ความสำเร็จของอุตสาหกรรมคอนเทนต์เกาหลีใต้ ยังคงปรากฏให้เห็นไม่ขาดสายตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยหลักฐานล่าสุดคือการที่นิยายเรื่อง The Vegetarian คว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี 2024 ของฮันคัง
ต่อด้วยความโด่งดังของ K-pop Demon Hunters ในปีนี้ ที่ตัวหนังแอนิเมชันรั้งตำแหน่งยอดวิวอันดับต้นๆ ใน Netflix อยู่นาน ส่วนเพลงประกอบก็ทะยานติดชาร์ตเพลงในอันดับสูงๆ จนโรงหนังในอังกฤษ เตรียมนำมาฉายแบบ Sing-Along เพื่อให้แฟนเพลง K-pop ได้ไปร่วมร้องเพลงมากมายจากหนังในโรง

ทว่าก็มีคำถามเกิดขึ้นท่ามกลางความสำเร็จเหล่านี้ นั่นคือ K-Content จะยังคงความแรงต่อไปได้อีกนานแค่ไหน และจะมีวิธีไหนที่สานต่อความสำเร็จได้ในระยะยาว
ซงจิน หัวหน้าศูนย์วิจัยนโยบายอุตสาหกรรมแห่งศูนย์การสร้างคอนเทนต์เกาหลีใต้ เสนอว่า ค่ายคอนเทนต์เกาหลีใต้ ควรเปลี่ยนจากการผลิตในเกาหลีใต้แล้วส่งออก เป็นการร่วมมือในการผลิตกับต่างประเทศหรือปรับให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของประเทศอื่นๆ
นี่คือการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์จาก Made by South Korea ไปเป็น Made with South Korea โดยซงจิน ยกตัวอย่างซีรีส์ของ Netflix เรื่อง When Life Gives You Tangerines ที่มีการปรับชื่อเรื่องให้แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด

โดยในสหรัฐฯ ปรับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษตามสุภาษิตอเมริกันที่ว่า When life gives you lemons, make lemonade (เมื่อชีวิตให้มะนาว ก็จงเอามันไปทำน้ำมะนาว) โดยเปลี่ยนจากมะนาวในสุภาษิตเป็นส้มแทงเจอรีน ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเกาะเชจู สถานที่หลักของเรื่อง
ซงจิน กล่าวว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะใส่ใจตั้งแต่การทำซับไตเติล การพากย์เสียง ไปจนถึงการปรับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเป็นความพยายามที่ต้องใส่ใจอย่างพิถีพิถันเพื่อลดอุปสรรคสำหรับผู้ชมทั่วโลก
ซงจินยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมผลิตกับผู้สร้างในท้องถิ่น (Co-production) และการใช้นักแสดงที่หลากหลาย เพื่อให้คอนเทนต์เข้าถึงง่ายขึ้น K-Content ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่สร้างในเกาหลีแล้วส่งออกไปต่างประเทศอีกต่อไป แต่เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
ขณะที่ โกซัมซอก ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยทงกุก เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะเปิดโอกาสให้คอนเทนต์เกาหลีใต้รุกตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น และใช้โอกาสจาก Soft Power ของเกาหลีใต้ที่มีภาพลักษณ์ดีมากกว่าประเทศคู่แข่ง
โกซัมซอก ยกตัวอย่างว่าประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหมุดหมายสำคัญ ที่แม้จีนทุ่มลงทุนอย่างหนัก แต่เมื่อประเทศเหล่านี้มองหาคู่ค้าในการทำธุรกิจ พวกเขามักจะมองมาที่เกาหลีใต้มากกว่า ดังนั้น หากเราสามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้ คลื่นเกาหลีหรือฮันรยูก็จะขยายตัวต่อไปได้อีก
อีกหนึ่งปัญหาเร่งด่วนคือ การที่อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มระดับโลกมากเกินไป โดย Netflix ครองตลาดการจัดจำหน่ายซีรีส์และภาพยนตร์เกาหลีใต้ ทำให้บริษัทผู้ผลิตสูญเสียอำนาจต่อรอง ขณะที่ผู้สร้างแทบไม่ได้รับผลตอบแทนจากสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
ความสำเร็จของซีรีส์ Squid Game ยิ่งตอกย้ำปัญหานี้ เพราะ Netflix เป็นเจ้าของ IP ทั้งหมด ดังนั้นประโยชน์ต่างๆ ที่เกาหลีใต้ควรจะได้รับจึงมีอยู่อย่างจำกัด จนเป็นการเสียโอกาสและย้อนกลับมาทำร้ายอุตสาหกรรมคอนเทนต์เกาหลีใต้เอง
คอนเซ็ปต์ Made with South Korea ยังควรถูกนำมาปรับใช้กับงานเขียนและวรรณกรรมเกาหลีใต้ด้วย โดยสื่อเกาหลีใต้รายงานว่า การที่ฮันคังได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ได้เปิดประตูบานใหม่ให้กับวงการวรรณกรรมเกาหลี

ข้อมูลจากสถาบันแปลวรรณกรรมเกาหลี ระบุว่า เมื่อปี 2024 ยอดขายหนังสือเกาหลีใต้ฉบับแปลในต่างประเทศที่สถาบันให้การสนับสนุน พุ่งสูงถึง 1.2 ล้านเล่ม เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจาก 520,000 เล่มของเมื่อปี 2023
เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสิ่งสำคัญคือการสร้างฐานผู้อ่านที่ยั่งยืน โดยสถาบันฯ มีแผนจะขยายสถาบันการแปล ผ่านการเพิ่มการสอนภาษาเวียดนาม อินโดนีเซีย และอาหรับเข้าไป และเตรียมจัดตั้ง บัณฑิตวิทยาลัยด้านการแปลศึกษา ภายในปี 2027 เพื่อสร้างนักแปลมืออาชีพโดยเฉพาะ
ควักฮยอนจู ผู้อำนวยการของสถาบันแห่งนี้ ชี้ว่า แม้เป็นเรื่องที่ท้าทายแต่ก็จะสามารถผลักดันการเติบโตเชิงคุณภาพได้ เพราะจะช่วยให้วรรณกรรมเกาหลีใต้เป็นที่รู้จักในระดับโลกมากขึ้น
ดังนั้นการแปลวรรณกรรมเกาหลีใต้ในภาษาต่างๆ ให้ครอบคลุมทั้งงานคลาสสิก งานสมัยใหม่ งานเขียนของสตรี แฟนตาซี กวีนิพนธ์ และบทวิจารณ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง / koreatimes
