เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อชีวิตของผู้คน การดำเนินธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจสถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนทั่วไปต่างให้ความสนใจ นั่นคือ “ผู้กำหนดนโยบายต้องเอาเงินออกอีกเท่าไร” เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
แม้ว่าในปี 2023 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2024 เราจะเห็นสัญญาณการชะลอตัวของเงินเฟ้อในหลาย ๆ ประเทศ แต่ตัวเลขยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกลางของหลายประเทศตั้งไว้ ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน 2024 อยู่ที่ 2.97% ส่วนยุโรปอยู่ที่ 2.6% ถึงแม้ว่าระดับเงินเฟ้อจะลดลงมากแล้วแต่ดูเหมือนสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของผู้คน เพราะค่าครองชีพที่ยังสูงอยู่ทำให้หลายคนต้องประหยัดมากขึ้น และงดใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นเพราะความไม่แน่นอนยังมีอยู่มากนั่นเอง ในขณะที่ธุรกิจต่าง ๆ ก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการวางแผนและตัดสินใจลงทุน
แต่อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงเช่นนี้ ถ้าเราย้อนกลับไปในช่วงการระบาดของโควิด-19 เราจะเห็นว่ารัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น โดยการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงการใช้ มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE ) หรือแม้แต่การแจกเงินช่วยเหลือโดยตรงให้กับประชาชนและธุรกิจ
มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศในช่วงวิกฤตก็จริง แต่ก็ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าให้เปรียบเทียบก็จะเหมือนการเปิดน้ำเข้าไปเติมในสระว่ายน้ำที่แห้งเหือด แต่เมื่อน้ำเต็มสระแล้ว หากไม่ปิดก๊อก น้ำก็จะล้นออกมา ซึ่งก็คือภาพเงินเฟ้อที่เราเห็นในปัจจุบัน (เพราะมีปริมาณเงินในระบบมากเกินไป)
ด้วยสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกและยากต่อการตัดสินใจแบบนี้ คำถามสำคัญที่ธนาคารกลางร่วมกับรัฐบาลของแต่ละประเทศทั่วโลกต้องพิจารณา คือ เราจะจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อนี้อย่างไร และโลกจะต้องดูดเงินออกจากระบบอีกมากเพียงใดเพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ เป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
สาเหตุของภาวะเงินเฟ้อ
ภาวะเงินเฟ้อเกิดจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ปัจจัยหลักประการแรก คือ การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ เมื่อธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นโดยไม่สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็จะทำให้มูลค่าของเงินลดลง (ค่าเงินอ่อนตัว)
นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น (เงินเฟ้อประเภทนี้เรียกว่า Cost-push Inflation คือ ราคาสินค้าแพงขึ้น อันเนื่องจากต้นทุนการผลิตแพงขึ้น เช่น วัตถุดิบแพงขึ้น และค่าแรงแพงขึ้น หรือแม้กระทั่งต้นทุนทางอ้อมอย่างค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นก็นำไปสู่เงินเฟ้อได้)
อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่อุปทานไม่สามารถตอบสนองได้ทัน หรือที่เรียกว่า Demand-pull Inflation ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังวิกฤต
*การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ*
การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกได้ดำเนินนโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์
มาตรการหลักที่ถูกนำมาใช้ คือ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ( 0%) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและกระตุ้นการลงทุน นอกจากนี้ ธนาคารกลางหลายแห่งยังใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing โดยการเข้าซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์อื่น ๆ ในตลาด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบการเงิน
ถ้านับเฉพาะสหรัฐอเมริกา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเกือบ 5.8 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 28% ของ GDP ของสหรัฐฯ ในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ การดำเนินการของ Fed มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงิน ส่งเสริมสภาพคล่อง และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงที่เกิดจากการแพร่ระบาด
อีกมาตรการสำคัญ คือ การแจกเงินช่วยเหลือโดยตรงให้กับประชาชนและธุรกิจ ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินและรักษาระดับการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ อย่างประเทศไทยก็มีโครงการคนละครึ่ง โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ, โครงการคนละครึ่ง, โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โดยโครงการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการที่รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าถึงมือประชาชนโดยตรงเพื่อเพิ่มกำลังซื้อและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของโควิด-19
ผลของมาตรการเหล่านี้คือการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบอย่างรวดเร็ว ซึ่งแม้จะช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต แต่ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในเวลาต่อมา เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและอุปสงค์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อุปทานยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานานเช่นนี้ จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการดำเนินนโยบายที่แม้จะมีความจำเป็นในช่วงวิกฤต แต่ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบด้านเงินเฟ้อในระยะยาว ซึ่งท้าทายให้ผู้กำหนดนโยบายต้องพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ
ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
ปัญหาห่วงโซ่อุปทานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 และระยะเวลาหลังจากนั้น การแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ก่อให้เกิดการขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบในหลากหลายอุตสาหกรรม
สาเหตุหลักของปัญหานี้มาจากการปิดโรงงานและท่าเรือในช่วงที่มีการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด นอกจากนี้ ยังเกิดการขาดแคลนแรงงานในบางภาคส่วน อันเนื่องมาจากมาตรการควบคุมโรคและการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบคือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคของประชาชนอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้อุปสงค์และอุปทานในตลาดเกิดความไม่สมดุล
ผลกระทบจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานนี้ยังคงส่งผลต่อเนื่องแม้ว่าสถานการณ์การระบาดจะคลี่คลายลงแล้ว โดยส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในที่สุดก็ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ
ปัญหาห่วงโซ่อุปทานนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งต้องการการบริหารจัดการและการวางแผนนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างรอบคอบเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะยาว
การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร
การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอาหารเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจโลก โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ประการแรก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานและอาหารโลก เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และธัญพืช การหยุดชะงักของการส่งออกจากภูมิภาคนี้ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและราคาสินค้าเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลก
ประการที่สอง สภาพอากาศที่แปรปรวนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงและไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารและสินค้าเกษตรมีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น
ประการที่สาม การฟื้นตัวของอุปสงค์หลังจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ ทำให้ความต้องการใช้พลังงานและการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อุปทานยังไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ทันท่วงที ส่งผลให้เกิดภาวะอุปสงค์ส่วนเกินและทำให้ราคาสูงขึ้น
ผลกระทบของราคาพลังงานและอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในภาคส่วนเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ เนื่องจากพลังงานและอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตสินค้าและบริการทุกประเภท นอกจากนี้ ยังส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มสูงขึ้น
ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเกิดภาวะเงินเฟ้อที่มีสาเหตุมาจากต้นทุน (Cost-push inflation) ซึ่งท้าทายให้ผู้กำหนดนโยบายต้องหาวิธีรับมือที่เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ดูดเงินออกจากระบบคือแนวทางการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ จริงหรือ?
เมื่อเราเข้าใจสาเหตุของภาวะเงินเฟ้อแล้ว ว่านอกเหนือไปจากเรื่อง Cost-Push และ Demand-Pull แล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องมาพิจารณาวิธีการแก้ไขปัญหานี้ หนึ่งในแนวทางสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายหลายคนเสนอ คือการ “ดูดเงิน” ออกจากระบบเศรษฐกิจ แต่คำถามที่ตามมาคือ เราจะต้องดูดเงินออกมากแค่ไหน? และจะทำอย่างไร?
การดูดเงินออกจากระบบเป็นเสมือนการ “เบรก” เศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรงเกินไป จินตนาการว่าเศรษฐกิจเป็นเหมือนรถยนต์ที่กำลังแล่นเร็วมาก การดูดเงินออกก็เหมือนการเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็วลง แต่เราต้องระวังไม่ให้เบรกแรงเกินไปจนรถหยุดกะทันหัน หรือแย่กว่านั้นคือถอยหลังลงเหว
หลายคนอ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจจะงงว่า อะไรคือดูดเงิน แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องของเงินเฟ้อ หรือ เศรษฐกิจอย่างไร แล้วจู่ ๆ รัฐบาลจะมาริบเงินเราคืนหรือ ต้องตอบแบบนี้ว่า ปกติแล้วธนาคารกลางทั่วโลกมีเครื่องมือหลายอย่างในการดูดเงินออกจากระบบ หนึ่งในวิธีที่ได้ผลมากที่สุด คือการ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ประชาชนและภาคธุรกิจจะมีแนวโน้มที่จะกู้ยืมเงินน้อยลง (เพราะดอกเบี้ยสูงไง) และหันมาออมเงินมากขึ้น บวกกับสภาพข้าวยากหมากแพงก็ยิ่งทำให้คนยิ่งไม่อยากใช้เงิน เมื่อไม่กู้ ไม่ลงทุน ไม่ใช้เงิน ปริมาณเงินในระบบก็ค่อย ๆ ลดลง และยังช่วยลดปริมาณเงินที่กำลังจะเข้ามาหมุนเวียนในระบบอีกด้วย
นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังสามารถใช้มาตรการ Quantitative Tightening หรือ QT หนึ่งในเครื่องมือของ Fed ในเวลาที่ต้องการถอนสภาพคล่องและลดปริมาณเงินที่ไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยมาตรการ QT ส่วนใหญ่ จะเป็นการปล่อยให้ตราสารที่ Fed ถือครองครบกำหนดโดยไม่ซื้อใหม่ ครบอายุ รัฐบาลที่เปรียบเสมือนลูกหนี้ของธนาคารกลางก็ต้องจ่ายคืนเงินต้น จากนั้นธนาคารกลางก็จะไม่นำเงินจำนวนนี้ไปซื้อพันธบัตรเข้ามาใหม่ แต่จะทำให้เงินจำนวนนั้นหายไป ด้วยการลบออกจากระบบบัญชีไปเฉย ๆ เหมือนตอนพิมพ์เงินใหม่ขึ้นมาก็เสกขึ้นมาเฉย ๆ เหมือนกัน เพื่อดูดสภาพคล่องจำนวนนั้นออกจากระบบเศรษฐกิจ วิธีนี้จะช่วยดูดเงินออกจากระบบโดยตรง
ภาพกราฟิกแสดงให้เห็นการทำ QT ของ Fed เพื่อเบรกอัตราเงินเฟ้อ จะเห็นว่า QT2 Fed เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2022 หลังจากการระบาดของโควิด-19 สงบลง: Reuter
แต่คำถามสำคัญคือ เราต้องดูดเงินออกมากแค่ไหน? นี่เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับเงินเฟ้อในปัจจุบัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลก
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเชื่อว่า เราอาจต้องดูดเงินออกจากระบบในปริมาณที่ใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่ถูกอัดฉีดเข้าไปในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจสูงถึงประมาณ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั่วโลก แต่การดูดเงินออกในปริมาณมากเช่นนี้ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ
ผลกระทบของการดูดเงินออกจากระบบ
การดูดเงินออกจากระบบเป็นเหมือนดาบสองคม จริงอยู่ที่วิธีการนี้จะช่วยคุมเงินเฟ้อไม่ให้ลุกลามบานปลาย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ ด้วย ถ้าธนาคารกระทำอย่างไม่ระมัดระวัง
ข้อแรก การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนของภาคธุรกิจชะลอตัวลง บริษัทอาจตัดสินใจชะลอการขยายกิจการหรือการจ้างงานใหม่ ในขณะเดียวกัน ในภาคครัวเรือนอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นสำหรับสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งก็ไปส่งผลให้การใช้จ่ายลดลง นำไปสู่การที่ เศรษฐกิจไม่เติบโต
นอกจากนี้ การดูดเงินออกจากระบบอาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงโดยรวม ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน และการลดลงของรายได้ในบางภาคส่วนอุตสาหกรรม นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมธนาคารกลางต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ พูดง่าย ๆ ว่า ธนาคารกลางแต่ละประเทศก็ไม่ค่อยอยากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสักเท่าไร
ในตลาดการเงิน การดูดเงินออกจากระบบอาจส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ปรับตัวลดลง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของนักลงทุนและผู้ถือสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต เปรียบเสมือนการยอมเจ็บตัวเล็กน้อยจากการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโรคร้ายแรงในอนาคต
ความยากในการดำเนินนโยบายดูดเงินออกจากระบบ
การดำเนินนโยบายดูดเงินออกจากระบบไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะผู้กำหนดนโยบายด้านการเงินของประเทศต้องดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างระวัง อย่างแรกเลยคือ การประเมินปริมาณเงินที่ควรดูดออกและจังหวะเวลาที่เหมาะสม เป็นเรื่องยากมาก เพราะเศรษฐกิจมีความซับซ้อนและมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบ การดูดเงินออกมากเกินไปหรือเร็วเกินไป อาจทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยแทนที่จะเข้าสู่สมดุล ในทางกลับกัน หากดูดเงินออกน้อยเกินไปหรือช้าเกินไปก็อาจไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายยังต้องคำนึงถึงผลกระทบทางการเมืองและสังคมด้วย การดูดเงินออกจากระบบอาจไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั่วไป (ก็ขึ้นดอกเบี้ยทำให้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น) และอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงในระยะสั้น คนทั่วไปจึงไม่ค่อยพอใจกับนโยบายนี้เท่าใดนัก ดังนั้น การสื่อสารและอธิบายความจำเป็นของนโยบายนี้ให้สาธารณชนเข้าใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ
Jerome Powell ประธาน Fed คนปัจจุบัน เจอกับความท้าทายในการคุมเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน: Investopedia
อีกประเด็นหนึ่งที่ท้าทายคือ ความแตกต่างของสถานการณ์เศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ในโลกที่เศรษฐกิจของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การดำเนินนโยบายของประเทศหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ได้ เช่น หากสหรัฐอเมริกาดูดเงินออกจากระบบอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนา ที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์จำนวนมาก ตกที่นั่งลำบากได้เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้หนี้ เพราะหนี้จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การประสานงานระหว่างประเทศและการพิจารณาผลกระทบในระดับโลกจึงเป็นเรื่องจำเป็น
บทเรียนจากอดีต
ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 สหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานั้นต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 14.8% มีนาคม 1980 Paul Volcker ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในขณะนั้นตัดสินใจใช้มาตรการที่เด็ดขาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปแตะระดับสูงถึง 20% โดยใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น
ผลของการดำเนินนโยบายของ Volcker เปรียบเสมือนการใช้ยาแรงรักษาโรคร้าย แม้ว่าจะส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะสั้น แต่ก็สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือประมาณ 3% ในปี 1983
Paul Volcker อดีตประธาน Fed ผู้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงถึง 20%: Central Banking
บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ คือ การแก้ปัญหาเงินเฟ้ออาจต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดและอาจสร้างความเจ็บปวดในระยะสั้น แต่หากดำเนินการอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันมีความแตกต่างจากยุค 1980 อยู่มาก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ระดับหนี้ทั่วโลกอยู่ในระดับสูง และเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกรรมและการลงทุนอย่างมาก ดังนั้น การนำบทเรียนจากอดีตมาปรับใช้จึงต้องคำนึงถึงบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
กับคำถามที่ว่า “โลกต้องดูดเงินออกอีกเท่าไร” เราอาจต้องมองไปข้างหน้าและพยายามคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตไปพร้อม ๆ กัน โดยในระยะสั้นถึงกลาง หลายฝ่ายคาดว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจจะต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป โดยอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมและใช้มาตรการ Quantitative Tightening (ปล่อยให้ตราสารทางการเงินหมดอายุ) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปริมาณเงินที่จะถูกดูดออกจากระบบอาจมีมูลค่ารวมหลายล้านล้านดอลลาร์ ทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าถ้าต้องการดึงเงินออกจากระบบทั้งโลกบรรดาผู้คุมกฎการเงินทั่วโลกก็น่าจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลานาน อาจกินเวลาหลายปีกว่าที่ปริมาณเงินในระบบจะกลับสู่ระดับที่เหมาะสม
เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ
อ้างอิง:
https://www.pdmo.go.th/pdmomedia/documents/2021/Jun/มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ.pdf
https://tradingeconomics.com/european-union/core-inflation-rate
https://tradingeconomics.com/united-states/inflation-cpi
–
