ท่ามกลางการคืนชีพของเทรนด์แฟชั่นจากยุค 90 หนึ่งในแบรนด์ที่กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งคือ FCUK เนื่องจากภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับยุคนั้นอย่างชัดเจน

แม้จะเผชิญช่วงขาลงมานาน แต่ด้วยไอเดียการรีแบรนด์ที่น่าสนใจและการปรับตัวที่ประจวบเหมาะกับช่วงที่แฟชั่นเรโทรกลับมาฮิตพอดี ทำให้แบรนด์เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เรื่องราวของ FCUK เริ่มต้นในปี 1972 โดย Stephen Marks อดีตเซลส์แมนขายเสื้อโค้ทที่สร้างตัวจากการนำเข้ากางเกงขาสั้นเสมอต้นขา (Hotpants) จากฝรั่งเศสเข้ามาขายในอังกฤษ จนเกิดแรงบันดาลใจอยากสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้น

ในช่วงแรกเขายังใช้ชื่อ French Connection เพื่อสะท้อนถึงการทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส พร้อมหวังพึ่งกระแสจากภาพยนตร์ดังชื่อเดียวกันที่ออกฉายก่อนหน้านั้น 1 ปี เพื่อช่วยให้แบรนด์เป็นที่สะดุดตาของผู้คน 

จากนั้น French Connection ก็เติบโตขึ้นตามลำดับทั้งในด้านจำนวนสาขาและยอดขาย จนกระทั่งในปี 1984 บริษัทได้ทำ IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อังกฤษ ส่งผลให้ Stephen Marks กลายเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 15 ของประเทศในขณะนั้น

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในยุค 90 เมื่อ Stephen Marks สังเกตเห็นข้อความในกระดาษแฟกซ์ที่ส่งจากฮ่องกงกลับมายังสหราชอาณาจักร โดยระบุว่า “FCHK to FCUK” ซึ่งเขาพึงพอใจกับคำหลังมาก เพราะแม้จะมีความใกล้เคียงกับคำหยาบคายที่ต้องห้ามนำมาตั้งชื่อแบรนด์ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับเตะตาอย่างมากมาย 

ไอเดียดังกล่าวถูกต่อยอดสู่การรีแบรนด์เป็น FCUK พร้อมแคมเปญโฆษณาที่ร้อนแรงและโดนใจวัยรุ่น ส่งให้แบรนด์กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวงการแฟชั่นอังกฤษยุค 90 แม้ในช่วงแรกจะต้องเผชิญกับคดีความเรื่องความเหมาะสมของชื่ออยู่บ่อยครั้งก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมา FCUK กลับเผชิญวิกฤตหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งระหว่างผู้ก่อตั้งกับอดีตภรรยาที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาแบรนด์ ซึ่งลงเอยด้วยการหย่าร้าง ยอดขายที่ตกต่ำลง และการพ่ายแพ้ต่อคู่แข่ง Fast Fashion ที่ผงาดขึ้นมาอย่าง Zara และ H&M

วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าแบรนด์ที่เคยสูงถึง 500 ล้านปอนด์ (ประมาณ 21,700 ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน) ร่วงกราวรูดลงไปเหลือเพียง 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,170 ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน) เท่านั้น 

ผู้ที่ก้าวเข้ามาพลิกฟื้นแบรนด์คือ Apinder Singh Ghura นักธุรกิจสิ่งทอชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย ที่เข้าซื้อกิจการในปี 2021 หลังจากนั้นสถานการณ์ของแบรนด์ก็ดีขึ้นตามลำดับ สะท้อนผ่านตัวเลขผลประกอบการและกำไรในปี 2024 ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน

ต่อเนื่องมาถึงปี 2025 แบรนด์ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อร้านเพิ่มขึ้น 10% และในปี 2026 คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะยิ่งดีขึ้นไปอีก จากเทรนด์แฟชั่นยุค 90 ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่ม Gen Z ประกอบกับการปรับภาพลักษณ์ให้เป็นแบรนด์คุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ การรุกตลาดในอินเดีย รวมถึงการขยายฐานเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า การกลับมาของ FCUK ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเทรนด์แฟชั่นยุค 90 เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการนำความล้มเหลวมาเป็นบทเรียนเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคง โดยตัวเลขกำไรที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การรักษาสมดุลระหว่างมรดกของแบรนด์กับการบริหารจัดการที่เน้นประสิทธิภาพคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

หากแผนการขยายตลาดตัวไปโซนอื่นๆ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีนประสบความสำเร็จ เราอาจจะได้เห็น FCUK กลับมาเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นที่มีสไตล์อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าแบรนด์ที่มี DNA แข็งแกร่งนั้นไม่เคยตาย เพียงแต่รอโอกาสที่เหมาะสมในการกลับมาผงาดในฐานะแบรนด์แฟชั่นระดับพรีเมียมที่ทุกคนเข้าถึงได้ / theguardian, wikipedia