มนุษย์เป็นสิ่งเปราะบางเพราะเพียงแค่ฤดูกาลก็สามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจของเราได้แล้ว

เมื่อคิดถึงฤดูหนาว เราอาจนึกถึงการซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ลุกขึ้นมาจิบกาแฟอุ่น ๆ แล้วงีบหลับต่อยาว ๆ ฟังดูช่าง Low energy

สมาคมจิตแพทย์อเมริกันเคยศึกษาว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวชาวอเมริกัน 40% จะประสบกับภาวะซึมเศร้า

นั่นเป็นเพราะในช่วงฤดูหนาว การได้รับแสงแดดน้อยลง ซึ่งทำให้ระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนินลดลง ลักษณะอาการจะคล้ายคลึงกับการจำศีลของสัตว์ เช่น เมื่ออุณหภูมิที่ต่ำลงทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้น หมีสีน้ำตาล กระรอกดิน รวมถึงสัตว์ชนิดอื่น ๆ จะหลีกเลี่ยงฤดูหนาวด้วยการงีบหลับนาน ๆ เพื่อประหยัดพลังงานในช่วงเวลาของปีที่มีอาหารไม่เพียงพอ

หลายคนจึงรู้สึกหดหู่ ไม่อยากลุกจากเตียงในตอนเช้าที่อากาศหนาวจัด หรือรู้สึกง่วงนอนมากกว่าปกติ เพราะร่างกายผลิตเมลาโทนิน (ฮอร์โมนที่ช่วยให้หลับสบาย) มากเกินไป ส่งผลให้ระดับพลังงานลดลง และรู้สึกเหนื่อยล้า นอกจากนี้ ระดับเซโรโทนิน (ฮอร์โมนแห่งความสุข) ก็ลดลงด้วย นาฬิการ่างกายรวนไปหมด

เป็นที่มาของโรคซึมเศร้าฤดูหนาวที่เรียกว่า “โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล” Seasonal Affective Disorder หรือ SAD  โดยโรคนี้คนจะซึมเศร้าตามฤดูกาล คือจะรู้สึกสบายเดือนที่อากาศอบอุ่น แต่พอเจอฤดูหนาวจะเศร้า เหงา เคว้งคว้าง คล้ายกับภาวะซึมเศร้า มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับว่า เพราะร่างกายเราได้รับแสงแดดน้อย ระดับเซโรโทนินซึ่งเป็นสารเคมีที่ผลิตโดยเซลล์ประสาทซึ่งคอยช่วยควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมทางสังคม ความอยากอาหารและการย่อยอาหาร ความจำ ก็ลดลงไปด้วย แต่ถ้าเรารู้สึกเช่นนี้ในฤดูหนาวไม่ได้แปลว่าจะป่วยเป็นโรค SAD เสมอไป และอาการนี้จะหายไปเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน

โรค SAD จึงมักพบได้บ่อยในภูมิภาคทางตอนเหนือของโลก เช่น สแกนดิเนเวียและอลาสกา เพราะมีกลางวันสั้นที่สุดแต่ฤดูหนาวยาวนานที่สุด

ฤดูหนาวยังเป็นฤดูกาลที่หลายคนมักจะอ้วนขึ้น การวิจัยแสดงให้เห็นว่าฤดูหนาวเป็นช่วงที่คนควบคุมอาหารได้แย่ที่สุด และมีน้ำหนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลวันหยุดอยู่ที่ประมาณ 0.5 ถึง 1.3 กิโลกรัม  เพราะการออกกำลังกายในฤดูหนาวค่อนข้างลำบาก

บรรยากาศเย็น ๆ เมฆหมอกปกคลุม มองไปทางไหนก็ดูสงบ เรียบง่ายกว่าทุกฤดู ไวบ์เช่นนี้ส่งผลให้จิตใจของเราเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

ฤดูหนาวจะทำให้เรามีสมาธิดีเป็นพิเศษ วิจัยพบว่าในช่วงเวลานี้ของปีคนจะมีสมาธิในการเรียน โฟกัสกับการทำงานได้ง่ายกว่าทุกฤดู เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับเซโรโทนิน และโดพามีนซึ่งเกิดจากการได้รับแสงแดดน้อยลง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของการทำงานทางปัญญา

และในช่วงที่หัวใจเราถูกแช่แข็งด้วยอากาศเย็น ๆ เช่นนี้ จิตใจกลับอ่อนไหวและใจดีเป็นพิเศษ เพราะมีผลการสำรวจพบว่าอัตราการบริจาคเงินเพื่อการกุศลจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งคนมักจะให้ทิปแก่พนักงานเสิร์ฟเพิ่มขึ้น 4% ในช่วงนี้ของทุกปี

ทำไมเราจึงรู้สึกเหงาในฤดูหนาว

  1. ความคิดที่มีต่อฤดูหนาว

บรรยากาศอึมครึม ไร้แสงอาทิตย์ มักจะทำให้คนเกิดความรู้สึกเงียบเหงา อ้างว้าง ผิดกับฤดูร้อนที่ช่างสว่างไสวให้ความรู้สึกสนุกสนาน

  1. แรงจูงใจลดน้อยลงในช่วงฤดูหนาว

เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยล้าและอารมณ์ไม่ดี อาจส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ไม่อยากไปออกกำลังกาย หิวอาหารฟาสต์ฟู้ดมากกว่าปกติเพื่อเพิ่มพลังงาน หรือนอนทั้งวัน

ปรับมุมมองแล้วฤดูหนาวจะกลายเป็นช่วงเวลาโปรด

  1. ตีกรอบใหม่ให้กับฤดูหนาว

หากเรามองว่าฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่น่าเฝ้ารอคอย ก็จะมีทัศนคติเชิงบวกต่อฤดูหนาว แทนที่จะคิดถึงความอึมครึม อาจจะคิดถึงการนั่งล้อมรอบกองไฟ อ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม ดื่มนมอุ่น ๆ สักแก้ว อยู่กับตัวเอง หลีกหนีจากความวุ่นวายตลอดทั้งปี เพียงเท่านี้ก็ทำให้ฤดูหนาวน่าเฝ้ารอคอยแล้ว

  1. หาเวลาอยู่กลางแจ้ง

ในฤดูหนาวเราอาจรู้สึกอยากฝังตัวอยู่บนเตียงนุ่ม แต่จะดีไม่น้อยหากเราหาเวลาออกไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบ้าง ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์หรือขยับร่างกาย จะช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้

  1. ให้แสงเข้ามา

พยายามเปิดม่านรับแสงแดดบ้าง อย่าอุดอู้อยู่เพียงในห้องมืด ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ หรือหากวันทั้งวันไม่มีแสงอาทิตย์เลย อาจใช้วิธีเปิดโคมไฟสีส้มทดแทน

ถึงกระนั้น ก็มีคนจำนวนไม่น้อยรอคอย ‘ฤดูหนาว’ มาเยือน