เมื่อพูดถึงชื่อ Warren Buffett ชายอายุย่าง 94 ปี ที่เคยไต่อันดับขึ้นไปเป็นบุคคลผู้ร่ำรวยที่สุดอันดับ 1 ของโลกมาแล้วในปี 2008 แม้วันนี้เขาจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่า มูลค่าทรัพย์สินของเขาไม่เคยหล่นไปอยู่ในอันดับทอป 10 ของโลกเลย โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเขาไต่อันดับขึ้นลงอยู่ในทอป 5 ของโลกมาโดยตลอด

ณ ปัจจุบันจาก ข้อมูลการจัดอันดับบุคคลที่มีมูลค่าสินทรัพย์ส่วนตัวมากที่สุดในโลกของนิตยสาร Forbes Warrent  Buffett รั้งอันดับที่ 6 ของโลกด้วยทรัพย์สินมูลค่ากว่า 139 แสนล้านดอลลาร์หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 4,813,848,000,000 หรือ (4.8 ล้านล้านบาท) เรียกได้ว่ามากกว่างบประมาณรายจ่ายทั้งปี 2024 ของไทยซึ่งอยู่ที่ 3.48 ล้านล้านบาทเสียอีก

Buffett ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ แต่อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Warren Buffett ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลงทุนและสามารถสร้างความมั่งคั่งมหาศาลได้? บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเส้นทางชีวิต กลยุทธ์การลงทุน และปรัชญาทางธุรกิจของ Warren Buffett เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจากการลงทุนที่สุดในโลก

จุดเริ่มต้นของ Warren Buffett

Warren Edward Buffett เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปี 1930 ในเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา สหรัฐอเมริกา โดย Buffett เป็นลูกคนที่สองจากพี่น้องทั้งหมด 3 คน เขาเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อของเขา Howard Buffett เป็นนักลงทุนและนักการเมือง ทำให้เขาได้สัมผัสกับโลกของการลงทุนและธุรกิจตั้งแต่ยังเด็ก

ในช่วงวัยเด็ก Buffett แสดงให้เห็นถึงความสนใจและความสามารถพิเศษในเรื่องตัวเลขและการทำธุรกิจ เขาเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหาค่าขนม ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยการขายหมากฝรั่ง โค้ก และนิตยสารในละแวกบ้าน เมื่ออายุ 15 ปี เขาเริ่มปั่นจักรยานออกส่งหนังสือพิมพ์ The Washington Post  ตามบ้านเรือน และสามารถทำเงินได้กว่า 2,000 ดอลลาร์ และเมื่อเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งเขาก็เจียดเงินจำนวน 25 ดอลลาร์เอาไปหุ้นกับเพื่อนเพื่อซื้อตู้เกมพินบอลมือสองแล้วนำไปวางไว้ที่ร้านตัดผม โดยแบ่งกำไรกับเจ้าของร้าน หลังจากสัปดาห์แรก ส่วนแบ่งกำไร 25 ดอลลาร์ที่บัฟเฟตต์ได้รับก็เพียงพอที่จะซื้อตู้เกมพินบอลเครื่องที่สองได้

ผ่านไปไม่นาน Buffett ก็มีตู้เกมพินบอล 7-8 ตู้วางในร้านตัดผมทั่วเมือง ซึ่งต่อมาเขาขายตู้เกมพินบอลทั้งหมดไปในราคา 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งให้ผลตอบแทน 4,000% (40 เท่า) จากเงินลงทุน 25 ดอลลาร์ในตอนแรกของเขา

ประสบการณ์ในช่วงแรกนี้สอนให้บัฟเฟตต์รู้จักพลังของผลตอบแทนทบต้นและการลงทุนในธุรกิจที่มีกำไร รายได้จากตู้เกมเครื่องแรกทำให้เขาขยายอาณาจักรตู้เกมพินบอลของเขาได้อย่างรวดเร็วและสร้างผลตอบแทนที่สำคัญเมื่อเขาขายธุรกิจนั้นไป

อายุเพียง 14 ปี เขาซื้อที่ดิน 40 เอเคอร์ในเนแบรสกาด้วยเงิน 1,200 ดอลลาร์ ซึ่งมาจากการทำธุรกิจตอนยังเด็ก และให้ชาวไร่เช่าทำไร่และได้ค่าตอบแทนหลักมาจากค่าเช่าทำกิน

ส่วนประสบการณ์ด้านการลงทุน Buffett เริ่มรู้จักการลงทุนเป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 11 ปี โดยเขาได้ทดลองซื้อหุ้นเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยซื้อหุ้น Cities Service Preferred จำนวน 3 หุ้น และอีก 3 หุ้นให้กับน้องสาว (Dorris Buffett) หลังจากถือหุ้นไว้ในตอนแรก ราคาหุ้นก็ตกลงมาเหลือประมาณ 27 ดอลลาร์ (ตอนแรกซื้อที่ 38 ดอลลาร์) ทำให้เขาเกิดความกังวล อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็ขายหุ้นออกไปเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปที่ 40 ดอลลาร์ ได้กำไรไป 4.6% การลงทุนในช่วงแรกนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความหลงใหลในการลงทุนและตลาดหุ้นตลอดชีวิตของเขา

 

Warren Buffett ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน: Value Spreadsheet

 

ในด้านการศึกษาที่ Buffett ได้รับก็มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานความรู้ทางการเงินและการลงทุนของเขา โดยหลังจากที่เขาเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย บัฟเฟตต์เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในปี 1947 เขาเรียนที่นั่นเป็นเวลา 2 ปีแต่รู้สึกว่าไม่ถูกโฉลกกับแนวทางเชิงทฤษฎีในการดำเนินธุรกิจของโรงเรียนแห่งนี้ (เพราะ Buffett เองก็เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก) ดังนั้น เขาจึงย้ายไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา และสำเร็จการศึกษาในปี 1949 ด้วยปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ

Benjamin Graham แรงบันดาลใจ Buffett สู่นักลงทุน VI ผู้ยิ่งใหญ่

 

Benjamin Graham ผู้ที่เปรียบได้ดั่งอาจารย์ด้านการลงทุนและผู้ชี้นำแนวคิด Value Investing ให้กับ Warren Buffett: Alphapicks

 

Warren Buffett พบกับ Benjamin Graham ครั้งแรกในช่วงปี 1950 ตอนที่เรียนปริญญาโทอยู่ที่ Columbia Business School ซึ่งก่อนหน้านี้ Buffett เองก็ติดตามผลงานของ Graham อยู่แล้ว อย่างงานเขียนชื่อก้องโลกอย่าง  “The Intelligent Investor” ของ Graham เป็นหนังสือที่โด่งดังมาก และหนังสือเล่มนี้ยังมีอิทธิพลต่อปรัชญาการลงทุนของ Buffett

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเนแบรสกา บัฟเฟตต์ได้สมัครเข้าเรียนที่ Harvard Business School แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากอายุน้อยเกินไป จากนั้นเขาจึงตัดสินใจเข้าเรียนปริญญาโทที่ Columbia Business School และที่นั่นทำให้เขาได้พบกับ Benjamin Graham ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น และเป็นทั้งแรงบันดาลใจให้กับ Warren  Buffett เจริญรอยตาม

ในช่วงปี 1951 ถึง 1954 ที่เขาเรียนปริญญาโท Warren Buffett ก็ทำงานควบคู่ไปด้วย โดยทำที่ Buffett-Falk & Co. ซึ่งเป็นบริษัทของพ่อเขาเอง ในตำแหน่งนายหน้าค้าหุ้น จนกระทั่งปี 1954  Buffett ก็ได้งานใหม่จากการชักชวนของ Gramham ให้ไปทำงานที่บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนของเขาเอง ที่ Graham-Newman Corp. โดยได้รับเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 12,000 ดอลลาร์ต่อปี (หรือประมาณ 136,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน)

ที่ Graham-Newman Corp. เขาได้ทำงานใกล้ชิดกับ Walter Schloss  ซึ่งเป็นเป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากแนวทางการลงทุนแบบเน้นมูลค่า (VI) นอกจากนี้เขาเป็นศิษย์คนสำคัญของ Gramham  บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นมูลค่าด้วย

 

Walter schloss ศิษย์เอกอีกคนของ Benjamin Graham: Walterscholoss

 

พูดถึงหลักการลงทุนของ Benjamin Gramham จะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของหุ้น และจะเข้าลงทุนเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าจริงเท่านั้น  ซึ่งหลักการดังกล่าวได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์การลงทุนของ Warren Buffett การให้คำปรึกษาและคำแนะนำที่ Benjamin Gramham ให้ไว้ในช่วงเวลาแห่งการก่อร่างสร้างตัวของ Buffett นับว่ามีอิทธิพลต่ออาชีพการงานของ Buffett และหล่อหลอมวิธีการลงทุนของเขาจนประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากสำเร็จการศึกษาที่ Columbia Business School   Warren Buffett ได้เข้าเรียนที่ New York Institute of Finance เป็นเวลาสั้น ๆ เพื่อเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุนเพิ่มเติมก่อนจะเริ่มต้นอาชีพนักลงทุนอย่างเต็มตัว

การเดินทางทางการศึกษาครั้งนี้ซึ่งโดดเด่นด้วยประสบการณ์จริงและการเรียนรู้ทางวิชาการ ปูทางสู่ความสำเร็จในอนาคตของ Warren Buffett ในฐานะนักลงทุนและนักธุรกิจ ต้องถือว่า Benjamin Graham ไม่เพียงแต่เป็นอาจารย์ เป็นเจ้านาย และเป็นที่ปรึกษาของ Warren Buffett เท่านั้น แต่เขายังเป็นดั่งคนที่แผ้วถางทางและเปิดโลกให้ Warren Buffett ได้เดินตามจนกระทั่งประสบความสำเร็จตราบเท่าทุกวันนี้

Berkshire Hathaway จุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ

ถ้าเล่าย้อนไปอีกนิดในช่วงที่ Warren Buffett ได้เริ่มต้นอาชีพที่เกี่ยวกับสายการเงินการลงทุน ต้องเล่าว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปี 1951 Buffett  ได้เริ่มต้นอาชีพในฐานะพนักงานขายการลงทุนที่บริษัท Buffett-Falk & Co. ของพ่อของเขา เขาทำงานที่นั่นจนถึงปี 1954 จากนั้นจึงเข้าร่วม Graham-Newman Corp. ในตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และที่ตำแหน่งนี้เองทำให้เขาสามารถนำหลักการการลงทุนแบบเน้นมูลค่าที่ได้เรียนรู้จาก  Graham มาใช้กับการลงทุนส่วนตัวของเขาได้ โดยเน้นไปที่การซื้อหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าจริงและทำความเข้าใจมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทต่าง ๆ

ในปี 1956 Warren Buffett  ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการก่อตั้งคล้าย ๆ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนบุคคลขนาดย่อม ๆ ในชื่อ  Buffett Partnership Ltd. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนการลงทุนที่รวบรวมเงินจากครอบครัวและเพื่อนฝูงไปลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อการลงทุน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของอาชีพการลงทุนแบบเต็มตัวและเต็มเวลาของเขา โดยกลยุทธ์การลงทุนของ Buffett Partnership Ltd. มีรากฐานมาจากการลงทุนแบบเน้นมูลค่าจริง และความสามารถของ Buffett ในการระบุหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าจริงทำให้หุ้นส่วนของเขาได้รับผลตอบแทนที่น่าประทับใจ

กลยุทธ์การลงทุนของ Buffett เริ่มทำผลตอบแทนได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในช่วงเวลาที่เขาบริหาร Buffett Partnership Ltd. ในช่วงประมาณปี 1962 Warren Buffett สมัยที่ยังเป็นนักลงทุนหนุ่มที่สนใจการลงทุนแบบเน้นมูลค่า เริ่มทยอยเข้าซื้อหุ้นของ Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสิ่งทอ เหตุผลที่ Buffett สนใจซื้อ Berkshire ก็เพราะเห็นว่าราคาหุ้นลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่บริษัทควรจะเป็น ซึ่ง Buffett ก็ได้เข้าซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างมาก Buffett ซื้อหุ้นผ่าน Buffett Partnership Ltd. โดยเริ่มทยอยเข้าซื้อที่ราคาประมาณ 7.60 ดอลลาร์ต่อหุ้น

ต้องขอเล่าประวัติ Berkshire Hathaway สักนิด บริษัท Berkshire Hathaway มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 1839 เมื่อ Oliver Chace ก่อตั้งบริษัท Valley Falls ใน Valley Falls รัฐโรดไอแลนด์ บริษัทนี้เดิมทีเป็นผู้ผลิตสิ่งทอ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทผ่านการควบรวมและขยายกิจการหลายครั้ง ซึ่งส่งผลต่อวิวัฒนาการของบริษัท

ในช่วงปี 1839-1929 บริษัท Valley Falls ขยายกิจการโดยซื้อโรงสีและโรงงานหลายแห่ง จนกลายเป็นผู้เล่นรายสำคัญในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในปี 1929 บริษัทได้เข้าควบรวมกิจการกับบริษัท Berkshire Cotton Manufacturing Company ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1889 การควบรวมกิจการครั้งนี้ทำให้เกิด Berkshire Fine Spinning Associates ซึ่งเติบโตและเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ปี 1955 บริษัทได้ดำเนินการควบรวมกิจการครั้งสำคัญอีกครั้งเมื่อ Berkshire Fine Spinning Associates รวมเข้ากับ Hathaway Manufacturing Company ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1888 การควบรวมกิจการครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการก่อตั้ง Berkshire Hathaway Inc. ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองนิวเบดฟอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ ในขณะนั้น Berkshire Hathaway มีโรงงานทั้งหมด 15 แห่งและมีพนักงานประมาณ 12,000 คน สร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 120 ล้านดอลลาร์

ต่อมาในปี 1960 อุตสาหกรรมสิ่งทอเผชิญกับความท้าทายครั้งรุนแรงเนื่องจากการแข่งขันจากการนำเข้าผ้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่าและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ผลประกอบการของ Berkshire Hathaway ตกต่ำลงเรื่อย ๆ บริษัทปิดโรงงานไป 8 แห่งจนเหลือเพียง 7 โรงงานและปลดพนักงานไปกว่าครึ่งหมื่นเหลือพนักงานทำงานอยู่เพียง 6,000 คน ปัญหาทางการเงินส่งผลให้มีการเลิกจ้างและปิดกิจการจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายบริหารของบริษัทต้องแสวงหาแนวทางใหม่เพื่อความอยู่รอด

ในปี 1965 เป็นช่วงเวลาที่ Buffett ได้สะสมหุ้น Berkshire Hathaway ไว้เพียงพอที่จะได้ส่วนแบ่งในการควบคุมบริษัท โดยเบ็ดเสร็จเขาซื้อหุ้นทั้งหมดของ Berkshire Hathaway ได้ในราคาเฉลี่ย 14.86 ดอลลาร์ต่อหุ้น  ซึ่งในตอนแรก Buffett มองว่าการซื้อหุ้น Berkshire เป็นโอกาสในการลงทุนที่มีมูลค่า แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อหันมามองอุตสาหกรรมสิ่งทอที่กำลังถดถอย Buffett จึงเปลี่ยนโฟกัสของ Berkshire Hathaway จากสิ่งทอมาเป็นโมเดลบริษัทโฮลดิ้งที่มีความหลากหลาย (บริษัทโฮลดิ้ง คือบริษัทที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทอื่น)

ภายใต้การนำของ Buffett  Berkshire Hathaway ได้เปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจไปเป็นกลุ่มบริษัท โดยเข้าซื้อกิจการและการลงทุนต่าง ๆ ในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นประกันภัย ค้าปลีกและการผลิต การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของ  Warren Buffett ในฐานะนักลงทุนที่ชาญฉลาดยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก

 

อาคารที่ทำการของบริษัท Berkshire Hathaway: CNBC

 

ในปี 1967 Buffett ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการเข้าสู่ธุรกิจประกันภัยด้วยการซื้อกิจการ National Indemnity Company ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยที่กำลังประสบปัญหา แต่ตัวเขามองเห็นศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดผ่านเบี้ยประกันภัย ซึ่งสามารถนำไปลงทุนในกิจการอื่น ๆ ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Buffett ได้ขยายพอร์ตโฟลิโอของ Berkshire Hathaway อย่างต่อเนื่องด้วยการซื้อกิจการบริษัทและแบรนด์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น GEICO, See’s Candies, Dairy Queen และอื่น ๆ อีกมากมาย กลยุทธ์ของเขาเน้นไปที่การลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการลงทุนแบบเน้นมูลค่าของเขา

ปัจจุบัน Berkshire Hathaway ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นหลักในตลาดโลก โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเกิน 700,000 ล้านดอลลาร์ และมีชื่อเสียงในด้านการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้แก่ผู้ถือหุ้น การประชุมประจำปีในโอมาฮาได้กลายมาเป็นกิจกรรมสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนและนักข่าวหลายพันคน ทำให้มรดกของบัฟเฟตต์ในฐานะนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งตลอดกาลยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้น

 เกร็ดน่ารู้

 ปัจจุบันในช่วงประมาณเดือน มิถุนายนปี 2024 Berkshire Hathaway ถือหุ้นในบริษัทดังต่อไปนี้

Apple Inc. (AAPL)

จำนวนหุ้นที่ถือ : 789,368,450

คิดเป็นมูลค่า: $135.36 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 40.81%

Bank of America Corp (BAC)

จำนวนหุ้นที่ถือ : 1,032,852,006

คิดเป็นมูลค่า : $39.17 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 11.81%

American Express Co (AXP)

จำนวนหุ้นที่ถือ : 151,610,700

คิดเป็นมูลค่า : $34.52 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 10.41%

Coca-Cola Co (KO)

จำนวนหุ้นที่ถือ: 400,000,000

คิดเป็นมูลค่า : $24.47 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 7.38%

Chevron Corp (CVX)

จำนวนหุ้นที่ถือ : 122,980,207

คิดเป็นมูลค่า : $19.40 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 5.85%

Occidental Petroleum (OXY)

จำนวนหุ้นที่ถือ : 248,018,128

คิดเป็นมูลค่า : $16.12 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 4.86%

Kraft Heinz Co (KHC)

จำนวนหุ้นที่ถือ : 325,634,818

คิดเป็นมูลค่า : $12.02 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 3.63%

Moody’s Corp (MCO)

จำนวนหุ้นที่ถือ : 24,650,000

คิดเป็นมูลค่า: $7.80 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 2.35%

DaVita Inc. (DVA)

จำนวนหุ้นที่ถือ: 36,095,570

คิดเป็นมูลค่า: $3.62 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 1.09%

Visa Inc. (V)

จำนวนหุ้นที่ถือ: 15,166,000

คิดเป็นมูลค่า: $3.63 billion

สัดส่วนในพอร์ตการลงทุน: 1.09%

 

อันที่จริงเรื่องของหุ้นที่ Berkshire Hathaway ถือก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ โดยสามารถดูรายชื่อหุ้นได้ ที่นี่ รวมไปถึงในแต่ละปี Berkshire โดย Warren Buffett เองก็จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีซึ่งถือเป็นการประชุมที่นักลงทุนทั่วโลกรอคอยและตั้งใจฟังว่า Buffett ในฐานะนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกจะออกมากล่าวอะไรบ้าง

กลยุทธ์การลงทุนของ Warren Buffett

สิ่งสำคัญเรื่องหนึ่งถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราศึกษาอัตชีวประวัติของ Warren Buffett หรือจะประวัติย่อของเขาก็ตาม ก็คือเรื่องการถอดวิธีการและกลยุทธ์ตลอดจนหลักการทางความคิดเบื้องหลังการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย

 

Warren Buffett นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก: Reuters

 

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing)

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์การลงทุนของ Buffett คือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลมาจาก Benjamin Graham เขามองหาบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท Buffett เชื่อว่าตลาดหุ้นมักจะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

การลงทุนระยะยาว

 Buffett เป็นที่รู้จักในฐานะนักลงทุนระยะยาว เขามักจะถือครองหุ้นของบริษัทที่เขาเชื่อมั่นเป็นเวลานาน บางครั้งนานหลายทศวรรษ เขามีคำพูดที่มีชื่อเสียงว่า “ระยะเวลาการถือครองที่ดีที่สุดคือตลอดกาล” แนวคิดนี้ช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและภาษี อีกทั้งยังช่วยให้เขาได้รับประโยชน์จากการเติบโตระยะยาวของบริษัทที่มีคุณภาพสูง

การเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง

 Buffett  ให้ความสำคัญกับการเข้าใจธุรกิจที่เขาลงทุนอย่างถ่องแท้ เขามักจะลงทุนในอุตสาหกรรมและบริษัทที่เขาเข้าใจได้ง่าย (หรือเขาเข้าใจ) และหลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจที่ซับซ้อนเกินไปหรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งยากต่อการคาดการณ์อนาคต

การมองหาธุรกิจที่มีป้อมปราการ (Economic Moat)

Buffett ชอบลงทุนในบริษัทที่มี “ป้อมปราการเศรษฐกิจ” ซึ่งหมายถึงธุรกิจที่มีความสามารถในการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือคู่แข่ง เพื่อปกป้องผลกำไรระยะยาวและส่วนแบ่งการตลาด เช่นเดียวกับปราสาทยุคกลาง ที่มีคูเมืองคอยทำหน้าที่ปกป้องผู้ที่อยู่ภายในป้อมปราการ

การบริหารความเสี่ยง

แม้ว่า Buffett จะเน้นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมาก เขามักจะรักษาเงินสดสำรองไว้จำนวนมากเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดและเพื่อใช้ในการลงทุนเมื่อมีโอกาสที่ดี นอกจากนี้ เขายังกระจายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยงจากการฝากความหวังไว้ที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งอีกด้วย

หุ้นพลิกพอร์ตของ  Buffett

เป็นเรื่องธรรมดาที่การลงทุนจะมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว และตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Buffett เองกับหลักการ VI ทำให้การลงทุนของเขาส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จและช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเขาเองและผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway โดยบรรดาหุ้นที่เรียกได้ว่าพลิกพอร์ตจนส่งให้ชายชื่อ Warren Buffett ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดทอป 10 ของโลกได้แก่

Coca-Cola

Buffett เริ่มลงทุนใน Coca-Cola ในปี 1988 โดยซื้อหุ้นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เขาเห็นศักยภาพของแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วโลกของ Coca-Cola การลงทุนนี้ได้สร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับ Berkshire Hathaway ผ่านการเติบโตของราคาหุ้นและเงินปันผล

American Express

Buffett เริ่มลงทุนใน American Express ในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อบริษัทกำลังเผชิญวิกฤต เขามองเห็นคุณค่าของแบรนด์และโมเดลธุรกิจของบริษัท การลงทุนนี้ได้พิสูจน์ความถูกต้องเมื่อ American Express ฟื้นตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

GEICO

Berkshire Hathaway เริ่มลงทุนใน GEICO ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยรถยนต์ ในปี 1976 และเข้าซื้อกิจการทั้งหมดในปี 1996 GEICO กลายเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นแหล่งกำไรที่สำคัญของ Berkshire Hathaway

Apple

แม้ว่า Buffett จะมีชื่อเสียงในการหลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี (เพราะเขาไม่ถนัด) แต่จากตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้นในพอร์ตของ Berkshire ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เขามอง Apple อย่างไรในวันนี้ Buffett เริ่มเทสัดส่วนการลงทุนไปที่ Apple อย่างมากนับตั้งแต่ปี 2016 เพราะเขามองว่า Apple มีแบรนดิ้งที่แข็งแกร่งและความภักดีของลูกค้าสูง ซึ่งการลงทุนใน Apple ได้สร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับ Berkshire Hathaway

การที่ Warren Buffett ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจากการลงทุนที่สุดในโลกนั้นมาจากหลายปัจจัย  ทั้งความสามารถในการเลือกหุ้นที่มีศักยภาพ กลยุทธ์การลงทุนที่เน้นคุณค่าและระยะยาว การบริหารจัดการ Berkshire Hathaway อย่างมีประสิทธิภาพ และการยึดมั่นในหลักจริยธรรมทางธุรกิจ

ความสำเร็จของ Buffett ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการทำงานหนัก  การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และความอดทนตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ แม้ว่าจะมีความท้าทายและการวิจารณ์บ้าง แต่อิทธิพลของเขาต่อวงการการลงทุนและธุรกิจยังคงแข็งแกร่งและยาวนาน โดย Buffett กลายเป็นมหาเศรษฐี (ได้รับการจัดอันดับจาก Forbes) อย่างเป็นทางการในปี 1986 ตอนที่เขาอายุได้ 56 ปี ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในอาชีพการงานของเขา เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านของเขาสู่ระดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จะเห็นว่าเขาก็ไม่ได้เร่งรวยเร็วแต่อย่างใดกว่าจะประสบความสำเร็จแบบสุดขีดก็อายุอานามเกือบจะเกษียณแล้ว (ถ้าเทียบกับที่ไทย)

บทเรียนและแนวคิดของ Buffett ยังคงมีคุณค่าสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ธุรกิจอย่างลึกซึ้ง การลงทุนด้วยมุมมองระยะยาว หรือการรักษาความซื่อสัตย์และจริยธรรมในการทำธุรกิจ

 


เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ


อ้างอิง

https://www.investopedia.com/articles/financial-theory/08/Buffetts-road-to-riches.asp

https://www.economist.com/finance-and-economics/2024/08/08/why-warren-Buffett-has-built-a-mighty-cash-mountain

https://www.gurufocus.com/guru/warren%2Bbuffett/current-portfolio/portfolio?view=table

https://thebrandhopper.com/2023/03/22/the-berkshire-hathaway-story-how-warren-buffett-built-a-financial-empire/

https://www.investopedia.com/articles/financial-theory/08/buffetts-road-to-riches.asp

https://www.forbes.com/real-time-billionaires/#49bd27263d78

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer