แอสเซทไวส์ กางแผน 2567 เปิด 12 โครงการใหม่ทั้งกรุงเทพฯ EEC มูลค่ารวม 25,920 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 17,800 ล้านบาท โต 8% และเป้าหมายรายได้ 8,700 ล้านบาท พร้อมอัปเดตพอร์ตอสังหาฯ ภูเก็ต ลุยเปิดครอบคลุมทั้ง Leisure คอนโดมิเนียม และวิลล่าระดับลักชัวรี

 

คุณกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “ASW” กล่าวว่า ปี 2566 บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมรวม 15 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 30,260 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่วางไว้เดิม 12 โครงการ และสามารถทำยอดขายได้ 16,486 ล้านบาท สูงทะลุเป้าที่วางไว้ ซึ่งเติบโตกว่า 16% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

โดยบริษัทได้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น คอนโดมิเนียม, บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และบ้านระดับลักชัวรี เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าในหลากหลายเซกเมนต์บนทำเลศักยภาพในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะ จ. ภูเก็ต

แผนดำเนินงานปี 2567 ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่า 25,920 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 9 โครงการ และแนวราบ 3 โครงการ ปักหมุดทั่วเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทั้ง ศรีราชา บางแสน และระยอง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและแหล่งนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง

 

พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขายอยู่ที่ 17,800 ล้านบาท เติบโตประมาณ 8% จากปี 2566 และเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 8,700 ล้านบาท

พอร์ตอสังหาริมทรัพย์ที่ภูเก็ต ปัจจุบันแอสเซทไวส์พัฒนาคอนโดมิเนียมแบรนด์ THE TITLE ภายใต้บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “TITLE” ในเครือแอสเซทไวส์ ซึ่งบริษัทมีจุดแข็งเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ทั้งเซลส์ซึ่งมาจากชาติที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดในจังหวัด อย่างรัสเซีย, นายหน้าอสังหาฯ ในจังหวัดที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับ TITLE กว่า 100 คน

ล่าสุดบริษัทได้เปิดขายโครงการ เดอะ ไทเทิล เลเจนดารี บางเทา ในช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างดีเยี่ยม จนตอนนี้มียอดขายรวมแล้วกว่า 80%

ปี 2567 บริษัทมีแผนเปิดตัว 3 โครงการใหม่ ได้แก่ โครงการเดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท โครงการเดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท และโครงการเดอะ ไทเทิล ราไวย์ มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมลงทุนพัฒนาโครงการ โบทานิก้า แกรนด์ อเวนิว (BOTANICA Grand Avenue) ลักชัวรีพูลวิลล่าที่เป็นเมกะโปรเจกต์ มูลค่าสูงถึง 13,000 ล้านบาท ในสัดส่วน 30% ทำให้พอร์ตอสังหาฯ ในภูเก็ตของแอสเซทไวส์มีความครบเครื่องมากยิ่งขึ้น มีโปรดักต์ครอบคลุมทั้ง Leisure คอนโดมิเนียม และวิลล่าระดับลักชัวรี

ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ บริษัทแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่ ๆ ต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้โครงการ Mingle Mall ธุรกิจประเภทศูนย์สุขภาพและคลินิกด้านความงาม บนใจกลางย่านรัชดาภิเษก

และล่าสุดกับ มิงเกิ้ล สปอร์ต วิลเลจ (Mingle Sport Village at Rangsit) ศูนย์กีฬาในร่มเอาใจสายรักสุขภาพ รวมถึง Rocket Fitness โดยใช้ประสบการณ์และความชำนาญในด้านการทำธุรกิจอสังหาฯ ที่ยาวนานกว่า 19 ปี ภายใต้การบริหารงานของ “บริษัท เทรเชอร์ เอ็ม จำกัด” ในเครือแอสเซทไวส์ รวมถึง ZAAP World ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ คอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่าง ๆ  ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็ม และเสริมความแข็งแกร่งด้านธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ

บริษัทยังมีโครงการที่สร้างเสร็จใหม่พร้อมโอนในปี 2567 อีกจำนวน 9 โครงการ ซึ่งแบ่งเป็นคอนโดมิเนียม จำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 9,557 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 2 โครงการ งบซื้อที่ดินทั้งปีนี้ 2,000-3,000 ล้านบาท ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ตรวมกัน

ปัจจุบัน บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ถึง 19,500 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 13,700 ล้านบาท โครงการในทำเล EEC จำนวน 1,800 ล้านบาท และโครงการในภูเก็ตอีกกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2567 ต่อเนื่องไปถึงปี 2569

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรด้วยการปรับโครงสร้างภายใน โดยแต่งตั้งผู้บริหารของแต่ละกลุ่มธุรกิจเป็นแม่ทัพในการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะสามารถพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีความเข้าใจความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงาน เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงต่อไป

ภาพรวมอสังหาฯ ปี 2567 ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตในทิศทางเดียวกับ GDP ของประเทศ ซึ่งแนวโน้มภาพรวมในวันนี้ยังมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ปัจจัยบวกที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมและกระตุ้นกำลังซื้อในปีนี้ มีหลายปัจจัย

เช่น การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียม โอน-จดจำนอง ออกไปอีก 1 ปี รวมถึงมาตรการฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 มีนาคม 2567 นี้จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจรวมถึงภาคอสังหาฯ กลับมาคึกคักอีกครั้ง

อสังหาฯ ใน จ. ภูเก็ต บริษัทประเมินว่ายังมีดีมานด์เติบโตไปได้อีก 10 ปี ตลาดมีความเป็นซีซั่นนอล ราคาที่ดินเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตสามารถแบ่งทำเลเป็นเรสซิเดนเชียล ฝั่งทะเลนอก อาทิ หาดในยาง 15-30 ล้านบาทต่อไร่ หาดในทอน 20-40 ล้านบาท หาดบางเทา, สุรินทร์ 20-40 ล้านบาท และอาจถึง 100 ล้านบาท สำหรับที่ติดหาด หาดป่าตอง 40-100 ล้านบาท และโซนที่ยังมีที่ดินเหลือมากอย่าง หาดกะหลิม, กมลา 20-40 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนหาดทำเลในเมือง จ. ภูเก็ต ฝั่งขวาจะเป็นกลุ่มที่จอดเรือเนื่องจากต้องหลบคลื่น และทางซ้ายจะเป็นหาดทรายโดยธรรมชาติ ส่วนราคาที่ดินฯ ยังไม่ขยายตัวเท่าฝั่งทะเลนอก และปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาฟื้นตัวทั้งจังหวัดเท่ากับก่อนโควิด ขณะที่ราคาที่ดินฯ ที่บริษัทพัฒนาอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาทต่อไร่