Trend/สถานะบริษัทใหญ่ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวถูกจับตามอง โดยเมื่อประสบความสำเร็จเสียงชื่นชมย่อมล้นหลาม แต่ถ้าพลาดขึ้นมาเสียงวิจารณ์ก็คงมากเช่นกัน

ยิ่งถ้าเป็นการพลาดจากการเปลี่ยนแปลงที่ผิดทิศผิดทาง เสียงวิจารณ์ก็ยิ่งดังพร้อมคำถามตัวใหญ่ ๆ ว่า มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และจะกู้สถานการณ์ได้หรือไม่ เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นกับ Disney

Disney ปล่อยตัวอย่างหนัง Snow White ออกมาเมื่อต้นสิงหาคม 2024 โดยทัศนะต่อตัวอย่างหนังส่วนใหญ่เป็นไปทางลบ แบบสำนวนที่เรียกว่าทัวร์ลงอย่างชัดเจน

สังเกตได้จากยอดคนไม่ชอบ (ดิสไลก์) ณ 27 สิงหาคม ทะลุล้านครั้งไปแล้ว ตรงข้ามกับคนที่ชอบ (ไลก์) ซึ่งยังอยู่ที่เพียง 79,000 ครั้งเท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องนี้มีที่มา

Disney เริ่มเดินหน้าสร้าง Snow White ในรูปแบบหนังคนแสดง เมื่อปี 2016 พร้อมตั้งความหวังไว้สูง เพราะในรูปแบบหนังการ์ตูนเมื่อปี 1937 คือคอนเทนต์ที่เปิดประตูความสำเร็จให้บริษัท

และเทพนิยายดัง ๆ ที่นำมาเป็นหนังคนแสดงก่อนหน้านั้นส่วนใหญ่ เช่น Cinderella และ Beauty and the Beast ต่างก็ประสบความสำเร็จ

ข่าวความคืบหน้าของหนังเรื่องนี้มีออกมาเป็นระยะ ๆ โดยช่วงแรก ๆ หลังได้ มาร์ก เว็บ ผู้กำกับหนัง Spider-Man 2 ภาคในปี 2012 มากำกับ และมือทำเพลงประกอบจากหนัง La La Land

เกล กาดอต

รวมไปถึงการได้ เกล กาดอต จากหนัง Wonder Woman มารับบทราชินีใจร้ายกระแสของหนังก็ยังดีอยู่ แต่หลังคว้าตัวได้ ราเชล เซกเลอร์ มาเป็น Snow White กระแสมีแต่จะเป็นไปในทางลบ

Disney โดนโจมตีว่า นำเทรนด์การตื่นรู้เรื่องสีผิว เชื้อชาติ เพศสภาพ เพื่อความเท่าเทียม หรือที่เรียกว่า Woke (โว้ค) มาใช้ในทางที่ผิด เพราะนักแสดงหญิงผู้นี้มีเชื้อสายลาตินและผิวสีน้ำตาล

ราเชล เซกเลอร์

ผิดจากบทประพันธ์ดั้งเดิมที่ Snow White รวมไปถึงภาพจำจากการ์ตูนที่ Disney ทำเมื่อยุค 30 ที่เป็นหญิงสาวยุโรปผิวขาว แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ถัดมา Disney โดนโจมตีว่าการใช้ซีจีสร้างภาพคนแคระแทนนักแสดงที่เป็นคนแคระจริง ๆ ถือเป็นความถดถอย

ปีเตอร์ ดิงคลาเก

นี่เป็นการวิจารณ์ที่เป็นข่าวดัง ๆ เพราะต้นเสียงวิจารณ์คือ ปีเตอร์ ดิงคลาเก นักแสดงคนแคระดังสุดยุคนี้ที่สร้างมาจากบทสำคัญในซีรีส์ Game of Thrones 

ข่าวที่กระทบกับ Snow White ยังไม่หยุดแค่นั้น และยังถูกนำไปโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางอีกด้วย โดย เกล กาดอต ซึ่งเป็นชาวอิสราเอล ออกมาแสดงความคิดเห็นปกป้องบ้านเกิด จนเกิดกระแสต่อต้านหนัง

และโจมตีกลุ่มฮามาส คู่ขัดแย้งของรัฐบาลอิสราเอล อันนำมาสู่การโจมตีปาเลสไตน์ ถัดจากนั้นไม่นาน ราเชล เซกเลอร์ ได้ออกมากล่าวโจมตีอิสราเอล และย้ำความเห็นใจต่อปาเลสไตน์

ราเชล เซกเลอร์ ยังสร้างเรื่องไม่หยุด โดยเธอกล่าววิจารณ์ทั้งเรื่องและตัวละคร Snow White ว่าตกยุคและแปลกหลุดโลก จากการที่เจ้าชายมาแอบติดตาม Snow White และยังแอบจูบระหว่างหลับอีกด้วย

ปี 2023 หนัง Snow White ถ่ายทำและทำซีจีใกล้เสร็จ กลายเป็นประเด็นอีกครั้ง โดยถูกโยงว่า เป็นตัวอย่างหนังจากเทพนิยายที่ Disney มาเกาะเทรนด์โว้คจนผิดเพี้ยน

ท่ามกลางการโจมตีหนัง The Little Mermaid ที่ใช้นักแสดงหญิงผิวสี แทนที่คนผิวขาวแบบต้นฉบับ

กระแสโจมตีทั้งหมดทำให้ Disney ต้องถ่ายซ่อมกับปรับบท Snow White จนเพิ่งเสร็จสิ้นเมื่อกรกฎาคม และงบการสร้างบานปลายไปเป็น 300 ล้านดอลลาร์ (ราว 10,100 ล้านบาท)

หนังตัวอย่างที่ออกมาก็ยังคงกระแสไม่ดี ยืนยันได้จากยอดดิสไลก์หลักล้านบนยูทูบนั่นเอง

Snow White วางคิวฉายไว้มีนาคม 2025 เลื่อน ไป 1 ปีเต็มจากกำหนดการเดิม โดยต้องติดตามกันต่อไปว่า จะมีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ กับหนังหรือไม่ และเมื่อเข้าฉายจะทำเงินมากน้อยแค่ไหน

ความเคลื่อนไหวของหนัง Snow White ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะ Disney นอกจากถูกมรสุมเทรนด์โว้คเล่นงานแล้ว Disney ยังถูกวิจารณ์ว่าตกยุค

และมัดใจ Gen Z ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ไม่ได้และตกยุค เพราะไม่มีคอนเทนต์ใหม่ ๆ ออกมาเลย

ตรงกันข้ามกลับเน้นทำแต่ภาคต่อจากตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ค่าย Marvel และนำหนังจากเทพนิยายซึ่งก็เคยเป็นการ์ตูนมาก่อน จนเหมือนจะเอาใจแต่ผู้ใหญ่กลุ่ม Gen Y ไปจนถึง Babyboom เสียแล้ว

ยืนยันได้จากงานรวมตัวแฟน Disney – D23 ครั้งล่าสุดที่ผู้ที่ซื้อบัตรเข้างานส่วนใหญ่เป็นคน Gen Y ขึ้นไป และมี Gen Z อยู่น้อยมาก

มรสุมโว้คของ Disney ยังถือเป็นบทเรียนราคาแพงในการทำแคมเปญ ผลิตสินค้าหรือทำคอนเทนต์เกาะกระแสสังคม-การเมือง (CSA) ที่ผิดที่ผิดทาง

ไม่ได้ดูให้รอบคอบจนส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยนอกจาก Disney แล้ว Anheuser-Busch ก็เกาะเทรนด์โว้ค

ด้วยการเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้เป็นเบียร์ Bud Light ของแอลจีบีทีคิว แต่กลุ่มชายแท้ที่เป็นลูกค้าหลักมานานไม่ปลื้ม นำมาสู่การคว่ำบาตร

ฉุดยอดขาย Bud Light ให้ลดลงถึงไป 1,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 47,500 ล้านบาท) เมื่อช่วงต้นปี 2024 ที่ผ่านมา

กระทบต่อภาพลักษณ์ของ Budweisser เบียร์แบรนด์ใหญ่สุดและดังสุดในเครือ Anheuser-Busch ในสหรัฐฯ อย่างมหาศาล/theguardian, wikipedia, bbc

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer