ใครที่เป็นสายอาหารญี่ปุ่นเลิฟเวอร์ต้องคุ้นเคยกับแบรนด์โชยุญี่ปุ่น Kikkoman (คิคโคแมน) แน่นอน เพราะแบรนด์นี้เป็นแบรนด์โชยุที่มีอายุมากกว่า 400 ปี และถูกใช้ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

 

โดยโชยุของประเทศญี่ปุ่นมีจุดเริ่มต้นมาจากซีอิ๊วของประเทศจีนที่ได้เข้ามาประเทศญี่ปุ่นในช่วงสมัยราชสำนักจักรพรรดิยามาโตะ (ปี 250 – 710) และต่อมาได้พัฒนาเป็นโชยุ (หรือซีอิ๊วในภาษาจีน) เครื่องปรุงรสหมักที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

 

ตั้งแต่ในช่วงปลายปี 1600 ที่แบรนด์ Kikkoman ได้เริ่มต้นขึ้น จนมาถึงทุกวันนี้ที่บริษัท Kikkoman มีมูลค่ามากกว่า 11.14 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2023 มีรายได้กว่า 6,189 ร้อยล้านเยน กำไร 588 ร้อยล้านเยน (หรือรายได้ประมาณ 147,200 ล้านบาท และกำไรประมาณ 10,400 ล้านบาท) และในปี 2022 มีรายได้ 5,164 ร้อยล้านเยน กำไร 523 ร้อยล้านเยน หรือรายได้ประมาณ 122,800 ล้านบาท และกำไร 9,300 ล้านบาท) ถือได้ว่ารายได้เติบโตเฉลี่ย 19% ต่อปีในขณะที่กำไรเติบโตเฉลี่ยถึง 18%

ถือได้ว่า Kikkoman เป็นหนึ่งในแบรนด์ญี่ปุ่นที่เป็นชื่นชอบและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จนสามารถกล่าวได้ว่าโชยุ Kikkoman ทำให้ซอสโชยุของประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักและคุ้นเคยนั่นเอง

Kikkoman แบรนด์โชยุญี่ปุ่นในตำนาน

แม้ว่าในประเทศญี่ปุ่นจะได้พัฒนาซีอิ๊วซอสถั่วเหลืองเป็นของตัวเอง แต่ก็ยังไม่มีการผลิตซีอิ๊วโชยุออกมามากนัก เนื่องจากยังไม่มีโรงงานขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตโชยุออกมาได้เป็นจำนวนมาก

ต่อมาโชยุได้แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้สองตระกูล Mogi (โมกิ) และ Takanashi (ทาคะนาชิ) มองเห็นโอกาสเติบโตของธุรกิจซอสโชยุ ทั้งสองตระกูลจึงตัดสินใจร่วมมือกันก่อตั้งโรงงานผลิตซอสที่เมือง Noda (โนดะ) ในปี 1603

ซึ่งเมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองเอโดะ (หรือโตเกียวในปัจจุบัน) และใกล้ทะเล ทำให้มีชาวญี่ปุ่นจากจังหวัดต่าง ๆ เข้ามาอาศัยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากง่ายต่อการเดินทาง รวมไปถึงการขนส่งต่าง ๆ นอกจากนี้ ที่นี่ยังใกล้แหล่งเพาะปลูกถั่วเหลืองและข้าวสาลี ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตโชยุอีกด้วย

เวลาผ่านไป เมือง Noda กลายเป็นแหล่งผลิตโชยุหลักของญี่ปุ่น ทำให้กิจการของทั้งสองตระกูลเติบโตมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ตระกูล Mogi และ Takanashi ต้องการขยายธุรกิจให้ใหญ่มากยิ่งขึ้น จึงได้เชิญชวนอีก 6 ตระกูลให้มาร่วมลงทุนธุรกิจนี้ด้วยกัน

หลังจากนั้นทั้ง 8 ตระกูลก็ตกลงก่อตั้งบริษัทร่วมกัน โดยใช้ชื่อว่า Noda Shoyu Corporation (โนดะโชยุ คอปเปอร์เรชั่น) ซึ่งบริษัทนี้จะเน้นการผลิตซอสถั่วเหลืองเพื่อจำหน่ายทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Kikkoman Corporation ตามชื่อแบรนด์ Kikkoman

โดยชื่อ Kikkoman มีความหมายพิเศษเช่นเดียวกับแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งคำว่า “Kikko” แปลว่า กระดองเต่าในภาษาญี่ปุ่น และ “man” แปลว่า 10,000 ตามตํานานของญี่ปุ่น เมื่อรวมกันแล้วจึงหมายถึง เต่าที่มีอายุถึง 10,000 ปี ชื่อ Kikkoman จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความสำเร็จ และอายุยืน

ธุรกิจ Kikkoman กำลังเติบโตไปได้ด้วยดี จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เศรษฐกิจโดยรวมในประเทศกำลังฟื้นฟูไปได้ด้วยดี ทว่าธุรกิจ Kikkoman กลับไม่มียอดขายเท่าที่ควร บริษัทเลยได้ปรึกษาหาทางออก โดยเริ่มจากการผลิตผลิตภัณฑ์อื่นออกมานอกจากโชยุ ส่งผลให้ Kikkoman ได้เปิดบริษัทในเครือเพื่อผลิตสินค้าอื่น ๆ อย่าง Nippon Del Monte Corporation ที่เน้นผลิตซอสมะเขือเทศออกมาวางจำหน่าย และ Manns Wines บริษัทที่ดูแลและจัดการเรื่องไวน์โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ Kikkoman ยังวางแผนขยายตลาดในต่างประเทศอีกด้วย แม้ว่าในตอนแรกจะเป็นเรื่องยาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา Kikkoman มีรายได้หลักมาจากในประเทศเท่านั้น รวมไปถึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศมาก่อน

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้โชยุญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ Kikkoman จึงได้ตัดสินใจเลือกตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรกในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

โดยเน้นกลยุทธ์โปรโมตในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ว่าซอส Kikkoman สามารถใช้ปรุงรสอาหารได้ทุกอย่าง กลยุทธ์นี้ถือว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ยอดขายของบริษัทเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่ได้กำไรเท่าที่ควร เพราะเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งค่อนข้างสูง

บริษัท Kikkoman จึงแก้ปัญหาด้วยการตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐอเมริกาในปี 1972 และปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายก็หมดไป ธุรกิจในอเมริกาเติบโตไปได้ด้วยดี แต่ Kikkoman ก็ยังไม่หยุดเจาะตลาดต่างประเทศ

ครั้งนี้ Kikkoman ตั้งเป้าหมายที่จะขยายตลาดในยุโรป ตลาดอีกแห่งหนึ่งที่มีกำลังซื้อสูง แต่ด้วยปัญหาทางวัฒนธรรมอาหาร ทำให้บริษัทคิดกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม โดยเน้นขายสินค้าให้กับร้านอาหารแทน รวมไปถึงได้เปิดร้านอาหารญี่ปุ่น Daitokai (ไดโทไค) ในเยอรมนี เพื่อปรุงรสอาหารด้วยโชยุ Kikkoman ให้คนยุโรปที่มาลองได้คุ้นเคยกับซอสถั่วเหลือง และในไม่ช้า Kikkoman ก็สามารถเจาะตลาดยุโรปได้สำเร็จ

ในปี 1997 Kikkoman ยังเปิดโรงงานผลิต Kikkoman แห่งแรกในยุโรปในเมือง Hoogezand-Sappemeer ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อตอบสนองความต้องการซอสถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้นในยุโรปอีกด้วย โดยโรงงานผลิตแห่งนี้ยังคงผลิตซอส Kikkoman สำหรับตลาดยุโรปทั้งหมดจนมาถึงปัจจุบัน

นอกจากอเมริกาและยุโรปแล้ว Kikkoman ยังขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียและอเมริกาใต้อีกด้วย โดยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเทศ ด้วยเหตุนี้ Kikkoman จึงกลายเป็นบริษัทผลิตซอสถั่วเหลืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกนั่นเอง

ปัจจุบัน Kikkoman มีโรงงานผลิตโชยุสามแห่งในญี่ปุ่น และโรงงานผลิตโชยุแปดแห่งในต่างประเทศ ถือได้ว่า Kikkoman เป็นผู้นําตลาดโชยุระดับโลก และรสชาติพิเศษของซอสทำให้ Kikkoman ได้รับความชื่นชอบในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

 

ทำไมโชยุ Kikkoman ถึงได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมอาหาร

หลังจาก Kikkoman ก่อตั้งขึ้นในปี 1917 ปัจจุบัน Kikkoman ก็ได้เป็นแบรนด์โชยุที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น และยังเป็นผู้ผลิตโชยุที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

ด้วยรสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และกรรมวิธีพิเศษในการผลิต ทำให้ Kikkoman สามารถครองใจบรรดาพ่อครัวแม่ครัวมากมาย อย่างปรมาจารย์เชฟ Hidekazu Tojo (ฮิเดะคาซุ โทโจ) ทูตวัฒนธรรมด้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งประจำอยู่ที่แวนคูเวอร์ในแคนาดา และเป็นนักประดิษฐ์ California Roll เผยว่าเขาใช้ซอส Kikkoman เป็นหลัก เพราะในฐานะเชฟแล้ว คุณภาพของส่วนผสมที่ใช้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของอาหาร

อีกทั้งคุณภาพในการผลิต Kikkoman ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ เนื่องจากโชยุและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Kikkoman จะถูกผลิตภายใต้บริษัท Kikkoman ทั้งหมด ไม่มีการจ้างองค์กรภายนอก

และระบบ Kikkoman Order Less System ที่ Kikkoman ได้คิดค้น ยังช่วยบริหารสินค้าคงเหลือของ Kikkoman อีกด้วย โดยระบบนี้จะใช้ข้อมูลในการตัดสินใจระบบขนส่ง ซึ่งเมื่อก่อนจะถูกสั่งการด้วยพนักงาน ทำให้สินค้าในหน้าร้านต่าง ๆ อาจจะมีเกินความต้องการและหมดลงก่อนกำหนด แต่ด้วยระบบนี้ผลิตภัณฑ์ของ Kikkoman จะเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น เพราะระบบจะคอยช่วยบอกว่าสินค้านี้ต้องไปส่งที่ไหนในจำนวนเท่าไร

ผลิตภัณฑ์ของ Kikkoman ยังสะดวกต่อการใช้ทำอาหารในครัวเรือนต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ Kikkoman จึงได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่นและนอกประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง ปัจจุบัน Kikkoman มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5,000 รายการ ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงอาหาร เครื่องปรุงรส นมถั่วเหลือง สาเก ไวน์ ซอสมะเขือเทศ ข้าวโพดกระป๋อง และผลไม้ภายใต้แบรนด์ Del Monte เรียกได้ว่าสินค้าของ Kikkoman จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี


เรื่อง: ภริดา มุทิตาภรณ์


ที่มา

https://companiesmarketcap.com/kikkoman/marketcap/

Click to access corporate_EN_2023_A4.pdf

https://www.kikkoman.com/en/culture/soysaucemuseum/history/

https://en.wikipedia.org/wiki/Kikkoman

https://www.kikkoman.eu/about-kikkoman/company/brand-logo

https://www.scmp.com/lifestyle/food-drink/article/3132991/kikkoman-soy-sauce-story-how-its-made-why-chefs-love-it-and

https://www.soyinfocenter.com/HSS/kikkoman.php

https://sustainable.japantimes.com/unraveling/10

When East Meets West: 50 Years of Kikkoman Foods Inc.


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer