จุดเริ่มต้นของดีลนี้
8 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) มีมติอนุมัติให้ร่วมทุนกับ เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ “ทีเคเอ็น แอนด์ เมเจอร์ ป๊อปคอร์น จำกัด” ทุนจดทะเบียนรวม 100 ล้านบาท
แบ่งเป็น เถ้าแก่น้อยถือหุ้น 51% (มูลค่า 51 ล้านบาท) เมเจอร์ถือหุ้น 49% (มูลค่า 49 ล้านบาท)
จุดประสงค์หลักคือการผลิตและจำหน่าย “ข้าวโพดคั่วแบบซองพร้อมรับประทาน” ทั้งในไทยและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ Popcorn Major
เมื่อวานนี้ 7 ตุลาคม 2568 บริษัทจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว มีคณะกรรมการร่วม 4 ท่านจากทั้งสองฝั่ง ได้แก่
วิศรุต พูลวรลักษณ์, อภิรักษ์ โกษะโยธิน (ตัวแทนเมเจอร์) และ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์, นายจิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล (ตัวแทนเถ้าแก่น้อย)
เถ้าแก่น้อย + เมเจอร์ จับมือกันเพราะอะไร
ฝั่งเถ้าแก่น้อยคือผู้นำตลาดสาหร่ายอบกรอบอันดับ 1 ของไทย ที่มีเครือข่ายตลาดต่างประเทศกว่า 40 ประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน และกำลังขยายจาก “สาหร่าย” สู่ “สแน็กหลายรูปแบบ” เพื่อกระจายความเสี่ยงและโตในตลาดโลก
(ล่าสุดเถ้าแก่น้อยยังได้เข้าซื้อหุ้นใน “เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน)” ซึ่งเป็นผู้ผลิต “ข้าวตังเจ้าสัว” โดยมีแผนเปิดตัวสินค้าที่พัฒนาร่วมกันในปี 2026)
ส่วนเมเจอร์ฯในปี 2567 มีรายได้รวมประมาณ 7,767 ล้านบาท รายได้หลัก 79% มาจากธุรกิจโรงภาพยนตร์ (การขายตั๋วหนัง) และที่เหลือมาจากธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งหลัก ๆ คือการขายป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มหน้าโรงภาพยนตร์
ที่ผ่านมา เมเจอร์พยายามขยายตลาดป๊อปคอร์นออกนอกโรงหนัง ทั้งเปิดคีออสก์ “Popstar” และขายผ่านร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งโมเดิร์นเทรด
แต่เมื่อยังขาดพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้าน “การผลิตและกระจายสินค้า” ดีลนี้จึงเป็นการผนึกกำลังกันอย่างลงตัว
ก่อนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนนี้ เมเจอร์ฯ ได้เริ่มลงทุนเชิงกลยุทธ์ด้วยการทยอยซื้อหุ้นในเถ้าแก่น้อยจนถือสัดส่วน 10%
ปี 2566 ทั้งสองเคยทดลองตลาดมาแล้ว กับสินค้าชื่อ “ป๊อปคอร์นเมเจอร์ x เถ้าแก่น้อย รสโนริสาหร่าย” ที่วางขายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วประเทศ ราคาเพียง 28 บาท เป็นการรวมตัวของ “รสชาติโรงหนัง” กับ “กลิ่นสาหร่ายที่คนไทยคุ้นเคย”
การตอบรับที่ดี กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งสองฝ่ายเห็นภาพตรงกันว่าตลาด “ข้าวโพดคั่วแบบซอง” ยังมีช่องว่างใหญ่ และมีโอกาสจะส่งออกไปต่างประเทศได้
สำหรับเมเจอร์ นี่คือการลดการพึ่งพารายได้จากตั๋วหนัง และขยาย “ธุรกิจอาหาร” ให้กลายเป็นเสาหลักอีกต้นของบริษัท
ส่วนเถ้าแก่น้อย ก็ได้เพิ่มหมวดสินค้าใหม่ที่คนไทยคุ้นเคย ต่อยอดจากสาหร่าย อีกชนิด
ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนดูหนังไม่ได้มีเฉพาะในโรง แต่ “ความอยากกินป๊อปคอร์น” ยังอยู่ทุกที่ การรวมตัวของ “เถ้าแก่น้อย” และ “เมเจอร์” คือภาพของสองแบรนด์ไทยที่เลือกใช้จุดแข็งของกันและกัน
เพื่อสร้าง “ของใหม่” ที่อาจกลายเป็นแบรนด์ป๊อปคอร์นจากเมืองไทย ที่ได้ไปอยู่บนเชลฟ์ของร้านค้าระดับโลกอีกด้วย
บริษัทฯจะเริ่มโฟกัสตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยเตรียมวางจำหน่ายผ่านช่องทาง Modern Trade (MT) และ Traditional Trade (TT)
ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีประเทศเป้าหมายในกลุ่มอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้จดทะเบียนเครื่องหมายฮาลาลไว้แล้ว
ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer
