เพราะหัวใจหลักของการทำธุรกิจแบบแฟรนไชส์ก็คือมาตรฐาน หากร้านที่ซื้อแฟรนไชส์ไปทำรสชาติไม่ได้ตามที่กำหนดไว้ หรือแอบลดคุณภาพอาหารเพื่อประหยัดต้นทุน ไม่ใช่แค่ร้านนั้นร้านเดียวที่จะเจ๊ง แต่สาขาอื่น ๆ ก็จะพลอยถูกเหมารวมไปด้วย ซึ่งนั้นก็หมายถึงการที่ชื่อเสียงของแบรนด์ได้รับความเสียหาย แม้จะเป็นคนละสาขา แต่ถ้าเคยไปลองแบรนด์นี้มาแล้วไม่อร่อย จะมีสักกี่คนที่กล้าเข้าไปเสี่ยงซ้ำสอง จริงไหม?
ธุรกิจแบบแฟรนไชส์ที่เราเห็นกันอยู่ในท้องตลาดจึงมีทั้งแบบที่ดี และไม่ดี ซึ่งวันนี้ Marketeer ก็ขอยกตัวอย่างแบรนด์แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่ยังขยายไกลไปถึง AEC กับ ‘ตำมั่ว’ จากร้านส้มตำตึกแถวเล็ก ๆ ของคุณแม่ย่านปทุมธานีที่เปิดมานานกว่า 20 ปี ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ ได้นำความรู้แบบคนรุ่นใหม่เข้าไปพัฒนาร้านให้สะอาด ทันสมัย และน่ารับประทานมากขึ้น ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะไปได้อย่างสวยหรูใช่ไหม แต่เปล่าเลย จากเดิมรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 กว่าบาทต่อวัน เมื่อทำการเปลี่ยนโฉมร้านใหม่ รายได้ในช่วงแรกอยู่ที่เพียงประมาณ 5,000 บาท / วัน เท่านั้น เสียทั้งค่าปรับปรุงร้าน เสียทั้งรายได้

แต่ด้วยพลังแห่งการโฆษณา ศิรุวัฒน์ เริ่มใช้สื่อต่าง ๆ มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Traditional หรือ Digital เรียกว่า integrated ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเดิม และเพิ่มกลุ่มเป้าหมายใหม่เอาไว้ได้อย่างรอบด้าน พอเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 3 รายได้จึงเริ่มกลับมาเท่าที่แม่เคยทำไว้ และเพิ่มยอดขายไปเรื่อย ๆ จนสรุปยอดสิ้นปีแรกอยู่ที่ 10 ล้านบาท มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และ 2 ไวรัลคลิปด้านล่างนี้ก็คือส่วนหนึ่งของการตลาดแบบ integrated ในแบบฉบับของตำมั่ว ที่ทำมาได้โดนใจ Insight คนดูแบบสุด ๆ
ตลาดในไทยกลายเป็นสนามที่เล็กไปสำหรับตำมั่วซะแล้ว
เพียง 7 ปีให้หลังจากการเริ่มทำธุรกิจ ตำมั่วได้ขยายไปกว่า 70 สาขาและตั้งเป้า 100 สาขาทั่วประเทศภายในปี 59 นี้ ส่งผลให้ตอนนี้ตำมั่วได้ทะยานสู่การเป็นผู้นำตลาดร้านส้มตำในไทย และไปไกลสู่ประเทศในแถบ AEC อย่างลาว พม่า กัมพูชา เป็นที่เรียบร้อย
AEC โอกาสทองของเหล่านักธุรกิจ
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกธุรกิจจะประสบความสำเร็จในการเปิด AEC เสมอไป หลายคนมักจะหลงกลว่าการทำแฟรนไชส์ร้านอาหาร เรื่องของรสชาติต้องมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งนั่นก็จริง แต่รสชาติที่ดียังต้องมาพร้อมกับ Business Model ที่แข็งแรงอีกด้วย ซึ่ง Business Model ของตำมั่วนั้นสามารถผลิตซ้ำอย่างได้มาตรฐาน ไม่ว่าเมนูจานนั้นจะอยู่ในไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน ลูกค้าก็จะได้ลิ้มลองรสชาติที่อร่อยเหมือนกัน

นอกจากชื่อแบรนด์และโลโก้พริกแดงเม็ดยักษ์ที่ใครเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ไหนจะเป็นตัวการันตีในการดึงดูดคนเข้ามาในร้านแล้ว ตำมั่วก็ยังวางหมากในสมรภูมิการค้านอกประเทศเอาไว้ได้อย่างรัดกุม โดยการการไปศึกษาวัฒนธรรมของผู้คนท้องถิ่นแบบ Insight ทั้งเรื่องรสนิยม ความชอบหรือรายได้ ว่าถ้าหากกลุ่มเป้าหมายมีรายได้เท่านี้ จะมีกำลังจ่ายในแต่ละมื้อประมาณไหน เพื่อที่ร้านจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างมากที่สุด

การันตีได้จากสาขาที่เวียงจันทร์ 1 สาขา พนมเปญ 1 สาขา ย่างกุ้งอีก 2 สาขา และเร็ว ๆ นี้จะเตรียมเพิ่มสาขาที่เวียงจันทร์อีก 1 ที่ โดยร้านตำมั่วสาขาที่ลาวสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 11 เดือน เมื่อเทียบกับสาขาอื่น ๆ ที่ใช้ระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยประมาณ 18 เดือน

ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ตำมั่วประสบความสำเร็จทั้งในไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน ศิรุวัฒน์กล่าว่า คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากรสนิยมและความชอบของตัวเอง หากไม่ผ่านการวางแผนที่ดี ในระยะยาวก็อาจไปไม่รอด ต่างกับธุรกิจของตำมั่วที่ได้รับการวางแผนมาอย่างเป็นระบบและรอบด้าน ทำซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเมื่อฐานแข็งแรง อนาคตก็มั่นคงตามไปด้วย
นอกจาตำมั่วแล้ว ศิรุวัฒน์ยังมีธุรกิจแบรนด์อาหารอื่น ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เฝอ ข้าวมันไก่คุณย่า และลาวญวณ โดยตั้งเป้าจะขยายแฟรนไชส์ทุกแบรนด์รวมกันกว่า 30 สาขา ด้วยรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท


โดยสำหรับธุรกิจตำมั่วตั้งงบลงทุนประมาณ 6 ล้านบาท(ขึ้นอยู่กับขนาดร้านและทำเล) ยอดขายเฉลี่ยวันละ 54,000 บาท และคืนทุนในประมาณ 18 เดือน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ ที่ไม่กล้าเสี่ยงและไม่มีงบประมาณในการสร้างแบรนด์ของตัวเองมากพอ เพราะการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์กับบริษัทแม่ที่มี Business Model ที่แข็งแรง จะช่วยสร้างความมั่นใจ และลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
