เมื่อพูดถึงคำว่า FinTech หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมาเนิ่นนานแล้ว

คำว่า FinTech มีที่มาจากคำว่า Financial + Technology หรือแปลตรงตัวเลยก็คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตู้ ATM บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตที่เราใช้ๆ กัน แต่ที่ FinTech กลายมาเป็นกระแสที่ผู้คนหยิบยกขึ้นมาพูดกันมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพราะการมาของเหล่า Startups ทั้งหลายที่เล็งเห็นช่องว่างทางธุรกิจใหม่ๆ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านนวัตกรรม ทำให้เรื่องของ FinTech มีรูปแบบที่หลากหลายและเข้าถึงพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภค รวมทั้งแก้ปัญหาให้กับผู้คนได้มากขึ้นแบบที่บางครั้งธนาคารใหญ่ๆ ก็ยังไม่สามารถทำได้

รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุน โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต ที่มักจะออกมาจัด FinTech Forum งานสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ องค์กร และบุคคลทั่วไปอยู่บ่อยครั้ง

และครั้งล่าสุดกับงาน ‘SEC FinTech Day 2017’ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่ถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิดอย่าง ‘Crossing Boundaries Together’ เน้นย้ำการสนับสนุนและปลุกกระแสให้ทุกภาคส่วนในตลาดทุนตื่นตัว และเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี

สำหรับใครที่พลาดงานดี ๆ ในครั้งนี้ไปก็ไม่ต้องเสียดาย เพราะวันนี้ Marketeer ได้หยิบยกข้อมูลที่น่าสนใจบางส่วนมาแบ่งปันให้คุณผู้อ่านได้ฟังกัน

โดยงานสัมมนาในครั้งนี้ นำโดย รพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต ที่ได้ออกมาเปิดเผยกลยุทธ์สำคัญขององค์กรว่าในช่วง 3 ปีต่อไปนี้ จะใช้เทคโนโลยีมาทำให้ผู้คนทั่วๆ ไป หรือผู้ประกอบการต่าง ๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างง่ายดายมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยี FinTech ของเหล่า Startup มาเพิ่มอำนาจในการต่อรอง และประสิทธิภาพของธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยเติบโตขึ้นไปได้

SEC FinTech Day 2017 ประกอบไปด้วย 3 Section หลัก ๆ นั่นก็คือ

1. การบรรยายและเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวกับ FinTech
2. นิทรรศการให้ความรู้และความเข้าใจในเรื่องของ FinTech จากบริษัท Startups ต่างๆ
3. กิจกรรมการแข่งขัน FinTech Challenge รอบชิงชนะเลิศ

การบรรยายและเสวนาในประเด็นที่เกี่ยวกับ FinTech

ส่วนหนึ่งของการบรรยายที่น่าสนใจ นั่นคือหัวข้อ The Rise of Experience-Based Banking ซึ่งได้ เจษฎา สุขทิศ President of Thai FinTech Association มาเป็นวิทยากรรับเชิญ โดยเจษฎา ได้ให้มุมมองกับประเด็นตรงนี้เอาไว้ว่า “จากข้อมูลของ Google Trend ที่ได้บอกเอาไว้ว่า ในปี 2016 คนไทย Search คำว่า FinTech เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก บวกกับ Startup ประเภท FinTech ในไทยมีอัตราเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปี 2015 ที่มีเพียง 42 บริษัท จนเมื่อถึงปี 2016 ที่ผ่านมาก็มีเพิ่มขึ้นเป็น 80 บริษัท

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่ดี ที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยตื่นตัวและให้ความสนใจกับ FinTech มากขนาดไหน แต่ถึงอย่างนั้นในความเป็นจริงแล้ว บริษัท FinTech ในไทยที่ถูกก่อตั้งมา มีเพียงแค่ 10% หรือ 8 บริษัทเท่านั้น ที่สามารถอยู่รอดในตลาดได้จริง ๆ
ซึ่งรูปแบบ FinTech ที่ได้รับความนิยมจากคนไทย และมีแนวโน้มที่มีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก เห็นทีจะเป็นในรูปแบบของ Internet Banking และ Social Banking หรืออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการจ่ายเงินบน Social Media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Facebook Messenger นั่นเอง

นอกจาก Internet Banking แล้ว ก็ยังมีการทำธุรกรรมแบบ Experience-Base ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ ก็อย่างเช่น Alipay ที่ Account เดียว ใช้ได้ทั่วโลก อย่างถ้าคนจีนที่มีบัญชี Alipay ก็สามารถเอาเงินในบัญชีมาซื้อของใน 7-11 ที่ไทยได้ โดยระบบจะแปลงค่าเงินให้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมาเปลี่ยนค่าเงินด้วยตัวเอง ไม่ต้องพกเงินสดให้ยุ่งยาก

หรือแม้แต่จะกู้เงินในจำนวนที่ไม่มากจนเกินไปก็สามารถทำได้ ไม่ต้องรอธนาคารอนุมัติให้เสียเวลา และขั้นตอนที่ยุ่งยาก
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสังคมแบบ Cashless Society หรือการใช้เงินที่เป็นเงินสดน้อยลง และจากที่กล่าวมานี้ จะเห็นว่า ผู้บริโภคต้องการ ความสะดวก รวดเร็ว ซึ่ง ก.ล.ต ได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคเอาไว้แล้ว และเป็นสิ่งที่เราเริ่มเห็นภาพกันมากขึ้นในปัจจุบัน

กิจกรรมการแข่งขัน FinTech Challenge

เป็นอีกหนึ่งแคมเปญ ที่จัดขึ้นมาเพื่อผลักดันและ Support ให้ผู้คนได้รู้จักและเข้าใจ FinTech มากขึ้น ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาความคิดและประกวดผลงานนวัตกรรมด้านการเงิน การลงทุน และการประกันภัย และพร้อมนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในชีวิตของผู้คนได้จริง ๆ

โดยก.ล.ต ได้มอบเงิน 350,000 บาท แก่ 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ เพื่อนำไปพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป

ยกตัวอย่างผลงานของทีม PeerPower บริการระบบตลาดสินเชื่อออนไลน์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างนักลงทุนรายย่อยที่อยากได้เงินตอบแทนประจำเป็นรายเดือน กับผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อไปต่อยอดธุรกิจ แต่ไม่พร้อมเอาสินทรัพย์ไปค้ำ และไม่อยากจ่ายดอกเบี้ยสูงเกินไป เป็นการให้กู้ยืมแบบคนต่อคน (Peer to Peer Lending) ซึ่งการกู้ยืมในลักษณะนี้ได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยผู้กู้เงินจะถูกตรวจสอบเรื่องเงินเดือน สถานะเครดิตบูโร และจัดระดับเป็นเกรด A ถึง D ส่วนนักลงทุนก็สามารถเลือกว่าอยากได้ผู้กู้คนไหน ผู้กู้ที่ได้เกรดสูงจะได้เงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า วงเงินที่ปล่อยกู้ตั้งแต่ 5 หมื่น ถึง 3 ล้านบาท

หรือทีม PetInsure บริการประกันภัยสำหรับสัตว์เลี้ยงออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นประกันภัย ซึ่งทีมงานทำหน้าที่เป็นโบรกเกอร์ดูแลประกันภัยสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยเก็บค่าเบี้ยประกันเป็นรายปี ลูกค้าสามารถติดต่อกับทีมงานผ่านช่องทางแชทบ็อต (Chatbot) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างชาญฉลาดโดยสามารถเข้ามาพูดคุย ซื้อประกันหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยงได้

ทีม C3.Finace ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภท Rising Star FinTech ก็พร้อมต่อยอดในการทำธุรกิจ ทำหน้าที่เป็น Smart Gateway ตัวกลางด้านธุรกรรมการเงินที่เชื่อมกับหน่วยงานรัฐและธนาคารเพื่อทำการชำระเงิน โอนเงินระหว่างกันเพื่อให้ธุรกรรมสมบูรณ์ แปลงรายละเอียดธุรกรรมให้เป็น smart code เพื่อติดกับบัญชีธนาคาร และแปลงบัญชีธนาคารให้เป็น Smart Bank Account เพื่อรองรับธุรกรรมขนาดย่อยทุกประเภท ซึ่งแจ้งเกิดมีลูกค้าเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว

ทีม PrivateChain ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภท Innovative FinTech ได้จุดประกายความหวังให้กับเหล่า Startups และ SMEs ด้วยบริการ Private market แห่งแรกในประเทศไทย ทำหน้าที่เสมือนตลาดซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการสภาพคล่อง และอาจจะขยายรูปแบบธุรกิจเป็นช่องทางใหม่หรือตัวกลางระหว่างเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการระดมทุน และนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ

เรียกได้ว่า ก.ล.ต ได้พยายามทำหน้าที่ในการกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนในตลาดทุนได้ตื่นตัวและ เตรียมรับมือกับ FinTech ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทกับผู้บริโภคในบ้านเราได้อย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้คน การจัดโครงการที่ช่วยผลักดันให้ FinTech ในบ้านเราเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถเข้าไป Support ธุรกิจของผู้ประกอบต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงและจัดการกับระบบทางการเงินได้ง่ายมากขึ้น

เห็นแล้วใช่ไหมละ ว่า FinTech ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิดกัน