ด้วยความที่เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กแถมยังอยู่ภายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิป จึงแทบไม่เคยได้รับความสนใจจากคนทั่วไป แต่สมดุลที่เสียไปจากสถานการณ์โควิด หลังค่ายชิปต้องไปผลิตป้อนให้ Smartphone และคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก

ต่อเนื่องมาจนถึงบรรดาค่ายชิปถูกดึงให้เข้ามาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจ และทำ IPO มูลค่ามหาศาล ทำให้ชื่อของ TSMC, ASML และ Nvidia เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจมากขึ้น

ล่าสุด ARM เป็นค่ายชิปอีกค่ายที่ปรากฏขึ้นมาบนสื่อ หลังทำ IPO ใหญ่สุดของสหรัฐฯ ในรอบ 2 ปี ด้วยมูลค่าบริษัทตามราคาตลาด (Market cap) เพิ่มเป็น 65,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท)  

ความน่าสนใจของ ARM ไม่ได้อยู่ที่ ทำ IPO มูลค่ามหาศาลเท่านั้น เพราะนี่คือบริษัทแห่งความภาคภูมิใจของอังกฤษ แต่แทบไม่มีใครรู้จักถ้าไม่ได้เป็นผู้สนใจระดับสายลึกต่อวงการเทคโนโลยี มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และซ้ำร้ายเมื่อปี 2022 ยังเกือบช้ำอีกจากการโดนเท

ประวัติความเป็นมาของ ARM ต้องย้อนไปถึงยุค 80 โดย ณ เวลานั้น Acorn หนึ่งในกลุ่มบริษัทคอมพิวเตอร์อังกฤษเมือง Cambridge ที่เรียกกันว่า Silicon Fen (เทียบได้กับ Silicon Valley ในสหรัฐฯ) เพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทผลิตชุดคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก

และดังขึ้นอย่างรวดเร็วหลังคว้าสัญญาผลิตคอมพิวเตอร์ Proton จาก BBC ที่ต่อมารีแบรนด์เป็น BBC Micro

จุดแข็งของคอมพิวเตอร์จาก Acorn คือ ใช้งานง่าย เพราะไม่ต้องพิมพ์คำสั่งมากมายเหมือนคอมพิวเตอร์ร่วมยุค ที่เรียกกันว่า Reduced Instruction Set Computer หรือ Risc ซึ่งทำให้ Acorn ได้พัฒนาองค์ความรู้ในการวางผังวงจรผลิตชิปเล็กแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้นมาด้วย

องค์ความรู้อย่างหลังนี่เองที่จะพัฒนาสู่หมุดหมายสำคัญในเวลาต่อมา ปี 1990 Acorn จับมือ Steve Jobs ในฐานะหัวเรือใหญ่ของ Apple และโรงงานชิป VLSI ในสหรัฐฯ ตั้ง ARM ที่ย่อมาจาก Acorn Risc Machine ขึ้นเพื่อผลิตชิปจิ๋วแต่แจ๋วอย่างจริงจัง

จากนั้นในปี 1992 Apple ก็พัฒนา Newton คอมพิวเตอร์แบบพกพาขนาดเท่าฝ่ามือขึ้น ซึ่งชิปที่ใช้คือชิปเล็กแต่ประสิทธิภาพเกินตัวของ ARM ที่บริษัทถือหุ้นอยู่กว่า 40% นั่นเอง

ทว่าน่าเสียดายที่ Newton มีอายุสั้น เพราะไม่เป็นที่นิยม จนต้องเลิกผลิตหลังวางตลาดได้ไม่กี่ปี แต่ ARM ยังคงพัฒนาองค์ความรู้ด้านชิปดังกล่าวนี้ต่อไป และต่อมาจะสำคัญกับอุปกรณ์ขนาดพกพา (Mobile device) ทุกอย่าง

ปี 1997 Steve Jobs วางแผนกลับมาเป็นหัวเรือใหญ่ Apple ด้วยการให้ Apple ซื้อกิจการ Next ที่ตนบริหารอยู่ ซึ่งที่สุดแผนนี้สำเร็จ โดยเงินที่ซื้อ Next ก็มาจากการขายหุ้น Apple ใน ARM ทิ้งไปนั่นเอง

จากนั้นแม้ ARM ล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็พัฒนาสู่ค่ายชิปที่ค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่าง Nokia ต้องการ และต่อมาในปี 2007 เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone 1 หนึ่งในชิปที่อยู่ภายในก็คือชิปของ ARM

ถัดจากนั้นชิป ARM ที่ออกแบบก็มีอยู่ใน Smartphone ส่วนใหญ่ทั่วโลก และตัวบริษัทก็ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ

Masayoshi Son

ข้ามมาปี 2016 Softbank ค่ายโทรคมนาคมญี่ปุ่นของ Masayoshi Son มหาเศรษฐีญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลี ทุ่ม 30,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ซื้อกิจการ ARM เพราะคาดการณ์ว่าต่อไปชิปจะทวีสำคัญอย่างยิ่งยวดต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งระบบ

คาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการปรับตัวของบริษัทญี่ปุ่นที่หันไปครอบครององค์ประกอบสำคัญใน Supply chain อุตสาหกรรมเทคโนโลยี หลังถูกค่ายเทคเกาหลีใต้แซงและจีนไล่ตามทัน

จากนั้น ARM เป็นเหมือนตู้ปั๊มเงินให้ Softbank เพราะชิป ARM ไม่ได้อยู่ใน Smartphone เท่านั้น แต่ยังอยู่ในสินค้าเทคโนโลยีอีกมากมาย

เช่น Drone แว่น VR, อุปกรณ์แบบสวมใส่ (Wearable Tech) และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถสื่อสารกันได้ผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet of Things-IoT)

แต่แล้วก็มีเรื่องให้ ARM อาจจะช้ำจากการโดนเทอีกครั้ง โดยปี 2020 Softbank จำเป็นต้องขายทิ้งบางบริษัทออกไป เพื่อชดเชยความเสียหายจากวิกฤต WeWork บริษัทดังในธุรกิจให้เช่าสำนักงานร่วม (Co-working space) ชื่อเสียงเสื่อมเสียจน CEO ถูกบีบให้ออก และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด

บริษัทที่ Softbank ตัดใจขายทิ้งคือ ARM และ Nvidia ก็ให้ความสนใจ โดยคาดกันว่าหากดีลลุล่วงจะถือเป็นดีลยักษ์ในวงการชิป ที่ค่ายชิปชั้นสูงสัญชาติอเมริกันติดปีกหลังคว้าค่ายชิปประสิทธิภาพสูงสัญชาติอังกฤษไปอยู่ใต้ชายคา

ดีลนี้กลับกลายเป็นดีลยืดเยื้อ เพราะรัฐบาลอังกฤษและสหภาพยุโรปเห็นว่าเป็นการผูกขาด จนที่สุดสั่งเบรกให้ดีลล่มไปในปี 2022

มาปีนี้ ARM เผยว่ามีแผนทำ IPO โดยเป็นดีลที่ถูกจับตามอง เพราะเป็นการคืนตลาดหุ้นหลังถอนตัวออกจากตลาดหุ้นอังกฤษเมื่อปี 2016 และเปลี่ยนจากอยู่ในตลาดหุ้นอังกฤษไปเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ที่สุดเมื่อ 14 กันยายนที่ผ่านมา ARM ก็ทำ IPO ในสหรัฐฯ  โดยราคาหุ้นไปปิดที่ 63.59 ดอลลาร์ (ราว 2,275 บาท) ต่อหุ้น ดัน Market cap ของบริษัทเพิ่ม 25% เป็น 65,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท)  

ประเด็นน่าติดตามจากนี้คือ ARM จะพัฒนาชิปประสิทธิภาพสูงออกมาได้อีกมากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางภาพรวมของอุตสาหกรรมชิปที่คงจะโตขึ้นอีกมหาศาล

เพราะชิปประสิทธิภาพสูงจะยิ่งทวีความสำคัญต่อแวดวงเทคโนโลยีและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน/cnn, bbc, wikipedia, theguardian



ติดตาม Marketeer ได้หลากหลายรูปแบบ

.
Marketeer ฉบับดิจิทัล : อ่านบน Ookbee / อ่านบน meb
.
Marketeer ฉบับ PDF : https://marketeermagazine.com/
.
Marketeer ฉบับกระดาษ : สั่งซื้อทางไปรษณีย์ Inbox มาที่ เพจ Marketeer Online