Alimentation Couche-Tard Inc. (ACT) บริษัทค้าปลีกของแคนาดา ประกาศถอนตัว จากการเข้าซื้อกิจการ Seven & i Holdings Co. (Seven & i) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเชนร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทั่วโลก มูลค่า 47,000ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท) แล้ว เนื่องจากคู่เจรจา แทบไม่ได้มีส่วนร่วมอันจะทำให้ข้อตกลงเดินหน้าเลย
ตามแถลงการณ์ของ ACT ระบุว่า Seven & i ไม่จริงใจและไม่ตั้งใจที่จะเจรจาเลยแม้แต่น้อย แต่ฝ่าย Seven & i ตอบโต้ว่า ได้พิจารณาข้อเสนอของอีกฝ่ายอย่างรอบคอบ รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมายต่างๆ แล้ว
Seven & i กล่าวต่ออีกว่า คาดไว้แล้วว่า ACT คงต้องมีท่าทีเช่นนี้ และทางบริษัทจะขอ ดำเนินงานด้วยตัวเองเพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจต่อไป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ แผนซื้อกิจการของ ACT เพื่อขึ้นเป็นบริษัทค้าปลีกอันดับ 1 ของโลก ด้วยสาขารวมกันมากถึง 67,000 แห่ง ที่ดำเนินมากว่า 1 ปี และถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการค้าปลีก ต้องยุติลงอย่างแน่นอนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย เริ่มจากฝ่าย ACT แม้เป็นที่รู้กันว่าถ้าปิดดีลได้จะขึ้นมาเป็นบริษัทค้าปลีกอันดับ 1 ของโลกทันที แต่ดีลนี้ก็มีแผนเอาคืนซ่อนอยู่
เพราะเมื่อปี 2021 ก่อนหน้านี้ ACT ถูก Seven & i ปาดหน้า Speedway เชนร้านสะดวกซื้อตามปั๊มน้ำมันในสหรัฐฯ และยังเป็นการกู้หน้า จากแผนซื้อกิจการ Carrefour ที่ล้มเหลวในปี 2020 หลังรัฐบาลฝรั่งเศสไม่อนุมัติอีกด้วย
ความต้องการอยากได้ 7-Eleven ของ ACT แสดงให้เห็นผ่านทางการเพิ่มวงเงินซื้อกิจการจาก 38,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) เป็น 47,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) เพื่อหวังให้ Seven & i พอใจ
ส่วนอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ความเคลื่อนไหวของฝั่ง Seven & i โดยหลังมีข่าวว่าตกเป็นเป้าหมายในการซื้อกิจการของ ACT เมื่อพฤษภาคม 2024 และมีรายงานว่าบอร์ดบริหารให้รับข้อเสนอไปพิจารณา
ท่ามกลางการประเมินว่า หากปิดดีลได้ จะถือเป็นดีลซื้อกิจการครั้งใหญ่สุดของญี่ปุ่น และเปิดทางให้บริษัทต่างชาติพากันเข้ามาซื้อกิจการบริษัทญี่ปุ่นต่อเนื่อง อันจะเป็นการทำให้มีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้ามาเพื่อปลุกเศรษฐกิจที่ซบเซา
อย่างไรก็ตาม กลายเป็นว่าข้อเสนอการซื้อกิจการที่ทั้งโลกจับตามองนี้ไม่ถูกนำพิจารณาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวที่เป็นการส่งสัญญาณขัดขวางการซื้อกิจการออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากฝ่าย Seven & i เองและฝ่ายรัฐบาลญี่ปุ่น
Seven & i ประกาศปรับโครงสร้างองค์กร ด้วยการแยกบริษัทที่ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะประกอบไปด้วย 31 แห่ง เช่น ห้างสรรพสินค้า และร้านขายของใช้เด็ก ออกไป พร้อมตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมาดูแลบริษัทกลุ่มนี้ และจะทำไอพีโอด้วย
จากนั้นตระกูลผู้ก่อตั้ง Seven & i ก็ได้ซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อให้การซื้อกิจการยากขึ้น และยังตามมาด้วยการแต่งตั้ง สตีเฟ่น เฮย์ส ดาคัส เข้ามาเป็นซีอีโอต่างชาติคนแรกอีก เพื่อให้ผู้ถือหุ้นพอใจ และเขาก็ประกาศจะพาบริษัททำไอพีโอในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ได้ภายในปี 2026
ไล่เลี่ยกับการปรับโครงสร้างในองค์กรของ Seven & i ก็มีการเคลื่อนไหวสำคัญจากรัฐบาลญี่ปุ่นตามมา นั่นคือ ประกาศว่าร้านสะดวกซื้อ หรือที่เรียกตามภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่นว่า คอมบินิ ถือเป็นกิจการที่สำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ เช่นเดียวกับ โครงสร้างพื้นฐาน นิวเคลียร์ และแร่หายาก
นี่เป็นการสื่อว่า รัฐบาลห้ามไม่ให้กิจการเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือบริษัทต่างชาติ ดังนั้นจึงทำให้ Seven & i เหมือนรัฐบาลหนุนหลัง และสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการปัดตกข้อเสนอของ ACT ได้
จากทั้งหมดทำให้ 7-Eleven เป็นของ Seven & i ต่อไป โดยที่ญี่ปุ่นยังคงเป็นเบอร์หนึ่งของร้านสะดวกซื้อทั่วโลก สานต่อความสำเร็จในการบริหารธุรกิจนี้ที่ มาซาโตชิ อิโตะ ได้เริ่มไว้ หลังนำมาปรับปรุง พัฒนาต่อยอดและขยายสาขา จนปี 1990 สามารถซื้อ Southland Corporation บริษัทแม่ในสหรัฐฯ ที่ก่อตั้ง 7-Eleven ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม จากนี้ Seven & i คงต้องปรับปรุง 7-Eleven ให้ทันสมัยและคิดไอเดียใหม่ๆ ในการนำสินค้ามาจำหน่าย
ท่ามกลางรายงานของสื่อญี่ปุ่นว่า เจ้าของสาขา 7-Eleven ในญี่ปุ่นบางส่วนที่อยากให้บริษัทต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการ เพราะเชื่อว่า คงมีสินค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาขายบ้าง และบริษัทต่างชาติน่าจะป้องกันไม่ให้ระบบชำระเงินออนไลน์ล่มหรือถูกแฮกได้ดีกว่าบริษัทญี่ปุ่น
ซึ่งหากทำได้ก็ทำให้ 7-Eleven ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Lawson และ FamilyMart ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน / japantoday
