ข้าวเกรียบหลอด SB เมื่อ Gen 3 ขอออกจากกงสี สู่เส้นทางขนมขบเคี้ยวสายสุขภาพ

ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ Deejai และ We Chips ได้ขึ้นเชื่อว่าเป็นขนมที่เกิดจาก บัณฑิต พิสิทธิวิทยานนท์ Gen 3 ของ ข้าวเกรียบหลอด SB และไดโนพาร์ค ที่แยกตัวออกมาจากกงสี ทำธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพของตัวเองภายใต้บริษัท ต้าเจีย จำกัด

การเข้ามาของ ต้าเจีย เริ่มต้นจากการลองผิดลองถูกในตลาดขนมหลากรูปแบบ จนพบว่าขนมสายสุขภาพเป็นธุรกิจที่สามารถไปต่อได้ จากคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดที่ไม่มากนัก

และเริ่มต้นธุรกิจขนมสายสุขภาพจากการทำ ODM (Original Design Manufactuere) รับจ้างออกแบบพัฒนาสินค้าให้ผู้ว่าจ้าง มีลูกค้าแบรนด์แรกคือ De La Lita ที่เข้ามาจ้างทำ ODM Nachos จากความต้องการนำขนมไปเสิร์ฟลูกค้ารับประทานควบคู่กับสลัด และ ต้าเจีย ปิดการขายด้วย Whole Wheat Chips แทน จากการมองว่าเหมาะสมที่จะรับประทานกับสลัดมากกว่า

ส่วนปัจจุบัน ต้าเจีย ได้แตกไลน์จากการทำ ODM สู่ธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพในแบรนด์ของตัวเองภายใต้ชื่อ DeeJai ขนมธัญพืชข้าวกล้องหอมมะลิในปี 2562  และขนมที่มีส่วนผสมจาก Whole Grain ในชื่อ We Chips ในปี 2564

การเข้ามาทำตลาดของ DeeJai และ We Chips ได้สร้างธุรกิจจากกลยุทธ์ผ่านจุดเด่นของเรื่อง รสสัมผัสของขนมที่ดี ไม่มันติดนิ้ว ไม่ใส่ผงชูรส และวัตถุกันเสีย เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรักสุขภาพ

พร้อมกับทำตลาดในช่วงแรกของทั้งสองแบรนด์ผ่านการโรดโชว์ตามงาน Expo ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความรู้จักกับกลุ่มลูกค้า และมองหาพาร์ตเนอร์เป็นตัวแทนจำหน่ายที่เป็น Distribution ในต่างประเทศเพื่อกระจายสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ ที่สนใจ

ซึ่งในตลาดต่างประเทศ ปัจจุบัน DeeJai และ We Chips ทำตลาดในสิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้

และบัณฑิตมองว่าประเทศจีนเป็นตลาดที่มีความสำคัญสูงสุด จากการเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมาก, มี Infrastructure ที่เอื้ออำนวยในการจำหน่าย ทั้งช่องทางออนไลน์ และพาร์ตเนอร์ที่นำสินค้าไปทำตลาด และไม่มีคู่แข่งเป็นแบรนด์โลว์คอลในสินค้าประเภทเดียวกัน

ส่วนในประเทศไทย 2566 DeeJai และ We Chips ได้รุกตลาดในประเทศไทยผ่านการขยายช่องทางขายจากเดิมที่ขายตามงาน Expo และออนไลน์ด้วยการเข้าร่วมโครงการท็อปส์ ท้องถิ่น ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเหลือ SME ของท็อปส์ เพื่อนำสินค้าไปจำหน่ายในสาขาของท็อปส์ทุกแพลตฟอร์มที่มีอยู่ตามความเหมาะสมของช่องทางแต่ละสาขา เพื่อเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง จากการมองเห็นโอกาสของตลาดจากพฤติกรรมคนไทยใส่ใจสุขภาพ และรู้จักขนมเพื่อสุขภาพมากขึ้น ที่เป็นส่วนสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตด้านรายได้

ใน 3 ปีที่ผ่านมาบริษัท ต้าเจีย จำกัด มีผลประกอบการรายงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ปี 2564 รายได้รวม 9.51 ล้านบาท กำไร 0.40 ล้านบาท

ปี 2565 รายได้รวม 12.02 ล้านบาท กำไร 0.17 ล้านบาท

และปี 2566 รายได้รวม 16.33 ล้านบาท กำไร 0.43 ล้านบาท

 

และในปี 2567 บัณฑิต พิสิทธิวิทยานนท์ Co-founder ต้าเจียคาดหวังว่า DeeJai และ We Chips จะสามารถสร้างรายได้สัดส่วน 25% ของรายได้รวมทั้งหมด 20 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้คนไทยรู้จักในวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ที่มีความรู้และความเข้าใจในสินค้าและราคา ยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อรับประทานขนมที่ดีต่อสุขภาพตัวเอง

พร้อมกับสร้างการเติบโตด้านรายได้เป็น 30 ล้านบาทในปี 2568 บนสัดส่วนรายได้ตลาดในไทย 25% เท่ากับปี 2567

แต่การเติบโตด้านรายได้ในประเทศไทยของ ต้าเจีย เป็นการเติบโตบนความท้าทายในเรื่องของ

  1. Brand Awareness ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น บนค่าการตลาดในไทยที่ค่อนข้างสูง และยังทำตลาดในไทยผ่านช่องทางขายที่เข้าถึงลูกค้ากลุ่มแมสเพียง 1 ปี หลังจากจับมือกับท็อปส์ ท้องถิ่น
  2. DeeJai และ We Chips มีช่องทางจัดจำหน่ายในไทยไม่มากนัก และตลาดขนมเพื่อสุขภาพในไทย ยังเป็นตลาดที่เล็กมีสัดส่วนเพียง 10% เมื่อเทียบกับขนมขบเคี้ยวกลุ่มอื่น ๆ ที่เข้ามาแย่งพื้นที่ในเชลฟ์สินค้า จนร้านค้าปลีกบางแห่ง หรือบางสาขา นำขนมกลุ่มสุขภาพไปรวมกับขนมอื่น ๆ จนผู้บริโภคมองผ่าน ๆ อาจไม่รับรู้ว่าขนมที่อยู่ตรงหน้าเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ
  3. ผู้บริโภคบางกลุ่มมองขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพมีรสชาติที่ไม่ถูกปาก และรสสัมผัสที่ไม่ดี
  4. ขนมเพื่อสุขภาพมีราคาจำหน่ายที่สูงเมื่อเทียบกับขนมขบเคี้ยวอื่น ๆ ทำให้ผู้บริโภคที่มองการรับประทานขนมเพื่อความเพลิดเพลินอาจมองข้ามขนมเพื่อสุขภาพไป

ข้าวเกรียบหลอด SB

จากความท้าทายที่กล่าวมา ทำให้บัณฑิตสร้างการเติบโตของ DeeJai และ We Chips ผ่านกลยุทธ์ 3 ประการ ได้แก่

1. ขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ด้วยการจับมือกับสู่กรูเมต์ มาร์เก็ต นำแบรนด์ DeeJai และ We Chips เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเชลฟ์ และมีแผนในการพูดคุยกับวิลล่า มาร์เก็ท และร้านสุขภาพอื่น ๆ เพื่อเสริมช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ที่มีอยู่

ซึ่งการขยายช่องทางจัดจำหน่ายในไทย บัณฑิตเลือกที่จะไม่เข้าไปเซเว่นอีเลฟเว่น จากความไม่พร้อมในเงื่อนไขการขาย และการถูกจำกัดสาขาที่จำหน่ายจนไม่สามารถประชาสัมพันธ์ได้ว่าขายที่เซเว่นฯ ทุกสาขา

ประกอบกับเซเว่นฯ เป็นช่องทางที่ยังไม่เหมาะสมกับรูปแบบสินค้าที่มียังไม่แมส และมีราคาสูง เพราะ DeeJai และ We Chips ขนาด 70 กรัม ราคา 59 บาท ซึ่งอาจจะทำให้ลูกค้าที่ไม่รู้จักแบรนด์ไม่ซื้อสินค้า จนต้องนำสินค้าออกจากเชลฟ์ในเซเว่นฯ ในเวลาต่อมา

2. สร้างประสบการณ์รับรู้ถึงรสชาติและแบรนด์สินค้าผ่านการ Collab กับร้านอาหาร Fishmonger และ No Drama Burger ด้วยการนำ We Chips เข้ามาพัฒนาเป็นเมนูเสิร์ฟให้กับลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ในการรับประทาน

ซึ่งในอดีต ต้าเจีย เคยนำ We Chips ไป Collab กับโจนส์สลัด พัฒนาเป็นเมนูเสิร์ฟให้กับลูกค้าในปี 2565 และได้รับการตอบรับจากลูกค้าดี แต่ไม่สามารถต่อยอดเป็นรายได้จากการขายที่มากนัก เพราะยังไม่มีช่องทางการขายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตเหมือนในปัจจุบัน

นอกจากการ Collab ยังสร้างประสบการณ์ในการรับประทานให้กับลูกค้าผ่านสินค้าแจกฟรี ณ จุดขาย และการจัดแคมเปญโปรโมชั่น ในโอกาสต่าง ๆ กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ หรือทดลองซื้อที่มากขึ้น

และออกงานโรดโชว์ในประเทศเพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ที่มากขึ้น เช่น ในปลายปี 2567 มีแผนออกงาน Thailand Coffee Fest

3. พัฒนาขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพอื่น ๆ เข้าสู่ตลาดในอนาคต โดยล่าสุดมีแผนเปิดตัวขนมอีก 1 ชนิด และกำลังอยู่ในขั้นตอนตัดสินใจในการตั้งชื่อเป็นแบรนด์ใหม่ หรือใช้แบรนด์ที่มีอยู่เดิมกับขนมขบเคี้ยวชนิดนี้

อย่างไรก็ดี สำหรับปี 2568 บัณฑิตมีแนวทางในการรุกตลาดทั้งไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจ ODM ที่สร้างรายได้ในสัดส่วน 20% ของรายได้ทั้งหมด

 

Marketeer FYI

ชื่อบริษัทต้าเจีย เป็นชื่อที่คุณพ่อของบัณฑิต พิสิทธิวิทยานนท์ เป็นผู้ตั้ง ที่มีความหมายภาษาจีนมาจากคำว่า ต้า ที่แปลว่าใหญ่ และเจีย แปลว่าบ้านหรือครอบครัว

ซึ่งคำว่า ต้าเจีย รวมกันจะมีความหมายว่าทุกคน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer