Trend/ทุกธุรกิจจะรุ่งหรือร่วงก็ด้วยสินค้าที่ขายให้ลูกค้า ซึ่งสินค้าแต่ละธุรกิจก็แตกต่างกันไป บริษัทในธุรกิจบันเทิงสินค้าก็คือคอนเทนต์รูปแบบต่าง ๆ
นี่จึงทำให้ลูกค้าของแต่ละบริษัทในแต่ละธุรกิจต่างกันไปด้วย ซึ่งหากถูกเมินจากกลุ่มลูกค้าหลักเมื่อใดย่อมเป็นสัญญาณอันตรายที่มองข้ามไม่ได้ และต้องหาทางแก้ให้ได้เพื่อนำไปสู่การกู้วิกฤต

สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดกับ Disney โดยเมื่อช่วงกลางสิงหาคมที่ผ่านมา แม้วัดจากจำนวนแล้วถือว่าผู้ไปร่วมงาน D23 ซึ่งเป็นการรวมตัวของเหล่าแฟนพันธ์ุแท้ตัวจริง Disney ทั่วสหรัฐฯ

และอีก 36 ประเทศทั่วโลกที่ Disneyland หลักในเมือง อนาไฮล์ม รัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐฯ ยังคงคับคั่ง ทว่ามีสิ่งที่ต่างออกไป
เพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 12- 27 ปี หรือ Gen Z ลดลงไปเป็นอย่างมาก ตรงข้ามกับกลุ่ม Gen Y, Gen X และ Babyboom

ซึ่งเป็นคนรุ่นพี่ รุ่นพ่อแม่หรือรุ่นตายาย ที่มากันอย่างหนาตา จนเป็นการสะท้อนว่า Disney ถูก Gen Z หรือเด็กกับวัยรุ่นยุคนี้เมินเสียแล้ว
ทั้งที่เด็กและวัยรุ่นคือกลุ่มเป้าหมายหลักมาทุกยุคทุกสมัย โดยเรื่องนี้มาจากหลายสาเหตุประกอบกัน

สาเหตุแรกมาจาก Gen Z สนใจสื่อโซเชียล (โดยเฉพาะ TikTok) โมบายดีไวซ์ (สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต) และคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ รวมไปถึงเกมออนไลน์มากกว่าคอนเทนต์ของ Disney

อีกสาเหตุคือ Gen Z มองว่าคอนเทนต์ของ Disney น่าเบื่อ เพราะเน้นทำภาคต่อ เช่น ในกรณีของ The Avengers และ Star Wars ที่มีหนังและซีรีส์ออกมามากมายจนตามดูกันไม่ไหว
ส่วนคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่เปิดตัวในงาน D23 ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นภาคต่ออีก เช่น Moana 2, Frozen 3, The Incredibles 3 และ Toy Story 5 แทนที่จะเป็นคอนเทนต์ใหม่ เรื่องใหม่
ขณะเดียวกันยังเป็นเรื่องจากหัวคิดคนรุ่นที่แก่กว่า จึงดูไกลตัวและมีช่องว่างระหว่างวัย และบางคอนเทนต์ก็ตกยุค โดยกรณีนี้ยืนยันได้จากขาลงของคอนเทนต์กลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ นั่นเอง

ส่วนสาเหตุสุดท้ายมาจากราคาบัตรเข้างานแพงขึ้น โดยบัตรเข้างาน D23 ปี 2024 แพงขึ้นมา 25%
จึงทำให้บรรดา Gen Z ที่เพิ่งทำงานได้ไม่นาน ตัดสินใจไม่มาเพื่อประหยัดเงินไว้เป็นค่าครองชีพในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

อย่างไรก็ตาม Disney ยังพอมีคอนเทนต์ที่โดนใจ Gen Z อยู่บ้าง เช่น Inside Out 2 ซึ่งตัวละครที่ชื่อว่า Ennui หรืออารมณ์เฉยชา ที่ใกล้เคียงลักษณะของ Gen Z จนกลายเป็นหนึ่งในหนังทำเงินมากสุดของปี 2024
จากสถานการณ์ทั้งหมดจึงกลายเป็นว่า Disney สอบตกในการมัดใจ Gen Z แต่กลับครองใจกลุ่มที่โตกว่า
และมีกำลังซื้อมากกว่าไว้ได้อย่างเหนียวแน่นแทน ซึ่งหากดูจากวัยแล้วก็เป็นรุ่นเดียวกับบรรดาผู้กำกับและผู้บริหาร Disney นั่นเอง
แน่นอนว่า Disney ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้มีการทุ่มงบก้อนใหญ่ทำคอนเทนต์ลงสื่อโซเชียล และจ้างอินฟลูเอนเซอร์พร้อมกับกระจายคาแรกเตอร์ไปยังแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ Gen Z ดูมากขึ้น

ไล่ตั้งแต่สื่อโซเชียลและเกมออนไลน์ โดยอย่างหลังมีการให้งบกับ Epic Game บริษัทผู้ผลิตเกม Fortnite ไปถึง 1,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 51,700 ล้านบาท) เลยทีเดียว

นอกจากนี้ เป็นที่คาดว่า Disney ก็คงไม่หยุดสร้างเครื่องเล่นใหม่ ๆ เพื่อดึงดูด Gen Z ให้เข้าสวนสนุก Disneyland มากขึ้น

และมีความเป็นไปได้ว่าคนรุ่นใหม่จะมีส่วนในการออกแบบมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการตกยุคนั่นเอง ♦/theguardian
–
