Evaime Shabu Shabu ยังไปต่อไม่ไหว เพราะตลาดหม้อต้มแข่งเดือดเกิน

ตลาดสุกี้ ชาบู เป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูงจากคู่แข่งแบรนด์ต่างๆ ที่ลงเล่นตลาดแย่งชิงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดบุฟเฟต์ที่มีคู่แข่งหลักอย่างสุกี้ตี๋น้อยที่มีความแข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน

พร้อมกับการเข้ามาของคู่แข่งหน้าใหม่ๆ และการปรับตัวของคู่แข่งเดิมในหลากหลายมิติ ที่ต่างร่วมผลักดันให้ตลาดสุกี้ ชาบู มูลค่า 23,000 ถึง 25,000 ล้านบาท ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นในทุกปี

บนการเติบโตของตลาดรวม มีทั้งแบรนด์ที่ได้ไปต่อ และแบรนด์ที่ถอนตัวจากธุรกิจ จากรายได้ที่ลดลงบนตลาดที่การแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไป

อย่างเช่นล่าสุด Evaime Shabu Shabu ได้โบกมือลาตลาดอีกแบรนด์หนึ่ง จากรายได้ที่ลดลงและขาดทุนอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี บนการแข่งขันในธุรกิจบุฟเฟต์ชาบูที่เพิ่มขึ้น

อ้างอิงได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า Evaime Shabu Shabu มีผลประกอบการย้อนหลัง ดังนี้

ปี 2563 รายได้รวม 29 ล้านบาท ขาดทุน 10 ล้านบาท

ปี 2564 รายได้รวม 28 ล้านบาท ขาดทุน 7 ล้านบาท

ปี 2565 รายได้รวม 48 ล้านบาท ขาดทุน 5 ล้านบาท

ปี 2566 รายได้รวม 39 ล้านบาท ขาดทุน 10 ล้านบาท

ปี 2567 รายได้รวม 14 ล้านบาท ขาดทุน 10 ล้านบาท

การปิดตัวลงของ Evaime Shabu Shabu ให้บริการสาขาไอคอนสยามเป็นสาขาสุดท้ายจนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ส่วนสาขาอื่นๆ ได้ปิดตัวไปก่อนหน้านั้น

ที่ผ่านมา Evaime Shabu Shabu ถือเป็นแบรนด์ชาบูที่มีอายุแบรนด์กว่า 17 ปี โดยจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่งในเวลานั้นคือ ชาบูสไตล์ไต้หวันแบรนด์แรกๆ ในไทย

Evaime Shabu Shabu ถือเป็นแบรนด์ชาบูที่มีอายุมากถึง 17 ปี จาก 2 พี่น้อง วา-รุ่งทิวา กังวานกิจขจร และเมย์-รุ่งรัตน์ กังวานกิจขจร ที่นำเงินทุนที่ครอบครัวมอบให้ลูกสาวในการสร้างครอบครัวใหม่ นำมาเปิดแบรนด์ Evaime เพื่อขยายเม็ดเงินที่มีอยู่ให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ส่วนชื่อแบรนด์ Evaime Shabu Shabu มีที่มาจากชื่อเล่นของสองพี่น้องมารวมกัน คือ อีวา กับ ไอ้เมย์ เป็น ‘อีวาไอเมะ ชาบู ชาบู’

ที่ผ่านมา Evaime Shabu Shabu ถือเป็นชาบูสไตล์ไต้หวันที่ประสบความสำเร็จ หลังจากเปิดสาขาแรกที่อเวนิวแถวย่านศรีนครินทร์ จากความแปลกใหม่ในตลาดของสไตล์ชาบู การตั้งชื่อเมนู และอื่นๆ บนการแข่งขันในตลาดสุกี้และชาบูที่มีคู่แข่งจำนวนไม่มาก จนสามารถขยายสาขาได้สูงสุด 11 สาขา และมีอยู่ปีหนึ่งที่ประสบความสำเร็จถึงขนาดเปิดพร้อมกัน 3 สาขา ได้แก่ สาขาสยามดิสฯ, สยามพารากอน และเซ็นทรัลเวิลด์ แบบเดือนต่อเดือน

จนปัจจุบันการแข่งขันของสุกี้ ชาบู มีความเข้มข้น บนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์ความคุ้มค่า และสาขาที่หาทานได้ง่ายมากขึ้น และแม้ Evaime Shabu Shabu จะมีการปรับตัวเพื่อต่อสู้กับแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ผ่านจุดเด่นเมนูต่างๆ ที่เป็นสไตล์ของแบรนด์ เช่น เมนูหมู-เนื้อยาวเป็นเมตร ที่นำหมู-เนื้อจัดวางในจานขนาดยาว เพื่อดึงดูดความสนใจคนรุ่นใหม่ รวมถึงการจัดแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ เช่น ส่วนลด 100 บาท สำหรับนักเรียน, ส่วนลด Happy Hour, แคมเปญมา 4 จ่าย 3 รวมถึงการจับมือกับบัตรเครดิต มอบส่วนลดและเงินคืน

พร้อมกับการนำเมนูเจให้บริการตลอดทั้งปี เพื่อดึงดูดลูกค้าที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ ก็ไม่สามารถสร้างการเติบโตด้านรายได้และผลกำไรได้ เนื่องจาก Evaime Shabu Shabu มีสาขาอยู่ไม่มากนัก และ Brand Awareness ในกลุ่มลูกค้าไม่แมสเท่าคู่แข่ง เช่น สุกี้ตี๋น้อย และอื่นๆ ได้ จนต้องปิดตัวลงในวันนี้


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer