โรงเรียนนานาชาติ อะไรทำให้ธุรกิจนี้จึงเกิดขึ้นและเติบโตขึ้นทุกปี (วิเคราะห์)

ในแต่ละปี โรงเรียนนานาชาติ กลายเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ของผู้ปกครองยุคใหม่ เสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้กับบุตรหลาน

จนในปีนี้คาดการณ์โรงเรียนนานาชาติมีมูลค่ามากถึง 95,000 ล้านบาท จากโรงเรียนนานาชาติทั้งหมด  257 แห่ง

และเป็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี

อ้างอิงข้อมูลจาก KResearch, วิจัยธุรกิจธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน พบว่า โรงเรียนนานาชาติมีการเติบโตด้านมูลค่าและจำนวนในแต่ละปีดังนี้

 

ปี 2563 

มูลค่า 57,000 ล้านบาท

จำนวนโรงเรียน 226 แห่ง

จำนวนนักเรียน 52,000 คน

 

ปี 2564 

มูลค่า 60,000 ล้านบาท

จำนวนโรงเรียน 222 แห่ง

จำนวนนักเรียน 56,000 คน

 

ปี 2565 

มูลค่า 66,000  ล้านบาท

จำนวนโรงเรียน 234 แห่ง

จำนวนนักเรียน 66,000 คน

 

ปี 2566

มูลค่า 77,000 ล้านบาท

จำนวนโรงเรียน 236 แห่ง

จำนวนนักเรียน 70,000 คน

 

ปี 2567 

มูลค่า 85,000 ล้านบาท

จำนวนโรงเรียน 249 แห่ง

จำนวนนักเรียน 78,000 คน

 

คาดการณ์ปี 2568

มูลค่า 95,000 ล้านบาท

จำนวนโรงเรียนทั้งหมด 257 แห่ง

 

สิ่งที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติเกิดและเติบโตในไทยอย่างต่อเนื่องมาจาก

 

1. ในปี 2566-2571 อ้างอิงข้อมูลจาก KResearch พบว่าประเทศไทยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นของจำนวนครัวเรือนที่มีสินทรัพย์สูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 24% ที่กลายเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการลงทุนด้านการศึกษา บนความต้องการให้บุตรหลานเรียนโรงเรียนในประเทศไทยเพราะความสะดวกและความใกล้ชิดที่มีมากกว่า

 

2. ค่าเรียนต่อปีของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยต่อปีมีอัตราเฉลี่ยถูกกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย อ้างอิงจาก KResearch พบว่าเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนนานาชาติในเมืองหลวงของประเทศต่าง ๆ ดังนี้

กรุงเทพฯ 448,171 บาทต่อปี

ฮ่องกง 544,571 บาทต่อปี

โซล 728,619 บาทต่อปี

สิงคโปร์ 749,334 บาทต่อปี

ปักกิ่ง 1,241,230 บาทต่อปี

 

3.การเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของกรมแรงงานพบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติ (ไม่รวมแรงงานต่างด้าว) เข้ามาทำงานในไทยดังนี้

ปี 2563 จำนวน 143,064 คน

ปี 2564 จำนวน 137,778 คน

ต่อมาปี 2565 จำนวน 164,355 คน

ส่วนปี 2566 จำนวน 174,991 คน

และปี 2567 จำนวน 192,290 คน

และชาวต่างชาติกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทั้งครอบครัว ที่เลือกโรงเรียนนานาชาติให้บุตรในวัยศึกษาได้เรียนหนังสือในประเทศไทย

สำหรับการแข่งของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย เป็นการแข่งขันกันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น

1.การแข่งขันด้านหลักสูตรการสอน ที่ในปัจจุบันข้อมูลจากวิจัยธุรกิจธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พบว่าโรงเรียนนานาชาติประกอบด้วยหลักสูตรต่าง ๆ ดังนี้

อังกฤษ 50%

สหรัฐอเมริกา 30%

หลักสูตรประยุกต์  (IB – International Baccalaureate) 12%

หลักสูตรเฉพาะของแต่ละประเทศ 8%

ซึ่งเป็นหลักสูตรที่แต่ละโรงเรียนนำมาเป็นจุดเด่นดึงดูดผู้ปกครองในการตัดสินใจทั้งสิ้น

 

โดยหลักสูตรอังกฤษ

เช่น

– Bangkok Patana School  

– Harrow International School Bangkok,

– Shrewsbury International School Bangkok

– St. Andrews International School Bangkok

หลักสูตรสหรัฐอเมริกา

เช่น

– International School Bangkok (ISB)

– Ruamrudee International School (RIS)

– American School of Bangkok (ASB)

– Berkeley International School

– Ekamai International School

 

หลักสูตรประยุกต์

เช่น

– NIST International School

– KIS International School

 

หลักสูตรเฉพาะของแต่ละประเทศ เช่น SISB หลักสูตรจากสิงคโปร์ เป็นต้น

 

2. การขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ระยอง เพื่อเจาะกลุ่มครอบครัวต่างจังหวัดที่รายได้สูงโดยเฉพาะ

เช่น

โรงเรียนนานาชาติ British International School, Phuket (BISP), UWC Thailand International School ในภูเก็ต

International School of Samui บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

Krabi International School จังหวัดกระบี่

SISB, Prem Tinsulanonda International School, American Pacific International School (APIS) ในจังหวัดเชียงใหม่

Chiang Rai International School (CRIS) ในจังหวัดเชียงราย

St. Andrews International School, SISB, Garden International School, Rayong ในจังหวัดระยอง

Hua Hin International School ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

Adventist International Mission School (AIMS), California Prep International School–ในจังหวัดสระบุรี เป็นต้น

 

นอกจากการแข่งขันกับโรงเรียนนานาชาติด้วยกันเอง ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยยังแข่งขันกับโรงเรียนรัฐ และเอกชนที่ปรับตัวเปิดหลักสูตร English Program (EP) และ โครงการสองภาษา (including ภาษาอังกฤษ–จีน) เพื่อดึงดูดผู้ปกครองที่ต้องการทักษะภาษาอังกฤษ ในค่าเล่าเรียนถูกกว่าโรงเรียนนานาชาติ อีกด้วย

 

อย่างไรก็ดี แม้ โรงเรียนนานาชาติ จะมีการแข่งขันกันสูง ที่มาพร้อมกับการปรับตัวของโรงเรียนรัฐ และเอกชนหลาย ๆ โรงเรียน

แต่การบุกตลาดอย่างต่อเนื่องของโรงเรียนนานาชาติ ได้กลายเป็นตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้โรงเรียนเอกชนหลากหลายโรงเรียนต้องปิดตัวลง หรือเปลี่ยนตัวเองเป็นโรงเรียนนานาชาติเพื่อร่วมแข่งขันกับคู่แข่งที่อยู่ในตลาดไทย

บนการเติบโตที่ลดลงของเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง

 

 

จากข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน พบว่า

ปี 2565

มีโรงเรียนเอกชน 3,758 แห่ง

จำนวนนักเรียน 2,028,669 คน

 

ปี 2566

มีโรงเรียนเอกชน 3,732 แห่ง

จำนวนนักเรียน 2,004,126 คน

 

 ปี 2567

มีโรงเรียนเอกชน 3,697 แห่ง

เหลือจำนวนนักเรียนเพียง 1,956,528 คน เท่านั้น

 

และคุณล่ะ เลือกให้บุตรหลานเรียนโรงเรียนรัฐ, เอกชน หรือนานาชาติ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline