ด้วยความอาลัยของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เฟซบุ๊กเพจ Kontuajew (คนตัวจิ๋ว)ของสุชาณัฐ ชิดไทย ศิลปินถ่ายภาพที่นำหุ่นปั้นคนตัวจิ๋วมาจัดวางบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างน่าสนใจมายาวนานกว่า 3 ปี คือหนึ่งในตัวแทนชาวไทยที่บอกเล่าเรื่องราว พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ โครงการพระราชดำริของพระองค์ท่านพร้อมบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายและตัวอักษรอย่างน่าประทับใจ ในทุกๆ วันผ่านเพจ Kontuajew

13.10.2016 : ” จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดต่อไป เพื่อในหลวงของเรา ”

14.10.2016 :

15.10.2016 : “เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล”

16.10.2016 : “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์”

17.10.2016 : ” เรา <3 ในหลวง ”

18.10.2016 : “ท่านยังคงอยู่ในใจของคนทั้งประเทศ ตราบนานเท่านาน”

19.10.2016 : “พระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นคีตกวีและนักดนตรีที่ชาวโลกยกย่อง ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์เพลง แยกและเรียบเรียงเสียงประสาน ทรงเป็นครูสอนดนตรีแก่ข้าราชบริพารใกล้ชิดและทรงซ่อมเครื่องดนตรีได้ด้วย ตลอดจนทรงเชี่ยวชาญในศิลปะแขนงต่างๆ อย่างแท้จริง สมกับที่พสกนิกรชาวไทยน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน”

20.10.2016 :

“…คราวใดที่ชาวไทยมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อประเทศชาติแล้ว ชาติก็ได้รอดพ้นจากภัยพิบัติสู่ความสุขความเจริญ แต่คราวใดที่ขาดความสามัคคีกลมเกลียวกัน ก็ต้องประสบเคราะห์กรรมกันทั้งชาติ จึงเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลาย ที่จะต้องร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด…”

พระบรมราโชวาท ในพิธีสวนสนามทหารรักษาพระองค์

ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2505

 

21.10.2016 : ” พ่อไม่เคยบอกให้เรารักพ่อ … แต่พ่อบอกให้เรารักกัน ”

22.10.2016 : วันนี้ผมและครอบครัวได้เดินทางไปยังท้องสนามหลวง เพื่อไปร่วมจุดเทียนและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ตั้งแต่เดินทางไปถึงประมาณทุ่มกว่าๆ ฝนก็เริ่มตกลงมาอีกครั้ง จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาร้องเพลง ซึ่งก็คือ 4 ทุ่มตรง … ฝนก็หยุดตกขึ้นมาซะอย่างงั้น … จึงทำให้การบันทึกภาพประวัติศาสตร์รอบสุดท้ายในวันนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ( ถึงแม้จะร้อง 2 รอบก็ตาม 555 )

ภาพที่ผมถ่ายคนตัวจิ๋วในวันนี้ ดูเผินๆก็คงไม่มีความหมายอะไร แต่จริงๆแล้วมันคือเทียนที่ผมและพ่อแม่ ร่วมจุดพร้อมกับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมๆกับผู้คนนับแสนในท้องสนามหลวง เป็นภาพที่รู้สึกว่าลงแค่ภาพคงไม่ได้แน่ๆ จึงได้ใส่เสียงบรรยากาศสดๆ ณ เวลานั้นมาให้ได้ฟังกัน ( ต้องขอโทษด้วยสำหรับเสียงร้องอันไร้ซึ่งความไพเราะของผม โดยเฉพาะช่วงหลังๆ … )

“ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิรกราน

นบพระภูมิบาล บุญญดิเรก

เอกบรมจักริน พระสยามินทร์

พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล

ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์

ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด จงสฤษฎ์ดัง

หวังวรหฤทัย ดุจถวายชัย ชโย”

หนึ่งเรื่องที่ต้องจดจำและเล่าสู่รุ่นลูกและหลาน สวัสดีครับ

 

23.10.2016 : รักพ่อ ควรนำคำสอนของพ่อไปใช้ ใกล้ตัวที่สุดคือการอยู่อย่างพอเพียง ประหยัดและอดออม

24.10.2016 : ” สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ ”

25.10.2016 : ” King Bhumibol, the Beloved King of Thai people and people around the world ”

26.10.2016 : “แม้พสกนิกรชาวไทยจะเศร้าโศกเพียงใด แต่ท่านยังคงสว่างไสวอยู่ในหัวใจชาวไทยชั่วกาลนาน”

27.10.2016 : เงินแต่ละบาทใช่ว่าจะหามาได้โดยง่าย

เวลาจะใช้เงินควรมีสติ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ใช้เท่าที่จำเป็น ไม่มากเกินไปและไม่น้อยจนเกินไป

” เศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น

หมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง ”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

28.10.2016 : “ เปลี่ยน มัน ให้ เป็น เงิน ”

สำหรับชื่อของโครงการ “ชั่งหัวมัน” เกิดจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล มีชาวบ้านนำมันเทศซึ่งเป็นพืชที่ปลูกอยู่ในท้องถิ่นมาถวาย เมื่อต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯ เลยรับสั่งให้เจ้าหน้าที่นำหัวมันเทศนั้นไปวางบนตาชั่งในห้องทรงงาน และเมื่อเสด็จกลับมาหัวหินทรงพบว่ามันเทศหัวนั้นแตกใบออกมา จึงมีรับสั่งให้นำหัวมันเทศนั้นไปปลูกใส่กระถางไว้ในวังไกลกังวล แล้วมีพระราชดำรัสให้จัดหาพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศซึ่งเป็นพืชที่สามารถปลูกขึ้นได้ทุกที่ แม้ว่าจะวางตั้งทิ้งไว้บนตาชั่งนั่นเอง

” หัวมันบนตาชั่งยังขึ้นได้ แล้วที่แห้งแล้งขนาดไหน…มันก็ต้องขึ้นได้ ”

 

29.10.2016 : ไม่ใช่ไม่ยอมใช้เลย…แต่ต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากที่สุดเท่าที่จะมากได้…ไม่ใช้แบบเหลือทิ้งเหลือขว้าง

“ยาสีพระทนต์ของในหลวง”

เรื่องราวความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคุณจิก ประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๓ คอลัมน์ “คุยกับประภาส”

30.10.2016 : “สายสร้อยรอบคอครึ่งเส้น ถุงเท้าขาวทั้ง ๔ ขา จมูกแด่น หางม้วนปลายดอกสีขาว”

… คือลักษณะเด่นของคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงลำดับที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว … คุณทองแดงป็นสุนัขที่กตัญญูรู้คุณเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับแม่มะลิ ซึ่งเป็นเสมือนแม่นมของคุณทองแดง ที่แม้เมื่อแยกกันอยู่แล้ว ทุกครั้งที่คุณทองแดงพบกับแม่มะลิ จะแสดงความเคารพแม่มะลิอยู่เสมอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงยกย่องว่า…

“ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต่ำต้อย”

ในรูปคือคุณทองแดงและหลาน วาดโดยคุณสุวิทย์ หลีดุลย์

 

31.10.2016 : “นมอัดเม็ดจิตรลดา” … จากปัญหานมล้นตลาด สู่ของฝากยอดนิยม

ในปี 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินประพาสประเทศเดนมาร์ก และทรงศึกษาการทำฟาร์มโคนมเพื่อเป็นอาชีพใหม่แก่เกษตรกรไทย

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พื้นที่ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา จัดตั้งเป็นโครงการส่วนพระองค์ พระราชทานโรงโคนมสวนจิตรลดาในปี 2505 เพื่อเลี้ยงโคนมเพื่อศึกษา ทดลอง วิจัย และพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นแนวทางในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ และอาชีพที่เลี้ยงดูชีวิต และปากท้องของพสกนิกรชาวไทย ให้ได้อยู่ดีมีสุข สุขภาพแข็งแรง ตามแบบฉบับเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อเหล่าเกษตรกรโคนมในประเทศไทย ประสบปัญหาภาวะนมสดล้นตลาด 2512 พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ศึกษาค้นคว้าหาความเป็นไปได้ที่จะแปรรูปน้ำนมดิบเป็นนมผง เพื่อให้เก็บไว้ได้นาน โรงนมผงสวนดุสิต นอกนี้ยังทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งศูนย์รวมนมเปิดรับซื้อนมสดจากเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และนำนมสดเหล่านั้นมาผ่านกระบวนการผลิต และจัดจำหน่ายในราคาย่อมเยา เพื่อให้ประชาชนได้ดื่มนมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้มากขึ้น

ในปี 2527 จึงได้เริ่มมีการผลิตนมอัดเม็ด เพื่อต่อยอดจากผลิตภัณฑ์นมผง เป็นการแปรรูปจากผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ เพิ่มเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับประชาชนชาวไทยได้บริโภคอาหารดีมีประโยชน์ ในราคาที่ย่อมเยาเหมือนเดิม

 

1.11.2016 : ” โครงการพระราชดำริฝนหลวง ”

โครงการพระราชดำริฝนหลวง เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร ๑๕ จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตร เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงกรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ควายเหล็กที่มีชื่อเสียงเข้าเฝ้าฯ แล้วพระราชทานแนวความคิดนั้นแก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล

การทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองเป็นแห่งแรกโดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice หรือ solid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน ๑ ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลอง ในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆ ทดลองเหล่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจนเกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็วแล้วเคลื่อนตัวตามทิศทางลมพ้นไปจากสายตาไม่สามารถสังเกตได้ เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผล โดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน และได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า

“การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้”

ข้อมูลจาก กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

 

2.11.2016 : ” ในหลวงกับสมเด็จย่า เปลี่ยนฝิ่นเป็นแมคคาเดเมียอันแสนอร่อย ”

โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี ทรงสัมผัสความทุกข์ยากของชาวบ้านบนดอยตุงซึ่งมีชีวิตอยู่ในวังวนของการปลูกและค้ายาเสพติด อีกทั้งวงจรการค้ามนุษย์ซึ่งกลายเป็นปัญหาสังคมอย่างไม่จบสิ้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเล็งเห็นถึงต้นเหตุแห่งปัญหาว่าเกิดจากความยากจน ความไม่รู้ และการขาดโอกาสในชีวิตของผู้คนในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร จึงทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่ต้องหยุดวงจรแห่งความทุกข์ยาก โดยพัฒนาคนอย่างมีบูรณาการ ควบคู่ไปกับด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ไปในเวลาเดียวกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้ชุมชนดอยตุงสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างมีคุณภาพต่อเนื่อง โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2531 บนพื้นที่ดำเนินงาน 93,615 ไร่ ในเขตอำเภอแม่จัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 29 หมู่บ้านของชนเผ่าอาข่า ลาหู่ จีนก๊กมินตั๋ง ไทใหญ่ ไทลื้อ และไทลัวะ ประมาณ 11,000 คน



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer