ยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างแพลตฟอร์ม OTT (Over the Top) หรือวิดีโอสตรีมมิ่งที่เรียกกันจนคุ้นชิน เพื่อแย่งชิงเวลาคนดูวิดีโอสตรีมมิ่ง ไม่รวมยูทูบ) ในไทยที่มีทั้งสิ้น 26 ล้านคน ที่มีแอปวิดีโอสตรีมมิ่งมากถึง 4.5 แอปฯ ในหนึ่งดีไวซ์ และ มากถึง 92% มีมากกว่า 1 แอปฯ
ในตลาดวิดีโอสตรีมมิ่ง WeTV เป็นอีกผู้ร่วมแข่งขันรายหนึ่งที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 4 ปีที่ผ่านมา
การเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่ WeTV พาตัวเองออกจากประเทศจีน
ซึ่งถ้าไม่นับจีนประเทศต้นกำเนิดในชื่อ Tencent Video ในวันนี้ไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของ WeTV ที่จะก้าวต่อไปในอนาคต นอกเหนือจากอินโดนีเซียอีกประเทศหนึ่ง

การทำตลาดของ WeTV นับตั้งแต่ 4 ปีที่ผ่านมาในไทยเน้นในจุดเด่นของซีรีส์จีน และต่อยอดด้วยซีรีส์ไทย ซีรีส์วาย ออริจินัลคอนเทนต์ และอนิเมะดึงดูดกลุ่มผู้ชม
พร้อมกับทำตลาดสร้างรายได้ผ่าน 2 รูปแบบ ได้แก่
1. รายได้จากกลุ่มผู้ชมสมัครสมาชิก (Subscription Video on Domain)
2. รายได้จากโฆษณาผ่านบริการรับชมคอนเทนต์แบบมีโฆษณาโดยไม่เสียค่าสมาชิก (Advertising Video on Domain)
ในปัจจุบัน WeTV มีการเติบโตผู้ชมสมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น 40% ส่วนหนึ่งมาจากการจับมือกับพาร์ตเนอร์ทำแคมเปญในรูปแบบต่าง ๆ และมีรายได้จากผู้ชมกลุ่มนี้เติบโตถึง 62% นับจากปีที่ผ่านมา
พร้อมกับฐานผู้ชมที่แอคทีฟต่อเดือน 13.5 ล้านคน จาก 45 ล้านที่ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ
ผู้ชมทั้งหมดของ WeTV ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้หญิงมากถึง 70% ผู้ชาย 30%
เหตุผลที่มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายมาจากส่วนใหญ่ผู้หญิงจะดูซีรีส์จีน และซีรีส์ไทย ส่วนผู้ชายจะดูอนิเมะเป็นหลัก
ที่ผ่านมาคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมของลูกค้า WeTV ไทย ประกอบด้วย
ซีรีส์จีน 55% โดยกลุ่มผู้ชมเป็นกลุ่มผู้หญิง 80% ที่อายุ 25-44 ปี
ซีรีส์ไทย 24% เป็นกลุ่มผู้หญิง 90% อายุ 18-34 ปี
อนิเมะ 21% เป็นกลุ่มผู้ชาย 50% อายุ 18-34 ปี
เมื่อมองไปที่กลุ่มผู้ชมทั้งหมดของ WeTV ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 25-34 ปี สัดส่วน 31%
รองลงมา ได้แก่ อายุ 18-24 ปี สัดส่วน 26%
อายุ 35-44 ปี สัดส่วน 22%
อายุ 45-54 ปี 11%
อายุ 55-64 ปี 6%
อายุ 65 ปีขึ้นไป 4%
อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 60% ต่างจังหวัด 40%
และนิยมชมผ่าน
Mobile App 80%
TV App 14%
Website 6%
ความน่าสนใจคือช่องทางชมผ่าน TV App เติบโต 30%
จากกลุ่มผู้ชมและพฤติกรรมในการชมคอนเทนต์ของ WeTV
ในปี 2024 WeTV ต้องการสร้างรายได้และยอดผู้ชม WeTV ให้เพิ่มขึ้นในระยะยาว เพื่อแข่งขันแย่งชิงเวลาคนดูกับคู่แข่ง
กรกพร ปรัชญาเศรษฐ ผู้จัดการ WeTV ประจำประเทศไทย บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์บุกตลาด ผ่าน 3 แนวทางประกอบด้วย
1. ให้ความสำคัญกับออริจินัลคอนเทนต์ ซีรีส์จีนและวาไรตี้
ในปีหน้า WeTV มีแผนลดคอนเทนต์ที่นำมาจากทีวีลดลงจากการมองเห็นคอนเทนต์ที่นำมาจากทีวีเป็นคอนเทนต์ที่ซื้อมาเพียงแค่ให้ผู้ชมรับชม ไม่สามารถต่อยอดไปยังรายได้อื่น ๆ ได้
แต่ยังคงให้ความสำคัญกับซีรีส์จีนซึ่งเป็นคอนเทนต์ยอดนิยมหลัก
พร้อมกับพัฒนาออริจินัลคอนเทนต์ไทยมาเสิร์ฟให้กับผู้ชมมากขึ้น ผ่านการจับมือกับเฮดไลน์เนอร์ ไทยแลนด์ ผู้ทำธุรกิจบริหารจัดการและพัฒนานักแสดง-ศิลปินครบวงจรในเครือเทนเซ็นต์
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา WeTV ประเทศไทยมีออริจินัลคอนเทนต์ 56 เรื่อง และในปีนี้มีแผนที่จะทำออริจินัลคอนเทนต์ 6 เรื่อง เน้นไปยังซีรีส์วายในมุมมองต่าง ๆ เป็นหลัก จากการเห็นการเติบโตของซีรีส์วายที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
ความนิยมนี้ส่วนหนึ่งวัดได้จากปี 2019 มีซีรีส์วายเพียง 30 เรื่อง ส่วนปีที่ผ่านมามีมากถึง 100 เรื่อง
และเมื่อซีรีส์วายออนแอร์มีการพูดถึงจนติดเทรนด์เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) เป็นอันดับหนึ่ง
ซึ่งการทำออริจินัลคอนเทนต์นอกเหนือจากสร้างความแตกต่างด้านคอนเทนต์จากคู่แข่งแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ให้กับผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศนำไปเผยแพร่ได้อีกทางหนึ่ง
และ WeTV ยังคาดหวังว่า ออริจินัลคอนเทนต์ไทยจะสามารถสร้างการเติบโตให้กับผู้ชมกลุ่มซีรีส์ไทยให้เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2023
นอกจากนี้ WeTV ยังมีแผนสร้างจุดเด่นดึงดูดกลุ่มผู้ชมด้วยการให้ความสำคัญกับคอนเทนต์วาไรตี้ ด้วยการนำรูปแบบรายการไอดอลเซอร์ไววัล Chung ที่ได้รับความนิยมในจีนมาปรับเป็นรายการ Chung Asia มานำเสนอในประเทศไทย ออกอากาศ กุมภาพันธ์ 2024
พร้อมนำ แจ็คสัน หวัง มาเป็น Lead Mentor ในรายการ เพื่อจับกลุ่ม Gen Z อายุ 15-26 ปีเป็นหลัก
การนำ Chung Asia มานำเสนอมาจากการมองเห็นความนิยมผู้ชมไทยที่มีกับรายการ Chung
เพราะรายการ Chung ที่ผ่านมาสามารถสร้าง Engagement มีผู้ชมคนไทยในโลกโซเชียลได้ถึง 32 ล้าน Engagement
Chung2021 รอบไฟนอลติดเทรนด์เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) ในไทยอันดับหนึ่งใน 8 ชั่วโมง และมีทวิตพูดถึง 1 ล้านทวิตด้วยกัน
โดยรายการ Chung Asia WeTV วางกลยุทธ์การดึงดูดผู้ชมด้วยการออกอากาศผ่านช่อง One31 ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์หลักรายการนี้ ควบคู่ไปกับออกอากาศทาง WeTV และมีแผนที่จะนำไปออกอากาศทางช่องทีวีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์อีกทางหนึ่ง
2. สร้างประสบการณ์กับผู้ชมกับศิลปินที่ชื่นชอบ ด้วยการเปิดฟีเจอร์ Bubble ให้แฟนคลับสามารถเข้ามาพูดคุยกับศิลปิน ดาราที่ชื่นชอบในรูปแบบคอมมูนิตี้
ตลอดจนเปิดฟีเจอร์ New VDO Splash Screen เสริมให้กับผู้ลงโฆษณาที่ช่วยเพิ่ม CTR (Click Through Rate) ได้ถึง 100% เป็นต้น
อย่างไรก็ดี แม้ WeTV จะมีแผนสร้างรายได้และดึงดูดลูกค้าตามที่ได้กล่าวมา แต่ในตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งในประเทศไทยก็ยังมีความท้าทายจากคู่แข่งทั้งแพลตฟอร์มจากไทยที่ช่องต่าง ๆ มีแพลตฟอร์มออนไลน์ของตัวเอง อเมริกาและจีนด้วยกัน
และ WeTV จะพาตัวเองเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ สิ้นปี 2024 รู้กัน
–
