ท่ามกลางความคึกคักในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางของคนทั่วโลกหลังวิกฤตโควิดที่ตีกรอบให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตในบ้านผ่านพ้นไป คนวัยทำงานทั่วโลกที่พอมีกำลังทรัพย์ก็พากันเดินทางท่องเที่ยว

มีทั้งแบบสบายกระเป๋าในประเทศ และยอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ไปต่างประเทศ เพื่อให้ได้พักร้อนได้คลายเครียด

และทลายความอัดอั้นตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา โดยสิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องพกไปในยุคนี้ คือสมาร์ตโฟน

เพราะนอกจากอำนวยความสะดวกสารพัดตั้งแต่ติดต่อสื่อสาร และหาข้อมูลแล้ว เจ้าอุปกรณ์ขนาดพกพาเหล่านี้ยังเป็นเหมือนกระเป๋าเงิน ที่สามารถซื้อและจ่ายค่าบริการต่าง ๆ ผ่านแอปที่ผูกกับบัญชีธนาคารอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากสังเกตให้ดีอีกสักหน่อยจะเห็นว่ามักมีหนึ่งหรือสองคนในกลุ่มนักท่องเที่ยว ก้มมองหน้าจอบ่อยกว่าคนอื่นๆ พร้อมหน้าตากระวนกระวาย ถามหาสัญญาณ Wi-Fi

หรือแม้กระทั่งพกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมาด้วย และกางทำงานทันทีเมื่อทำได้ โดยคนกลุ่มนี้คือ FOSO

FOSO ย่อมาจาก Fear Of Switching Off หมายถึงกลุ่มคนที่กลัวว่าอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตขนาดต่าง ๆ ที่พกมาด้วย ตั้งแต่สมาร์ตโฟนจนถึงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เกิดขัดข้องจนถูกตัดขาด ไม่ต่างจากโดนกดปุ่มปิด

หากเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นพวกเขาจะกระวนกระวายมาก เพราะพลาดความเป็นไปต่าง ๆ โดยเฉพาะไม่สามารถติดต่อเรื่องงาน และสอบถามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ

Priority Pass บริษัทที่ปรึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ระบุว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยววัยทำงานตามการสำรวจใน 11 ประเทศเป็น FOSO  

เช่น ที่ปรึกษาด้านกฎหมายรายหนึ่งซึ่งยอมรับว่าแทบไม่มีความสุขเลยระหว่างเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในไทย เพราะต้องหมั่นอัปเดตงานอยู่ตลอด และไม่สบอารมณ์อย่างไรหากทำงานไม่ได้หลังบางจุดในไทยสัญญาณขัดข้อง

กลุ่ม FOSO มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่ม FOMO ที่ย่อมาจาก Fear Of Missing Out ซึ่งกลัวพลาดความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เห็นได้จากสมาร์ตโฟนและสื่อโซเซียล แต่มีข้อแตกต่างตรงที่มักเป็นเรื่องงาน

และผลสืบเนื่องมาจากความก้าวหน้ากับความทั่วถึงของเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งเมื่อรวมกับเทรนด์การทำงานได้จากทุกที่ (Work from Anywhere) จากทั้งสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีแอปประชุมออนไลน์ อย่าง Zoom หรือ Team อยู่ FOSO จึงรุนแรงขึ้น

จนอาจกล่าวได้ว่า ทำให้คนวัยทำงานยุคนี้จำนวนไม่น้อยตัดขาดจากงานไม่ได้ ทั้งที่เป็นวันหยุดหรือช่วงลาพักร้อน

ข้อมูลจาก Priority Pass ยังชี้ให้เห็นรายละเอียดอื่น ๆ ของอาการ FOSO คนวัยทำงานแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มที่เป็น FOSO มากสุดคือ Gen Z ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-27 ปี เพราะคุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน และหาข้อมูลในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ มากสุดอยู่เป็นประจำจนกล่าวได้ว่าขาดไม่ได้

ส่วน Gen X หรือ Babyboom ที่เป็นรุ่นน้า พ่อแม่ หรือลุงป้า ในออฟฟิศเดียวกัน สามารถรับมือกับอาการ FOSO ได้ดีกว่า Gen Z และ Gen Y เพราะเกิดมาในยุคที่ต้องฝากข้อความ โทรศัพท์ หรือเขียนจดหมาย

การเชื่อมต่อจึงไม่ได้ไร้รอยต่อ เข้าถึงทุกช่องทาง เหมือนเช่นปัจจุบัน ดังนั้น จึงปล่อยวาง รอได้ และไม่กังวลมากเกินไปเมื่อการสื่อสารถูกตัดขาด

จากข้อมูลทั้งหมดอาจกล่าวได้ว่า FOSO เป็นปัญหาของประเทศโลกที่ 1 หรือประเทศพัฒนาแล้ว และผลเสียของการเสพติดอัปเดตข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมองข้ามไม่ได้เพราะจะคุกคามสมดุลชีวิตระหว่างงานกับการพักผ่อน

แต่ขณะเดียวกันก็สามารถบรรเทาหรือแก้ไขได้ด้วยการขีดเส้นแบ่งระหว่างงานกับการพักผ่อนให้ชัดเจน ปล่อยวาง หรือใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อตัดหรือบรรเทาอาการ FOSO เช่น ใช้แอปเข้าโซนสงบ (Monk mode) ในสมาร์ตโฟนหรือไปเข้าคอร์สบำบัดการเสพติดอุปกรณ์ดิจิทัล (Digital detox)

ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็น JOMO หรือ Joy Of Missing Out ที่ไม่กังวลหรือมีความสุขขึ้นเมื่อพลาดการอัปเดต ไม่ว่าด้วยความสมัครใจหรือด้วยข้อติดขัดต่าง ๆ ก็ตาม/cnbc, olimaitland


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer