ที่ผ่านมาใครต่อใครก็พูดถึงซีรีส์เกาหลี ไม่ว่าจะปล่อยเรื่องใดออกมา ก็สร้างกระแสฮิตติดลมบนได้อย่างง่ายดาย แต่ช่วง 1-2 ปีมานี้ คอนเทนต์เกาหลีดูจะแผ่วลงมาก เมื่อเทียบกับช่วงพีคของ Squid Game หรือกลุ่มซีรีส์ซอมบี้ เช่น Kingdom

ขณะนี้อุตสาหกรรมเกาหลีกำลังเผชิญสภาวะถดถอย กระแสของหลายเรื่องตกแม้จะใช้นักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม ซีรีส์จีน กลับมาแรงต่อเนื่อง ผู้ชมหันไปเสพคอนเทนต์จากฝั่งแดนมังกรมากขึ้น แม้แต่ในเกาหลีเอง ซีรีส์จีนก็ไปทลายกำแพง จนมีหลายเรื่องได้รับความนิยมในเกาหลีด้วย

ในอดีตที่จีนอาจจะยังจับทางไม่ถูกว่าคอนเทนต์ของตนนั้นจะเดินไปแบบใด เลยอาจใช้เกาหลีเป็นแนวทาง หยิบละครแดนโสมมารีเมคตาม

แต่ในวันนี้ที่จีนได้พัฒนาซอฟต์เพาเวอร์ในแบบของตนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการโฟกัสที่ซีรีส์กำลังภายในก็ดี โรแมนติกจนอยู่ในขั้นน้ำเน่าก็ดี ต่างก็หลอมรวมเป็นอัตลักษณ์ซีรีส์สไตล์แดนมังกร ที่ต้อนคนปีนเข้ากำแพงเมืองจีนแล้วออกไม่ได้จำนวนมาก

  • ซีรีส์จีนยึดอันดับ 1  ความนิยมในไทยแซงหน้าอปป้า

คอนเทนต์จีนกำลังได้รับความนิยมทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ความต้องการละครจีนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อปีก่อน ตามรายงานการจัดจำหน่ายซีรีส์โดยสำนักงานบริหารวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติจีน มูลค่าการส่งออกละครโทรทัศน์จีนอยู่ที่ 56.83 ล้านดอลลาร์ โดยจีนส่งออกละครโทรทัศน์ 714 เรื่อง มีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดหลัก

รายงานยังระบุอีกว่าผู้ชมหญิงจากเอเชีย โดยเฉพาะผู้ที่เกิดหลังปี 1990 และ 2000 ถือเป็นวัยที่ชื่นชอบซีรีส์จีนมากที่สุด

ในไทยซีรีส์จีนได้รับความนิยมมากกว่าซีรีส์เกาหลีใต้แล้ว ตามมาด้วยซีรีส์ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรป ความนิยมสะท้อนจาก WeTV มียอดดาวน์โหลดทั่วโลกประมาณ 150 ล้านครั้ง โดย 30 ล้านครั้งมาจากประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรน้อยกว่า 70 ล้านคน

ซีรีส์จีนเติบโตอย่างเต็มที่ในตลาดไทย ตามการสำรวจในปี 2020 ผู้ชมชาวไทยเกินกว่า 60% รับชมละครจีนเป็นประจำ  เพราะมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน รสนิยมหรือบรรทัดฐานในการใช้ชีวิตคู่ของทั้งสองประเทศคล้ายคลึงกันมาก ทำให้ผู้ชมไทยเข้าใจเนื้อหาสไตล์จีนได้ไม่ยาก

ยกตัวอย่าง ละครจีน Who Rules the World นำแสดงโดย Yang Yang และ Zhao Lusi โด่งดังอย่างมากในไทยหลังออกอากาศทาง WeTV เป็นซีรีส์แนวเทพเซียน กำลังภายใน ไม่ต่างจากละครจักร ๆ วงศ์ ๆ บ้านเรา

จากรายงานของ Media Partners Asia ระบุว่า WeTV มีส่วนแบ่งตลาดสตรีมมิ่งในประเทศไทยถึง 22% ขณะที่ Netflix มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 24% สูสีกันอย่างมาก แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ชั้นนำของจีนอื่น ๆ เช่น iQiyi, Youku และ Mango TV ก็เปิดตัวบริการในต่างประเทศเช่นกัน และเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ

ไม่เพียงแต่ในเอเชียเท่านั้น ซีรีส์จีนยังแพร่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก ล่าสุดไปเติบโตในแถบอาหรับ โดยเฉพาะซีรีส์สมัยใหม่แนวโรแมนติกได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้อาหรับกลายเป็นตลาดใหม่ของจีน ถึงขั้นที่มีซีรีส์จีนเรื่อง Minning Town เวอร์ชันภาษาอาหรับ ได้ออกอากาศในอาหรับหลายแห่ง และได้รับคำวิจารณ์ที่ดีมาก

  • ซีรีส์จีนกับยอดสตรีมระดับหมื่นล้าน

แค่เพียงผู้ชมในประเทศก็เกินหน้าเกินตาซีรีส์ประเทศอื่นไปมากแล้ว ด้วยจำนวนประชากรที่มากอันดับสองของโลก ทำให้ยอดการสตรีมของซีรีส์ดังมักจะอลังการอยู่เสมอ ยกตัวอย่างซีรีส์ที่มียอดการสตรีมมากที่สุดบนแพลตฟอร์มการรับชมแบบออนไลน์ ซึ่งเกินกว่าครึ่งของซีรีส์ระดับ S+ มาจากค่าย Tencent (ระดับของซีรีส์แบ่งออกเป็น S+, S, A, B) ระดับ S+ คือซีรีส์เกรดดีที่สุด ที่มีนักแสดงนำเป็นระดับซูเปอร์สตาร์แถวหน้า

ซึ่งซีรีส์ยอดรับชมสูงแห่งปี เป็นแนวกำลังภายในกับเรื่อง “หาญท้าชะตาฟ้าปริศนายุทธจักร” ที่ทำสถิติสตรีมสูงถึง 15,000 ล้านวิว และภาคต่อก็กวาดไปอีก 4.39 พันล้านวิว มีนักแสดงดังอย่าง Zhang Ruo Yun และ Li Qin

เรื่องรองลงมาตกเป็นของ “The Legend of Shen Li” นำแสดงโดยจ้าวลี่อิง ยอดสตรีม 3.067 พันล้านวิว เป็นเรื่องการต่อสู้ของเทพเซียน

ยอดสตรีมจะนับจากการออกอากาศทางเว็บบนแพลตฟอร์ม iQiyi, Tencent Video และ Youku  โดยในแต่ละแพลตฟอร์มก็จะมีการวัดเรตติ้งของตนเอง อาทิ แพลตฟอร์ม iQiyi หากเรื่องใดมีค่าความนิยมมากกว่า 8,000 คะแนน ถือว่าเป็นซีรีส์จีนที่ได้รับความนิยมมากแห่งปี ขณะที่ฝั่ง Tencent ซีรีส์จะต้องมียอดความนิยมทะลุ 26,000 วิว จึงจะถูกบรรจุเข้าในกลุ่มวิวยอดนิยม(爱看俱乐部)

 

  • ซีรีส์เทพเซียนปราบมาร กำลังภายในกลับขายดี

เป็นที่น่าสนใจว่า ซีรีส์จีนกำลังภายใน หรือเทพเซียนเหาะเหินเดินอากาศ จะได้กระแสตอบรับดีเสมอ เรียกได้ว่าปังทุกเรื่อง ทำให้หานักลงทุนได้ง่ายกว่าซีรีส์แนวอื่น และนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ก็มักจะรับเล่นแนวนี้ทุกคน เพราะเป็นซีรีส์สเกลใหญ่ ที่มีการลงทุนสูง ดังนั้น นักแสดงจะได้โชว์ฝีมือการแสดงมากกว่าซีรีส์แนวอื่น ทั้งยังได้รับค่าเหนื่อยสูง

จนกลายมาเป็นซิกเนเจอร์ซีรีส์ของจีน ที่ประเทศอื่นลองทำอย่างไรก็ไม่ได้อรรถรสเท่า เนื่องจากซีรีส์แนวเทพเซียน-ย้อนยุคกำลังภายใน ต้องอาศัยโปรดักชันสเกลใหญ่ งบลงทุนสูง จีนที่มีเงินทุนหนาจึงทำออกมาได้โดดเด่น ครบรสกว่า

  • จีนบุกไปถล่มถึงถิ่น ซีรีส์จีนกำลังได้รับความนิยมในเกาหลี

ยุคที่ซีรีส์จีนก้าวขึ้นมามีอิทธิพล ความนิยมของซีรีส์จีนในเกาหลีใต้กำลังเติบโตไม่เพียงแค่ในโทรทัศน์เท่านั้น บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของเกาหลีก็เช่นกัน

รายงานของ Korea Creative Content Agency ระบุว่า ในเดือนเมษายน แพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Tving, Wavve และ Watcha ต่างก็มีละครจีนมากกว่า 800 เรื่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 300 เรื่องเป็น 400 เรื่องในปี 2021 ตามข้อมูลของ Wavve ละครจีนมีสัดส่วนผู้ชมละครต่างประเทศมากกว่า 50% เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ข้อมูลของ Tving ยังแสดงให้เห็นว่าจำนวนชั่วโมงการรับชมละครจีนเพิ่มขึ้น 261% ตั้งแต่ปี 2021 ถึงปี 2023 ซึ่งเรื่องที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Go Ahead, My Lethal Man (2023) และ Destined (2023) ที่เนื้อหาผสมผสานระหว่างแนวสมัยใหม่และแนวประวัติศาสตร์

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับอิทธิพลของเนื้อหาจีนที่เพิ่มขึ้นในตลาดความบันเทิงระดับโลก แม้ว่า Netflix จะถูกแบนในจีน แต่ก็ยังมีการผลิตผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจีน เช่น ละครแนววิทยาศาสตร์เรื่อง “The Three-Body Problem” เพราะผู้ชมรุ่นเยาว์ชื่นชอบละครจีนสมัยใหม่

แพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงพยายามเพิ่มฐานสมาชิกของตนด้วยการหาภาพยนตร์และซีรีส์จีน มาลงเเพลตฟอร์มมากขึ้น

เมื่อคอนเทนต์สไตล์จีนแข็งแกร่งขึ้น เกาหลีก็นำละครจีนไปรีเมคด้วยเช่นกัน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ F4 รักใส ๆ หัวใจสี่ดวงที่โด่งดังไปทั่วเอเชีย, A Love So Beautiful 2017 จนมาถึง ‘Go ahead ถักทอรักที่ปลายฝัน’ ที่ทางช่อง JTBC นำมารีเมค ‘Family by Choice’ กำลังมีกระแสในหมู่ผู้ชมเป็นอย่างมาก  ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสามคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ถูกแม่ทิ้งไปและได้รับการเลี้ยงดูมาด้วยพ่อคนเดียวกัน  ก่อตัวเป็นครอบครัวที่อบอุ่น รักใคร่ปรองดองแม้ไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันจริง คอนเซ็ปต์ของเรื่อง ทำให้คนมีมุมมองต่อคำว่า “ครอบครัว” ที่เปลี่ยนไป

แม้ว่าการนำซีรีส์จีนมารีเมคเป็นสไตล์เกาหลีจะมีให้เห็นบ้าง แต่นั่นก็เป็นซีรีส์รุ่นเก่า ๆ แต่การรีเมคซีรีส์จีนสมัยใหม่ยังไม่มีให้เห็น เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องแรก เนื่องจากคนเกาหลีรุ่นใหม่สนใจละครแนวโรแมนติกจีนยุคใหม่และละครเยาวชนมากขึ้น

  • เกาหลีแบกไม่ไหว หลังเจอวิกฤตต้นทุน

ต้องยอมรับว่าซีรีส์เกาหลีมีทุกวันนี้ได้ เพราะงานโปรดักชันที่ทำออกมาไม่ได้ด้อยไปกว่าฝั่งฮอลลีวูด จนทั่วโลกยอมรับ แต่เมื่อแข่งกันผลิตซีรีส์ออกมาจนล้นตลาด ทำให้รายได้จากการโฆษณาสวนทาง  นักลงทุนเริ่มเคร่งครัดในการลงทุนกับซีรีส์เรื่องหนึ่ง เม็ดเงินจากการโฆษณาก็ลดฮวบ ทำให้หลายโปรเจกต์ต้องเผชิญกับปัญหาเบื้องหลังมากมาย

อีกหนึ่งปัญหาต้นทุนใหญ่ คือ  ค่าตัวนักแสดง เห็นได้ชัดว่าเมื่อซีรีส์ฉายบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก เมื่อได้รับความนิยมทีหนึ่ง กระแสมันไปในวงกว้าง นักแสดงโด่งดังได้ชั่วข้ามคืน เมื่อเห็นโอกาสเช่นนั้น มีซูเปอร์สตาร์หลายคนที่อัปค่าตอบแทนแบบก้าวกระโดด โดยนักแสดงบางคนได้รับเงินมากถึง 1 พันล้านวอนต่อตอน จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้ผลิตออกมาบ่นว่า อุตสาหกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์เกาหลีเติบโตก็จริง แต่มีเพียงนักแสดงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์จากตรงนี้ ผู้ผลิตจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการลดการใช้นักแสดงตัวทอปที่ค่าตัวสูงลิ่ว

การหดตัวของอุตสาหกรรมละครเกาหลี เป็นปัญหาใหญ่ที่ทั้งสมาคมการผลิตละครเกาหลี ผู้แพร่ภาพกระจายเสียง แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง รัฐบาล และบริษัทจัดการ ต่างกำลังพยายามหาทางออกร่วมกัน

ตามรายงานของสมาคมการผลิตละครเกาหลี จำนวนละครที่ออกอากาศหรือเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ในประเทศและบริการสตรีมมิ่งวิดีโอออนไลน์ลดลงประมาณ 7.4% ในปี 2023 จาก 135 เรื่องเหลือ 125 เรื่อง

และมีช่วงหนึ่งที่ SBS ซึ่งเคยโด่งดังจากละครในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ กลับไม่มีละครช่วงวันธรรมดาในตารางออกอากาศเลย  และ MBC ที่ออกอากาศละครรายวันช่วงวันจันทร์-อังคารน้อยลง นับตั้งแต่ “Kairos” จบไป

ท่ามกลางมรสุมของเกาหลี จึงเป็นโอกาสของซีรีส์จีนที่จะเฉิดฉาย

 

อ้างอิง: 36kr, GlobalTime, Chinadaily, KoreaTimes