แบตเตอรี่ลิเทียมเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สามารถชี้ชะตารถ EV ว่าจะเกิดหรือดับได้เลย เพราะแบตฯ ลิเทียมคือแหล่งจ่ายพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นยานพาหนะแห่งอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน หลายคนคุ้นเคยกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังทั้ง Tesla, Lucid Motor, Rivian, Audi, BMW, Mercedes-Benz, BYD, Great Wall, Nio, Xpeng พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการออกแบบผลิตเครื่องยนต์ที่ทรงสมรรถนะและตัวถังที่สวยงามโฉบเฉี่ยว ถ้าเป็นเมื่อก่อนพวกเขาคงรับจบทั้งออกแบบและผลิตทั้งเครื่องยนต์ ตัวถัง ห้องโดยสาร และ “ถังเก็บน้ำมัน”
แต่เมื่อโลกยุคใหม่คืบคลานเข้ามาด้วยความเร็วสูง การใช้พลังงานไฟฟ้าถูกนำเข้ามาทดแทนการใช้พลังงานฟอสซิลแบบดั้งเดิม และโดยเฉพาะในรถยนต์ที่ไฟฟ้า 100% พบว่ากว่า 90% ใช้แบตเตอรี่ลิเทียม เหตุผลเพราะว่าแบตเตอรี่ลิเทียมเป็นแบตเตอรี่ชนิดหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีพลังงานสูงและน้ำหนักเบา รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลและเร่งความเร็วได้เร็วกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดอื่น
ส่วนอีกประมาณ 10% ของรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันแบบ 100% ใช้แบตเตอรี่ชนิดอื่นเช่น แบตเตอรี่ตะกั่วกรด แบตเตอรี่นิกเกิล-แคดเมียม แบตเตอรี่นิกเกิล-โลหะไฮไดรด์ และแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออน เพราะแบตเตอรี่พวกนี้มีราคาถูกกว่าแบตเตอรี่ลิเทียม ให้พลังงานต่ำกว่าและน้ำหนักมากกว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้จึงมีระยะทางวิ่งที่สั้นกว่าและเร่งความเร็วได้ช้ากว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียม
ประเด็นที่จะมาชวนคุยกันในบทความนี้พูดถึงความสำคัญของแบตเตอรี่ลิเทียมกันอีกครั้งหลังจากที่เคยเขียนถึงไปแล้วในบทความ แบตฯ ลิเทียมไอออน Key factor ผู้กุมชะตาอนาคตรถ EV ที่ได้พูดถึงเรื่องความสำคัญและส่วนประกอบของแบตฯ ลิเทียมว่า ในแบตเตอรี่แบบลิเทียม 1 ก้อนนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง แล้วแต่ละส่วนประกอบนั้นใครถือครองความได้เปรียบเพราะเป็นเจ้าของทรัพยากรการผลิต บทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึงประเทศผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมเบอร์ 1 ของโลกอย่างจีน แล้วในสมการ ผู้ผลิตรถยนต์+ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม = รถยนต์ EV ถึงเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มี “จีน”
ใครเป็นใครในวงการแบตเตอรี่ลิเทียม
5 ประเทศที่ผลิตและส่งออกแบตเตอรี่ลิเทียมมากที่สุดในปี 2023
- จีน มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 70%
- เกาหลีใต้ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10%
- ญี่ปุ่น มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 5%
- สหรัฐอเมริกา มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 3%
- เยอรมนี มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 2%
นอกเหนือไปจาก 5 ประเทศนี้ ประเทศที่มีการผลิตและส่งออกแบตเตอรี่ลิเทียมอีก 10% ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ชิลี โปแลนด์ และตุรกี ประเทศเหล่านี้มีปริมาณแร่ลิเทียมสำรองอยู่จำนวนมาก และกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมในประเทศของตัวเอง ทั้งยังได้รับการคาดหมายว่าประเทศเหล่านี้จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า
การผลิตและส่งออกแบตเตอรี่ลิเทียมทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า สาเหตุหลักมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียมเป็นแบตเตอรี่ชนิดหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า และความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรัฐบาลทั่วโลกออกมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยมลพิษ
การเติบโตของการผลิตและส่งออกแบตเตอรี่ลิเทียมจะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีทรัพยากรแร่ลิเทียม แม้แต่ประเทศไทยที่มีแร่ลิเทียมสำรองอยู่จำนวนมาก และรัฐบาลไทยได้ประกาศแผนที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมในประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม 100,000 ตันต่อปีภายในปี 2030
โลกของการผลิตแบตเตอรี่ที่มี ‘จีน’ เป็นผู้นำ
รู้หรือไม่ ว่าบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมที่ใหญ่สุดในโลกในมิติของกำลังการผลิตคือ บริษัทที่มีชื่อว่า Contemporary Amperex Technology Co., Ltd. หรือที่คนในวงการรู้จักกันในชื่อ CATL ตั้งอยู่ในเมือง หนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน
CATL ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยกำลังการผลิตมากกว่า 100 GWh ต่อปี CATL เป็นหนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมรายแรก ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเซลล์โมดูลาร์ ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตแบตเตอรี่ที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพสูง CATL เป็นผู้จัดหาแบตเตอรี่ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่หลายราย เช่น Tesla, Volkswagen, BMW และ Toyota
นอกจากนี้ สัดส่วนในการครองส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม ดังต่อไปนี้
- จีน CATL, BYD, Guoxuan, Lishen, EVE Energy
- เกาหลีใต้ LG Energy Solution, Samsung SDI
- ญี่ปุ่น Panasonic
- สหรัฐอเมริกา Tesla,Northvolt
หลายคนอาจจะเข้าใจว่า บริษัทสัญชาติจีนถือครองความยิ่งใหญ่ในตลาดแบตฯ ลิเทียมของโลกและมีสาขาโรงงานแค่ในจีนเท่านั้น แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้ว่าการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมจะกระทำโดยบริษัทของประเทศนั้น ๆ และเกิดขึ้นนอกประเทศจีน แต่บริษัทจีนก็มีอำนาจเหนือห่วงโซ่อุปทานอยู่ดี
แล้วจีนเข้าไปมีส่วนกับอุปทานการผลิตแร่ได้อย่างไร
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อน ในแบตเตอรี่ลิเทียม 1 ก้อนนั้น แร่ที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ ‘ลิเทียม’ และ ‘นิกเกิล’
เริ่มจาก ‘ลิเทียม (Li)’ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบหลักในแบตเตอรี่แบบลิเทียม เพราะลิเทียมเป็นโลหะเบาที่มีน้ำหนักอะตอมต่ำมาก ซึ่งทำให้แบตเตอรี่ลิเทียมมีน้ำหนักเบาและพกพาสะดวก นอกจากนี้ยังเป็นโลหะที่ไวต่อปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งทำให้แบตเตอรี่ลิเทียมมีพลังงานสูงมาก
ทีนี้แหล่งแร่ลิเทียมที่สำคัญ 5 อันดับแรกของโลกและบริษัทที่ทำเหมืองแร่ ปรากฏตามข้อมูลดังต่อไปนี้
จะเห็นว่า การจัดหาอุปทานแร่สำคัญ 2 ชนิดมีความสำคัญมากสำหรับผู้ผลิตแบตฯ ลิเทียมทั่วโลก เพราะเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณแร่ ‘ลิเทียม’ ที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมในปี 2022 มาจากออสเตรเลียและชิลีถึง 30% และมาจากจีน 15% ส่วน ‘นิกเกิล’ มาจากอินโดนีเซียสูงถึง 48% ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ที่ 10% และออสเตรเลียที่ 5%
เราจะเห็นว่าในห่วงโซ่อุปทานลิเทียมมีบริษัทสัญชาติ ‘จีน’ อยู่ในนั้นด้วยเสมอ ยกตัวอย่างเช่น
- บริษัท Ganfeng Lithium ร่วมทุนกับบริษัท Livent (อาร์เจนตินา) เพื่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมในสหรัฐฯ
- บริษัท Tianqi Lithium ร่วมทุนกับบริษัท Albemarle (โบลิเวีย) เพื่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมในออสเตรเลีย
- Chengdu Tianqi Lithium Industry ร่วมทุนกับ Yacimientos Potasios Bolivianos (YPFB) เพื่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมในโบลิเวีย
ถัดมา แร่ที่สำคัญอีกชนิดนั่นก็คือ ‘นิกเกิล (Ni)’ เนื่องจากนิกเกิลมีความสามารถในการเก็บประจุไฟฟ้าได้สูงทำให้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมีพลังงานสูง นอกจากนี้ นิกเกิลยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และทำให้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
ในส่วนของ 5 ประเทศที่มีปริมาณสำรองแร่นิกเกิลมากที่สุด ได้แก่
ไม่ต่างกันกับลิเทียม แต่นิกเกิลเองก็มีบริษัทสัญชาติ ‘จีน’ เข้าไปร่วมทุนด้วยอีกเช่นเคย ได้แก่
- PT Aneka Tambang (ANTAM) (อินโดนีเซีย) ร่วมทุนกับ China Molybdenum Co., Ltd.
- Nickel Asia Corporation (ฟิลิปปินส์) ร่วมทุนกับ China Nonferrous Metal Mining Group Corporation
- BHP Billiton (ออสเตรเลีย) ร่วมทุนกับ Tsingshan Holding Group
- Glencore (ฟิลิปปินส์) ร่วมทุนกับ Jinchuan Group
- Vale (บราซิล) ร่วมทุนกับ Ningbo Fubang Group
จะเห็นว่าประเทศที่มีการผลิตและส่งออกแร่นิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินโดนีเซีย ก็มีบริษัทจีนเข้าไปร่วมทำธุรกิจด้วย ดังนั้น ไม่จำเป็นเลยว่าที่จีนเป็นประเทศที่กุมและกำหนดชะตาของแบตเตอรี่ลิเทียมของโลกนั้นเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินความจริง
ทำไมประเทศที่มีทรัพยากรที่ใช้ผลิตแบตฯ ลิเทียมถึงต้องมีจีนอยู่ในสมการด้วย
บริษัทที่ได้กล่าวไปในหัวข้อที่แล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานในการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมซึ่งอยู่ในส่วนของต้นน้ำ (บริษัททำเหมืองแร่) นั่นคือกระบวนการในการขุดเจาะและสกัดเอาเฉพาะแร่ที่จำเป็นต่อการผลิตแบตฯ ลิเทียมเท่านั้น หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วทำไมบริษัทในประเทศที่มีทรัพยากรแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการผลิตแบตฯ ลิเทียมจึงต้องไปร่วมทุนกับบริษัทสัญชาติจีน นี่คือคำตอบ
1. เพราะจีนเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก ความต้องการแร่สำหรับผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมของจีนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2. เพราะบริษัทสัญชาติจีนมีเทคโนโลยีและประสบการณ์ที่สูงในการทำเหมืองและแปรรูปลิเทียมและนิกเกิล นอกจากนี้ จีนยังทุ่มเงินลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการทำเหมืองและแปรรูปแร่
3. บริษัทสัญชาติจีนมีเครือข่ายที่กว้างขวางในการจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียม
4. บริษัทสัญชาติจีนมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
เอาเฉพาะข้อที่ 2 และข้อที่ 4 ก็เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักพอให้ร่วมทุนแล้ว เพราะต้นทุนในการทำเหมืองแร่แต่ละเหมืองนั้นสูงมาก ทั้งยังต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการขุดเจาะและสกัดสินแร่ที่สำคัญ ดังนั้น การร่วมทุนระหว่างบริษัทสัญชาติจีนกับบริษัทผู้ผลิตแร่สำหรับผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม จะช่วยให้ประเทศผู้ผลิตแร่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและประสบการณ์ที่สูงของจีน
อเมริกา ‘คิด’ และ ‘ทำ’ อย่างไรกับเรื่องนี้
อเมริกากำลังเริ่มดำเนินการเจรจาทางการค้ากับ ‘บางประเทศ’ เพื่อเข้าถึงแร่ที่สำคัญต่อการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมและชิ้นส่วนที่สำคัญต่อการผลิตรถ EV พร้อมทั้งเสนอเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลให้กับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ผ่านทาง ‘กฎหมายการลดอัตราเงินเฟ้อ’ หรือ Inflation Reduction Act
โดยในรายละเอียดเงื่อนไขในกฎหมายดังกล่าวบางส่วนระบุว่า เพื่อให้ได้ประโยชน์จากเงินอุดหนุนมูลค่า 7,500 ดอลลาร์ต่อคันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะถูกผลิตขึ้นมาใหม่ ผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับ ‘สัดส่วนที่มาของแหล่งแร่ที่ใช้ผลิตแบตฯ และถ้าจะใช้แบตเตอรี่ทั้งก้อนเพื่อใช้ในการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องผลิตในอเมริกาหรือประเทศอื่นที่ไม่ใช่จีน” และต้องเป็นประเทศที่อเมริกามีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วยเท่านั้น พูดกันตรง ๆ ก็คือว่า อเมริกาไม่เอาจีน ส่วนถ้าค่ายผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใดอยากใช้แบตฯที่มีบริษัทจีนมีส่วนร่วมก็ย่อมได้ แต่คงอดได้รับเงินอุดหนุนการผลิต
จีนไม่เพียงแต่มีอิทธิในด้านการผลิต แต่มีอิทธิพลครอบงำห่วงโซ่อุปทาน
อินโดนีเซีย ในฐานะประเทศที่มีแร่นิกเกิลสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ประมาณ 21 ล้านตัน แต่กลับผลิตนิกเกิลได้เพียงปีละ 1.6 ล้านตัน สวนทางกับปริมาณความต้องการที่ 2.7 ล้านตันต่อปี เพื่อนำไปใช้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงปี 2035 ซึ่งกระบวนการที่ยากที่สุดที่ทำให้อินโดฯ ยังผลิตนิกเกิลได้น้อยอุปสรรคอยู่ที่ ‘การแปรรูป’ และประเทศที่มีทรัพยากรทั้งความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และเงินทุน ก็หนีไม่พ้น ‘จีน’
ข้อมูลจีนถลุงและแปรรูปนิกเกิลประมาณ 3 ใน 4 ของนิกเกิลที่ใช้ทั้งหมดในโลกใบนี้ นอกจากนี้ จีนยังแปรรูปลิเทียมคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของปริมาณลิเทียมทั้งหมดในโลก
ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นเฉพาะปริมาณลิเทียม และ นิกเกิลที่ถลุงและแปรรูปในจีนเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีการแปรรูปแร่ทั้ง 2 ชนิดอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกแปรรูปนอกประเทศจีนผ่านทางบริษัทในประเทศนั้น ๆ ที่ร่วมทุนบริษัทสัญชาติจีน
PT Halmahera Persada Lygend , PT QMB New Energy Materials in Morowali และ PT Indonesia Morowali Industrial Park in Morowali, Central Sulawesi เป็นโรงงานสามแห่งในอินโดนีเซียใช้วิธีการในการสกัดการชะล้างด้วยกรดแรงดันสูง ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นสูงที่สกัดนิกเกิลออกจากแร่โดยไม่ทำให้หลอมเหลว ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เป็นเทคโนโลยีของจีน เพราะทั้ง 3 โรงงานนี้อยู่ภายใต้บริษัทที่ร่วมทุนกับจีน
ขนาดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เจ้าใหญ่ในอเมริกาอย่าง Ford (ของ GM) ยังต้องหันมาจับมือกับบริษัทสัญชาติจีน เพื่อรักษาระดับอุปทานของนิกเกิล โดยร่วมทุนกับบริษัทที่ทำเหมืองสัญชาติจีนชื่อว่า Huayou Cobalt เพื่อลงทุนในโรงงานแปรรูปนิกเกิลของอินโดนีเซีย
อีกทั้ง Ford กำลังเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองในประเทศบ้านเกิดจากการร่วมทุนกับ CATL ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมรายใหญ่ของโลกบริษัทสัญชาติจีน เพื่อตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมแห่งใหม่ในอเมริกา โดยโรงงานแห่งนี้จะผลิตทั้งแบตเตอรี่จากนิกเกิลและลิเทียม
การเพิ่มขึ้นของบทบาทของบริษัทผลิตแบตเตอรี่และเหมืองสัญชาติจีนในช่วงหลังมานี้ ไม่ได้เป็นเพียงผลจากความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมที่จีนเก่งเรื่องนี้อยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังยังสะท้อนถึงความสามารถในการยืดหยุ่นและพร้อมรับความเสี่ยง
เมื่อเทียบกับบริษัทสัญชาติตะวันตกที่มีอยู่ไม่มากที่เชี่ยวชาญด้านการทำเหมืองแร่และการแปรรูปนิกเกิล และส่วนใหญ่ก็มักจะใช้เวลาหมดไปกับการทำการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบมากกว่า
นอกจากนี้ บริษัทจีนยังครองส่วนแบ่งส่วนมากในการผลิตชิ้นส่วนประกอบแบตเตอรี่ด้วย ในบรรดาส่วนประกอบสำหรับเซลล์แบตเตอรี่ จีนมีสัดส่วนการผลิตอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และมากกว่า 70% ในบางประเภท ส่วนที่เหลือของอุตสาหกรรมก็กระจุกตัวอยู่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
ถ้านับรวมกันระหว่าง จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น 3 ประเทศนี้ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 92% แม้ว่าอเมริกาจะสามารถจัดหาแร่แปรรูปได้อย่างเพียงพอ แต่การจะก้าวขึ้นไปสู่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมเบอร์ 1 ของโลก จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการผลิตแบตเตอรี่ของเกาหลีและญี่ปุ่นมาช่วยสนับสนุนให้ความทะเยอทะยานนี้เป็นจริง
LG Energy Solution ของเกาหลีใต้ เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อันดับ 2 รองจาก CATL ก็กำลังขยายธุรกิจเข้าไปในอเมริกา โดยอยู่ระหว่างการร่วมทุนกับ Hyundai, Honda และ General Motors (GM)
LG ตั้งเป้าที่จะผลิตแบตเตอรี่ที่มีความจุขนาด 278 กิกะวัตต์ชั่วโมงในอเมริกาภายในปี 2023 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่จุได้เพียง 13 กิกะวัตต์ชั่วโมง แต่ทางด้านของ Kim Myung Hwan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทก็ออกมาเบรกความคาดหวังและความฝันของคนที่รอแบตฯ แบบใหม่ที่ความจุเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 21 เท่า ว่าต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ และความผันผวนของราคาวัสดุที่จำเป็นสำหรับแบตเตอรี่ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการผลิตแบตเตอรี่ความจุขนาดนั้น
ผู้ผลิตในเอเชียบางรายกังวลว่าต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ในต่างประเทศอาจสูงขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ในช่วงระยะเวลาหลายปีต่อจากนี้
ฮิเดโอะ โออุจิ ผู้อำนวยการ W-Scope บริษัทญี่ปุ่นที่ผลิตตัวแยกที่ใช้ในเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมบอกว่า “มันสำคัญมากที่เราจะต้องคิดถึงวิธีที่ทำให้ธุรกิจของเราสามารถทำกำไรได้อีกใน 10, 15 หรือ 20 ปีข้างหน้า” ประมาณการว่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในยานยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030 อเมริกาเพียงแห่งเดียวจะต้องใช้วัสดุแยกแบตเตอรี่มากพอ ๆ กับที่ผลิตทั่วโลกในปี 2021
การขยายห่วงโซ่อุปทานของแบตเตอรี่ให้สอดคล้องกับความต้องการในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจำนวนมหาศาลถือเป็นหนึ่งในความท้าทายทางอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนประกอบแบตฯ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา อีกทั้งปัญหาคอขวดในด้านทรัพยากรการผลิตแบตเตอรี่ในปัจจุบันจะยิ่งทำให้เรื่องนี้ยากขึ้นไปอีก หากไม่มีประเทศที่มาตรการส่วนใหญ่ครอบงำอุตสาหกรรมแบตเตอรี่อาจเป็นไปไม่ได้
อ้างอิง
–
