ในขณะที่แบรนด์ใหญ่อย่าง MK Restaurants และสุกี้ตี๋น้อยเปิดศึกดึงลูกค้าด้วยการลดราคากันอย่างดุเดือด ลัคกี้สุกี้กลับเลือกเดินเกมต่างออกไป ภายใต้การนำของรสรินทร์ ติยะวราพรรณ ผู้บริหารที่ยืนยันจะไม่ลดราคาบุฟเฟต์ลง
แทนที่จะลดราคา ลัคกี้สุกี้กลับเลือกใช้กลยุทธ์ด้านประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการจัดแคมเปญเมนูพิเศษฟรี เช่น “เป็ดย่างโชคดี” เสิร์ฟไม่อั้นทุกสาขา ระหว่างวันที่ 16–27 กรกฎาคม 2568 เพื่อกระตุ้นกระแสและเสริมภาพลักษณ์แบรนด์
ท่ามกลางช่วงเวลาที่ตลาดสุกี้ร้อนแรงจากคู่แข่งอย่าง MK ที่เพิ่งเปิดตัว “โบนัสสุกี้” สาขาแรกที่สระบุรี เจาะตลาดบุฟเฟต์ราคา และสุกี้ตี๋น้อยที่จัดแคมเปญลดราคา 50% ช่วงเที่ยงคืนถึงตีห้าในบางสาขา
กลยุทธ์ของลัคกี้สุกี้คือ Value Added หรือการเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าโดยไม่ลดราคา ซึ่งในมุมการตลาดถือเป็นแนวทางสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการมอบความคุ้มค่าเพิ่มโดยไม่กระทบราคาขายหลัก
จุดเด่นของกลยุทธ์นี้ คือการดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่ไม่ได้ตัดสินใจจากราคาเป็นหลัก ผ่านประสบการณ์และบริการที่เหนือกว่า ช่วยยกระดับแบรนด์ให้ดูมั่นคงและรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างมีคุณภาพ
แม้กลยุทธ์ Value Added จะทรงพลัง แต่ต้องมั่นใจว่าแคมเปญที่ใช้มีความแตกต่างจากคู่แข่ง เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และสามารถควบคุมต้นทุนให้เกิดความสมดุลกับรายได้และผลกำไรได้จริง
ในทางกลับกัน กลยุทธ์ “สงครามราคา” เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีพลังดึงดูดสูง สามารถสร้างทราฟฟิกและกระตุ้นการกลับมาใช้บริการได้รวดเร็ว ด้วยข้อเสนอที่จับต้องได้ในทันที
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความถี่ในการลดราคาจะค่อย ๆ เปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภค จนลูกค้าอาจไม่เต็มใจจ่ายราคาปกติ และกลายเป็นคนที่รอเพียงแค่ช่วงโปรโมชัน
อีกทั้ง การลดราคาเพื่อต่อสู้กับคู่แข่ง หมายถึงรายได้ต่อหัวที่ลดลง จึงจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากพอ เพื่อชดเชยมาร์จิ้นที่ลดลง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในธุรกิจที่ต้นทุนผันผวน
Marketeer มองว่า การเลือกใช้กลยุทธ์ Value Added หรือการทำสงครามราคา ต่างมีทั้งข้อดีและความท้าทาย ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของแต่ละแบรนด์ และจังหวะที่เลือกใช้เครื่องมือนั้นในตลาด
แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือ การแข่งขันครั้งนี้ทำให้ตลาดสุกี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และผู้บริโภคคือผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ทว่าในระยะยาว อาจต้องจับตาว่าแรงกดดันจากต้นทุนและมาร์จิ้นที่ลดลง จะกระทบต่อคุณภาพหรือไม่
