ไทยน้ำทิพย์ เปิดตัว Monster Energy เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ระดับโลก เข้าจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก นับเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียม ผ่านความร่วมมือกับ Monster Beverage Corporation

คุณมาเซลโล เมเยอร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส นวัตกรรมพาณิชย์ และปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การนำ Monster Energy เข้าสู่ตลาดไทย สะท้อนทิศทางการขยายธุรกิจของไทยน้ำทิพย์ จากฐานผู้นำตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สู่เซกเมนต์เครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมที่ขยายตัวในอัตราสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ไทยน้ำทิพย์ ระบุว่า Monster Energy เป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนแตกต่างจากเครื่องดื่มชูกำลังทั่วไป ทั้งด้านรสชาติ ภาพลักษณ์ และการทำตลาดที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมดนตรี เกม มอเตอร์สปอร์ต และกีฬาเอ็กซ์ตรีม ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับการทำตลาดในหลายประเทศทั่วโลก โดยมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในระยะยาว

กลุ่มเป้าหมายหลักของ Monster Energy ในประเทศไทย อยู่ในช่วงอายุประมาณ 18–35 ปี ครอบคลุมนักศึกษา คนทำงาน เกมเมอร์ และผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ รวมถึงกลุ่มที่ชื่นชอบกิจกรรมยามค่ำคืน ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคที่มีศักยภาพในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียม

ด้านศักยภาพการกระจายสินค้า ไทยน้ำทิพย์ชูจุดแข็งด้านระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าชุมชน รวมถึงกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และคาเฟ่ เพื่อรองรับการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

ปัจจุบัน Monster Energy วางจำหน่ายในประเทศไทย 2 รสชาติ ได้แก่ Monster Energy Green (Original) และ Monster Energy Ultra ในรูปแบบกระป๋องขนาด 330 มิลลิลิตร โดยเริ่มจำหน่ายแล้วทั่วประเทศ

Monster Energy จากเครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม สู่แบรนด์ระดับโลก

Monster Energy ถือกำเนิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ภายใต้การพัฒนาของ Monster Beverage Corporation โดยเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในช่วงที่ Red Bull ครองความเป็นผู้นำอยู่ก่อนแล้ว

จุดตั้งต้นของ Monster ไม่ได้เลือกแข่งขันด้วย “สูตรพลังงาน” เพียงอย่างเดียว แต่ใช้กลยุทธ์สร้างความแตกต่างผ่านภาพลักษณ์แบรนด์ ขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่กว่า ราคาเข้าถึงง่ายในบางตลาด และการสื่อสารที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของคนรุ่นใหม่ เช่น ดนตรีร็อก กีฬาเอ็กซ์ตรีม มอเตอร์สปอร์ต และเกมมิ่ง

โลโก้รูปกรงเล็บสีเขียว พร้อมโทนแบรนด์ดิบ เท่ และต่อต้านกระแสหลัก กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ Monster แทรกตัวเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของกลุ่มผู้บริโภคที่มองว่าแบรนด์ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็น “ตัวตน” และ “ทัศนคติในการใช้ชีวิต”

โมเดลธุรกิจ: ไม่เน้นโฆษณา แต่สร้างวัฒนธรรม

ในตลาดต่างประเทศ Monster ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ใช้ Cultural Marketing ได้ชัดเจนที่สุดในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชูกำลัง แทนการทุ่มงบโฆษณาแบบแมส แบรนด์เลือกลงทุนกับการสนับสนุนนักกีฬาเอ็กซ์ตรีม ทีมมอเตอร์สปอร์ต ศิลปิน และครีเอเตอร์ โดยเน้นความสัมพันธ์ระยะยาว

แนวทางดังกล่าวทำให้ Monster ไม่ได้อยู่ในบทบาท “ผู้สนับสนุน” เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของซีนกีฬาและความบันเทิงในหลายประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ส่งผลให้ฐานแฟนมีความผูกพันกับแบรนด์สูง และเกิดการรับรู้แบบปากต่อปากในกลุ่มเฉพาะ (Community-driven Growth)

การขยายตลาดระดับโลก ผ่านพันธมิตรท้องถิ่น

ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ Monster Beverage Corporation ใช้โมเดลการขยายตลาดผ่านพันธมิตรในแต่ละประเทศ แทนการลงทุนสร้างโครงข่ายเองทั้งหมด เพื่อเร่งการเข้าถึงตลาดและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์

หนึ่งในดีลเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ คือความร่วมมือกับ The Coca-Cola Company ซึ่งเข้ามาถือหุ้นและสนับสนุนระบบการกระจายสินค้าในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ Monster สามารถขยายตลาดได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป ละตินอเมริกา และเอเชีย

ปัจจุบัน Monster Beverage Corporation มีพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมทั้ง Monster Energy, Monster Ultra และเครื่องดื่มพลังงานในรูปแบบน้ำตาลต่ำหรือไม่มีน้ำตาล เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น

บทเรียนจากตลาดโลก สู่การเข้าสู่ตลาดไทย

ความสำเร็จของ Monster ในต่างประเทศสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังไม่ได้แข่งขันกันที่ “พลังงาน” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันที่ แบรนด์ไอเดนทิตี้ ไลฟ์สไตล์ และการสร้างชุมชนผู้บริโภค