นเฮ้าส์บ้าพลัง”
งานชิ้นแรกของ Visionary ก็สามารถแสดงพลังของเขาได้ออกมาอย่างเต็มที่ คุณกรณ์ เทพินทราภิรักษ์ ครีเอทีฟนักเรียกน้ำตาจาก Ogilvy & Mather เจ้าของผลงานภาพยนตร์โฆษณาซึ้งๆ จากไทยประกันชีวิต คุณกรณ์ คือครีเอทีฟคนแรกที่เรียกให้ Visionary เข้าไปบรีฟงานเพื่อออกแบบดีไซน์หน้าปกหนังสือให้กับลูกค้าตน
“ตอนนั้นผมก็เอาพอร์ทผลงานติดมือไปด้วย พอพี่กรณ์เห็นพอร์ท เขาก็บอกกับผมว่า ไม่ต้องเอางานนี้ไปทำ เอาอีกงานไปลองทำดีกว่า นั่นก็คือการออกแบบหน้าซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว ซึ่งตอนนั้นพี่กรณ์หาคนทำไม่ได้หรือมีก็แพงมากๆ ผมก็รับมาทำ ผมรับงานมาทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ตอนเที่ยง บ่าย 4 โมงเราส่งรูปกลับไปให้เขาดูว่าพี่ต้องการแบบนี้ใช่ไหม เดี๋ยวนี้มันไม่ยากขนาดนั้นแล้ว ถ้าเรามีอุปกรณ์มีเครื่องมือที่พร้อม” และนั่นคือผลงานชิ้นแรกที่แจ้งเกิด Visionary บริษัทของได้รับการยอมรับและเริ่มพูดกันปากต่อปากในวงการโฆษณา ส่วนผลงานที่ทำให้ดังเป็นพลุแตกคงหนีไม่พ้น ชิ้นงานที่ทำร่วมกับ SC Matchbox สินค้าคือ โช๊คอัพ Kayaba เป็นผลงานที่ใช้เทคนิคทำภาพให้ออกมาคล้ายภาพพิมพ์ (Lithography) เป็นผลงานที่สามารถเรียกเสียงฮือฮา เรียกลูกค้าโกยรางวัลกลับออฟฟิศแบบสมบูรณ์แบบ
ตามมาเสพผลงานกันต่อกับอีกชิ้นที่ทำร่วมกับ Ogilvy & Mather ในช่วงที่คนไทยกำลังดูถูกทีมฟุตบอลทีมชาติไทยไม่มั่นใจในฟอร์มการเล่น Nike ผู้ผลิตชุดแข่งให้กับทีมบอลไทยในตอนนั้นออกแบบเสื้อแข่งใหม่ ที่ชุดเหย้าเป็นสีเหลือและชุดเยือนสีน้ำเงิน ภายใต้คอนเซ็ปท์ “อย่างลบหลู่”
“ทางครีเอทีฟอยากทำภาพออกมาให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนกับการหล่อพระ เปรียบเหมือนการหล่อนักฟุตบอลขึ้นมา เพราะเชื่อว่าการหล่อพระคือสิ่งที่คนไทยสร้างขึ้นด้วยศรัทธา ขั้นตอนการทำงานชิ้นนี้เราทำร่วมกับ ชำนิ สตูดิโอ ซึ่งมีความพร้อมด้านการถ่ายภาพ ลงทุนเอาสีเป็นถังๆ มาราดลงบนตัวนักฟุตบอล แล้วเราค่อยเอาภาพเหล่านั้นมารีทัชให้ออกมาเหมือนกันนักฟุตบอลถูกหล่อขึ้นมา”
ยังมีผลงานอีกหลายชิ้นที่คว้ารางวัลและคว้าใจคนดู ถ้าพูดถึงด้านรางวัล คงเป็นโกลด์ล่าสุดจากงาน Cannes Lions 2013 ที่ผ่านมาที่ Visionary ทำร่วมกับ JWT Shanghai, Chana สินค้ากระเป๋าสำหรับเด็ก แบรนด์ Samsonite “Kit Proof” พี่หมีโหดและซูโม่ช้าง เป็นการทำงานร่วมกันข้ามประเทศระหว่างครีเอทีฟไทย โรจนะ ฉั่วสกุล ที่อยู่เซี่ยงไฮ้ กับทาง Visionary ติดต่อสื่อสานกันผ่านโปรแกรม Line (สามารถอ่านบทสัมภาษณ์เต็มๆ ได้จาก Marketeer ฉบับ “ไปดูคานส์ มาสร้างแบรนด์)

“งาน Award เหมือนการออกกำลังกาย มันสนุก มันทำให้เราสดชื่น ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำแม้ว่ามันจะต้องทำให้เราเสียเหงื่อก็ตาม”
ใช่ครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งการแข่งขันเปรียบเสมือนการออกกำลังกาย รางวัลของคนที่ทุ่มเท่ จริงจังในการออกกำลังกาย คือตัวผู้ออกกำลังเอง คุณจะดูดี สุขภาพแข็งแรง บริษัทก็เหมือนกัน ชื่อเสียงดีๆ ที่จะติดตัวบริษัทไปตลอดกาล ตอนนี้ Visionary คงเหมือนกับหนุ่มไฟแรงที่มีสุขภาพแข็งแรงสุดๆ คนหนึ่ง (แถมหล่อเข้มเนื้อหอมใช่เล่น)

อย่าหยุดเมื่อถึงจุดหมาย

ถ้าเราจบเกมเท่านี้ ชีวิตชุติวัฒน์ก็เปรียบเหมือนผู้เล่นที่สามารถเคลียร์ด่าน ล้มบอสที่เป็นเป้าหมายในใจตนเองลงได้สำเร็จ แต่ดูท่าเขาไม่ปล่อยให้เกมจบลงเพียงเท่านี้ เมื่อเราถามถึงอนาคตนักวางแผนผู้นี้ว่าเขามีเป้าหมายในใจใหม่แล้วหรือยัง?
“ผมอยากขยายกิจออกไปเป็นแนวราบ ตอนนี้งานที่เราทำอยู่แข็งแรงดีอยู่แล้ว ผมเปรียบเหมือนเรามีกระเป๋าหลายๆ ใบ วันใดที่กระเป๋าใบไหนหาเงินให้เราไม่ได้ก็ยังมีกระเป๋าใบอื่นๆ ทดแทน เพราะตอนนี้ไม่ใช่ตัวผมคนเดียวแล้ว ผมมีบริษัท ผมมีลูกน้อง มีคนเกี่ยวข้องอีกหลายคน และข้อดีอีกอย่างที่ของการขยายกิจการเป็นแนวราบคืองานที่เราทำมันจะไม่น่าเบื่อ”
Advertising Newspaper คือกิจการที่ดูเป็นกิจกรรมมากกว่า หนังสือพิมพ์คราฟขั้นเทพ ขุดไส้ล้วงตับโฆษณาออกมาโชว์ให้เด็กนักเรียนนักศึกษายันคนทำงานทั้งในและนอกเอเยนซี่ ที่สนใจในวงการโฆษณาได้หยิบไว้อ่านความเป็นมาขั้นตอนการทำงานของโฆษณาเด่นๆ โดยจะออกวางให้หยิบฟรีทุก 2 เดือน ปัจจุบัน Advertising Newspaper อายุครบ 2 ปี ที่ไม่ธรรมดาคือหน้าปกครบรอบเมื่อปีก่อนถือว่าเป็นผลงานที่คว้ารางวัลด้านการออกแบบจากต่างประเทศมากมาย ส่วนปกปีที่ 2 รับรองว่าเด็ดกว่าปีที่ผ่านมาอีก

“ความตั้งใจที่ทำหนังสือพิมพ์ Advertising Newspaper ขึ้นมา คืออยากทำอะไรเพื่อตอบแทนกลับแด่เหล่าเอเยนซี่ลูกค้า แถมยังให้ความรู้เด็กๆ ได้ด้วย เมื่อก่อนปีใหม่เราจะทำเสื้อไปให้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว ทำหนังสือพิมพ์ให้อ่านกันทุกๆ 2 เดือนดีกว่า ถ้าเอเยนซี่ไหนอยากจะเขียนเราก็ยินดี เราคิดว่ามันเป็นอะไรที่ดีที่เราได้ทำคืนให้กลับวงการโฆษณา” ใครสนใจอ่านหรือสนใจเสพภาพสวยๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้จาก www.fb.com/ADVERTISINGNewspaper หากสามารถหยิบอ่านทันแนะนำอย่างยิ่ง
20 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ ความเชื่อและเป้าหมายที่ตั้งไว้ มันจะไม่ทางสำเร็จได้เลยหากเขาไม่เชื่อมั่นในตนเอง ไม่เชื่อมั่นในทางเดินที่ตนวาดไว้ และที่สำคัญที่สุดคือไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ยืนอยู่จุดไหน และพรุ่งนี้จะทำอะไร

Marketeer ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557

เรื่อง : นำโชค บุญเกิด

ภาพ : เมธี ชูเชิด