Light Shop ซีรีส์ที่บอกว่า ความตายเป็นเรื่องน่าเศร้ามากกว่าน่ากลัว
อันที่จริง “ความตาย” ไม่ได้น่าหวาดกลัว
เพียงหลับตาลงชั่วครู่ คุณจะได้พบกับแสงสว่างอีกครั้ง…
Light Shop ซีรีส์เกาหลีแนวระทึกขวัญ-ดราม่า ที่ปล่อยออกมาให้ได้รับชมกันแล้ว 6 EP. เป็นผลงานของนักเขียนเว็บตูนชื่อดัง Kangfull ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของซีรีส์เกาหลีแฟนตาซีเรื่อง Moving ชื่อนี้รับประกันความล้ำและลึกซึ้งของบท ที่จะหักมุมไปมาจนผู้ชมเดาทางไม่ถูก
แม้พลอตจะเป็นแนว Horror ที่ก็ไม่ได้แปลกแหวกใหม่อะไร แต่กลับซ่อนอะไรให้ขบคิดได้มากมาย
ซีรีส์ใช้ “ร้านขายโคมไฟ” เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกของ ‘คนเป็น’ กับ ‘คนตาย’ คนเป็นกับคนตายอาจดำเนินชีวิตอยู่ปะปนกันในสังคม เพียงแต่เราอาจไม่ได้สังเกตเห็น ชื่นชมที่ซีรีส์ปูมาให้โลกความตายมันน่าขนลุก ลึกลับ แต่พอเดินทางเข้าสู่ครึ่งเรื่องกลับค่อย ๆ ทำให้โลกคนตายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโลกคนเป็น และความตายก็อาจอยู่ใกล้เรากว่าที่คิด
เวลาที่ความตายเดินทางมาถึง มันอาจจะเรียบง่ายเหมือนกับเวลาที่เรานอนหลับฝัน เราอาจจะฝันว่ากำลังเดินไปบนเส้นทางที่ไม่มีจุดสิ้นสุด หรือหลุดเข้าไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย พบเจอสิ่งที่ไม่คุ้นตา แต่เราไม่สามารถปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาเหมือนเวลาฝันได้ ความตายคงเป็นอะไรแบบนี้
โดยรวมเป็นซีรีส์ระทึกขวัญดราม่า ที่ถ้ามองข้ามการถ่ายทำที่ชวนหลอนได้ คุณจะได้ข้อคิดเกี่ยวกับสัจธรรมชีวิตดี ๆ เป็นซีรีส์ล็อตปี 2024 ที่ไม่อยากให้พลาด
5 ข้อคิดที่ได้จากซีรีส์ Light Shop
1. เปรียบชีวิตเป็นเหมือนหลอดไฟดวงหนึ่ง
หลอดไฟที่เคยสุกสว่าง จนราวกับว่ามันจะไม่มีวันมืดดับนั้น อย่างไรเมื่อถึงเวลาสิ้นอายุขัย ก็มืดมิดลงได้ เหมือนชีวิตของคนเรา ยามหนุ่มสาวทุกอย่างก็สดใส ราวกับจะไม่มีวันหม่นหมอง แต่เมื่อชีวิตดำเนินไป จะความงดงาม หรือพละกำลังก็ดี ล้วนอ่อนแรงลงได้ทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน
ทำใจปลงกับธรรมชาติให้ได้ เพราะเมื่อใดที่เรายึดติด เมื่อนั้นความทุกข์ก็จะตามมา
2. ความปกตินี่แหละพิเศษแล้ว
เพียงแค่การลืมตาตื่นขึ้นมาในทุก ๆ เช้า แม้จะเป็นกิจวัตรจำเจ ตื่นนอน รับประทานอาหาร ลุกไปทำงาน แสนซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย เป็นปกติทุก ๆ วัน แต่ความปกตินี่แหละ ที่เป็นสิ่งพิเศษ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณไม่สามารถลืมตาตื่น หรือลุกขึ้นจากเตียงนอนได้ เมื่อนั้นคุณจะรู้ซึ้งถึงคำว่า “ความปกติของชีวิต” เมื่อคุณไม่ปกติ
ถึงมันจะน่าเบื่อไปหน่อย แต่อยากให้ใช้ชีวิตแบบ ตื่น 1 วัน โบนัส 1 วัน คือฉลองให้กับการตื่นของเราในทุก ๆ วัน ขอบคุณชีวิตที่ยังเป็นปกติ
3. ฟังเสียงหัวใจตัวเองให้มาก
ดังจะเห็นได้จากในอีพีตอนหนึ่ง วิญญาณผู้ตายซึ่งเป็นร่างที่กำลังนอนอยู่ในตู้เก็บศพเอ่ยขึ้นว่า “ที่นี่มืดมากเลย” และเจ้าหน้าที่ห้องเก็บศพที่ได้ยินจึงพูดว่า “คุณจะได้ไปที่สว่างกว่านี้ เร็ว ๆ นี้ครับ” วิญญาณถามต่อว่า “ฉันคนเดียวเหรอคะ” เจ้าหน้าที่ตอบกลับเพียงสั้น ๆ ว่า “ครับ”
เป็นประโยคที่ดูไม่มีอะไรมาก แต่กลับประทับใจผู้ชม เพราะซีรีส์กำลังบอกว่า เราทุกคนเมื่อเกิดมาก็พาเพียงจิตวิญญาณของตนมาดวงเดียว เวลาตาย จะคนรัก ญาติสนิท มิตรสหาย รักแค่ไหนก็พาไปไม่ได้ทั้งนั้น เราล้วนเดินทางมาและจากไปอย่างเดียวดาย
เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่รู้สึกว่าเรากำลังเป็นทุกข์กับความคิดของผู้อื่นมากเกินไป จงอย่าลืมว่า บนโลกนี้มีเพียงตัวเราที่จะไปกับเราทุกที่ รักและใส่ใจแค่สิ่งที่ดีกับชีวิตเราก็พอ
4. พรุ่งนี้ไม่มี
อย่ามัวแต่คิดว่าเราทุกคนจะมีเวลามากพอให้ทำอะไรไปอีกนาน และชินกับการพูดว่า “เดี๋ยวก่อน” เพราะมันไม่ได้มีอะไรการันตีว่าเราจะยังลืมตาตื่นในวันพรุ่งนี้ ทำทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย
และพยายามพูดดี ทำดี กับคนรอบตัวเข้าไว้ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายหรือไม่ อย่าทำอะไรที่ทำให้ต้องรู้สึกเสียใจภายหลัง
5. ความตายไม่ใช่เรื่องน่าหวาดหวั่น แค่ต้องทำทุกวันให้เต็มที่
ชีวิตทั้งชีวิตที่เราอยู่กับแสงสว่างมาโดยตลอด หากวันหนึ่งต้องเดินทางไปยังที่อันมืดมิดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ก็ย่อมน่าหวาดกลัวเป็นธรรมดา
การที่ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง บ้าน รถ คฤหาสน์ เงินตรา นาฬิกาหรู หรือโบกมือลาจากคนที่รัก ยิ่งทำให้คำว่า “การลาจาก” น่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก
แต่ต่อให้กลัวอย่างไร วันสุดท้ายก็ต้องมาถึงอยู่ดี ไม่มีทางหลีกหนีพ้น
คนที่รู้สึกว่าความตายน่ากลัว เพราะพวกเขาเหล่านั้นรู้สึกว่า มีอะไรมากมายที่ในชีวิตนี้ยังไม่ได้ทำ ไม่ได้ลอง ไม่ได้รู้ จึงยังไม่อยากจากไป
แต่กับคนที่ทำทุกวันอย่างเต็มที่ ใช้ชีวิตแบบไม่มีอะไรให้เสียใจ เมื่อความตายมาเยือน คนกลุ่มนี้จะหลับตาลงอย่างง่ายดาย และจากไปอย่างสงบ
ทั้งหมดนี้ คือ 5 ข้อคิดที่ได้จาก Light Shop ♦
–
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /





