ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ดำเนินต่อมาจนถึงปี 2026 สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven Assets) ได้กลายเป็นที่พึ่งของนักลงทุนทุกระดับ ตั้งแต่มหาเศรษฐีไปจนถึงชาวบ้านทั่วไป แต่จากปรากฏการณ์ที่ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ (New High) ครั้งแล้วครั้งเล่า กลับส่งผลให้ราคาทองคำแพงจนเกินเอื้อม 

นี่ทำให้โลหะมีค่าอีกประเภทหนึ่งอย่างเงินที่เป็น “พระรอง” เนื้อหอมขึ้นมา ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านการที่ผู้คนในดินแดนศูนย์กลางเศรษฐกิจ-การเงินเอเชียภายใต้ปกครองของจีนพากันแห้ไปซื้อ

บรรยากาศที่ย่านธุรกิจใจกลางเกาะฮ่องกงในสัปดาห์นี้ เต็มไปด้วยภาพคิวที่ยาวเหยียดหน้าห้างร้านขายโลหะมีค่า หลังผู้คนจำนวนมากยอมสละเวลานอนมาปักหลักรอตั้งแต่เช้ามืดเพียงเพื่อหวังจะครอบครอง “เงินแท่ง” โดยมีรายงานว่าร้านค้าชื่อดังอย่าง Lee Cheong กลายเป็นจุดที่นักลงทุนรายย่อยแห่กันมาจนเงินแท่งหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แม้ทางร้านจะพยายามสำรองสินค้ามาเพิ่มแล้วก็ตาม

เคน วอง ชายวัยเกษียณวัย 65 ปี คือตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ที่มองว่า ในขณะที่ทองพุ่งทะลุระดับ 5,588 ดอลลาาร์ (ประมาณ 175,000 บาท) ต่อออนซ์ไปแล้วนั้น การลงทุนในทองคำกลายเป็นเรื่องที่ “ไกลเกินเอื้อม” หรือแพงเกินไปสำหรับเขา 

ดังนั้นการหันมาสะสมแร่เงินซึ่งมีทิศทางราคาขาขึ้นอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน แต่ราคาก็ยังถูกกว่าทองหลายเท่า จึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรักษาความมั่งคั่งและเก็งกำไรในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคามีแนวโน้มจะทะยานต่อ

แรงผลักดันที่ฉุดราคาทองและเงินให้พุ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง มาจากนโยบายต่างประเทศและการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่เป็นตัวแปรหลักสร้างความไม่แน่นอนและความวิตกกังวลไปทั่วโลก

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ประกอบกับสภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินอำนาจซื้อ ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นแต่รายได้กลับหยุดนิ่ง โดย เมราน จาวัด พนักงานส่งของชาวปากีสถานที่ทำงานอยู่ในฮ่องกงวัย 38 ปี สะท้อนภาพความเป็นจริงที่น่าเศร้าว่า ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง การถือครองโลหะมีค่าคือทางรอดเดียวที่จะช่วยประคองสถานะทางการเงินไว้ได้

ขณะเดียวกันในฝั่งภาคอุตสาหกรรม โรงงานอัญมณีในเซินเจิ้นต่างก็ต้องปรับตัวขนานใหญ่ โดยเจ้าของธุรกิจเผยว่ายอดขายผลิตภัณฑ์จากเงินในเดือนนี้พุ่งสูงกว่าเดือนพฤศจิกายนถึง 10 เท่าตัว

ความต้องการที่ล้นหลามทำให้ทางโรงงานต้องลดสัดส่วนการผลิตทองคำลง และหันมาเน้นงานเงินส่งออกให้ร้านค้าส่งแทน พร้อมยอมรับว่าทิศทางของตลาดในขณะนี้ผูกติดอยู่กับปฏิกิริยาของตลาดฝั่งยุโรปและอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในอีกมุมหนึ่งของตลาด ความร้อนแรงของราคาได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถือครองสินทรัพย์มานานได้จังหวะ “ขายทำกำไร” (Profit Taking) ร้านรับซื้อทองในฮ่องกงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่นำอัญมณีและทองแท่งเก่าออกมาเปลี่ยนเป็นเงินสด

นักลงทุนที่มีประสบการณ์หลายคนเริ่มมองเห็นว่าราคาปัจจุบันเป็นจุดสูงสุดที่คุ้มค่าต่อการขายเพื่อนำเงินไปต่อยอดในโอกาสอื่น หรือเก็บเป็นกระแสเงินสดสำรองเพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รายย่อยเท่านั้น แต่นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง DBS ยังยืนยันว่า ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มกระจายความเสี่ยงจากการถือครองเงินดอลลาร์ไปสู่ทองคำมากขึ้นแล้วอย่างมีนัยสำคัญ

จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า การที่แร่เงินพุ่งแรงกว่า 140% ในปีที่ผ่านมาและยังคงแรงต่อเนื่องในปี 2026 จนล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ 119  ดอลลาร์ (ประมาณ 3,700 บาท) ต่อออนซ์แล้ว คือสัญญาณเตือนว่าผู้คนกำลังมองหา “มูลค่าที่จับต้องได้” เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายการเมืองและสภาวะเงินเฟ้อ

โดยแม้ว่าความผันผวนจะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ตราบใดที่สถานการณ์โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โลหะมีค่าอย่างทองและเงินจะยังคงทำหน้าที่เป็น “เซฟโซน” สำคัญในการรักษาความมั่งคั่งของผู้คนในทุกระดับชั้นต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ / japantoday