Buy Now Pay Later หรือ BNPL เป็นที่พูดถึงมากในช่วงปี 2020 ซึ่งในไทยนั้นอาจจะไม่ได้มีข่าวอะไรมากหลังจากนั้น

แต่ถ้าเราลองข้ามไปดูฝั่งอเมริกา จะเห็นภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

มูลค่าการใช้จ่ายผ่าน BNPL นั้นเติบโตมากกว่า 5 เท่า จากปี 2020 ที่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2024

บนโซเชียลมีเดียต่างประเทศ ผู้คนพูดถึงการใช้ BNPL กันเป็นเรื่องปกติ

มีคนโพสต์ว่า “ซื้อของชำผ่อนจ่าย 4 งวด” บ้าง “สั่งอาหารแบบผ่อน” บ้าง จนดูเหมือนว่า BNPL กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางชำระเงินที่ผู้คนคุ้นเคยไปแล้ว

แล้ว BNPL ที่ว่านี้มันคืออะไรกันแน่ และมีอะไรที่เราควรรู้บ้าง?

ถ้าจะอธิบายง่ายๆ BNPL ก็คล้ายกับบัตรเครดิตรูปแบบหนึ่ง แต่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วกว่ามาก

จินตนาการว่าคุณกำลังซื้อของออนไลน์ พอถึงหน้าชำระเงิน คุณจะเห็นตัวเลือก BNPL โผล่มา คุณก็สามารถเลือกที่จะแบ่งจ่ายเป็นงวดเล็กๆ ได้เลย โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 4 งวด ทุกๆ 2 สัปดาห์

ยกตัวอย่างเช่น คุณเห็นเสื้อผ้าตัวหนึ่งราคา 6,000 บาท แต่ไม่อยากจ่ายก้อนเดียว ด้วย BNPL คุณก็แค่จ่ายงวดละ 1,500 บาท

ในหลายประเทศ การใช้ BNPL แทบจะครอบคลุมทุกอย่างที่คุณคิดได้ ตั้งแต่มื้ออาหาร ของชำ ไปจนถึงของใช้ในบ้าน

ข้อมูลจาก Harvard Business Review พบว่าคนที่ใช้ ซื้อของเพิ่มขึ้นถึง 17-26% และยอดใช้จ่ายต่อครั้งก็สูงขึ้น 10% จากการที่ลูกค้าสามารถแบ่งจ่ายได้ เหมือนกับมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น

โดยจุดที่ BNPL ต่างกับบัตรเครดิตนั้นคือ “การเข้าถึงที่ง่ายกว่า”

เพราะ BNPL ส่วนใหญ่ไม่ต้องรายงานข้อมูลให้หน่วยงานกำกับดูแล และมีข้อจำกัดน้อยกว่า การคัดกรองผู้ใช้งานจึงมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่ไม่ซับซ้อนเท่า

ผลก็คือ คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ยังไม่มีประวัติเครดิตที่ดีพอ หรือแม้แต่คนที่เคยสมัครบัตรเครดิตแล้วไม่ผ่าน ก็สามารถใช้ BNPL ได้ มันเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงสินค้าและบริการที่เคยเข้าไม่ถึงมาก่อน

.

คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ ถ้าบริษัท BNPL ให้เราผ่อนจ่ายได้แบบนี้ แล้วพวกเขาหาเงินจากไหน?

Wall Street Journal ได้ไปสัมภาษณ์ผู้ให้บริการและพบว่า รายได้มาจากสองช่องทางหลักๆ

  • ช่องทางแรก จากดอกเบี้ยในกรณีที่ลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า
  • ช่องทางที่สอง จากค่าธรรมเนียมที่คิดกับร้านค้าที่ใช้ BNPL

ซึ่งรายได้ค่าธรรมเนียมนั้นถือเป็นรายได้หลักของ Afterpay ผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ของอเมริกา

ค่าธรรมเนียมนี้คิดจากมูลค่าสินค้าประมาณ 4-8% ของราคา โดยสาเหตุที่ร้านค้ายอมจ่ายเพราะมันคุ้มค่า

เหตุผลง่ายๆ คือ BNPL ช่วยเพิ่มยอดขาย ลูกค้าบางคนที่ไม่มีเงินพอจะซื้อเป็นก้อนเดียว ก็สามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นเมื่อแบ่งจ่ายได้ ร้านค้าก็ปิดการขายได้ง่ายขึ้น

ด้วยความสะดวกสบายและการเข้าถึงที่ง่ายดายนี้ มูลค่าการใช้จ่ายผ่าน BNPL จึงเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เรื่องมันก็ไม่ได้ราบรื่นไปหมด

เพราะเบื้องหลังความเติบโตนี้ มีความเสี่ยงที่ที่น่ากังวลเลย

.

เช่นเดียวกับธุรกิจให้สินเชื่อทั่วไป ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของ BNPL ก็คือ “การที่ลูกค้าไม่จ่ายเงินคืน”

สองในสามของผู้ที่ใช้บริการ BNPL นั้นมีความน่าเชื่อถือทางการเงินในระดับที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูง

ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งบริษัท BNPL ต้องการเติบโตเร็วเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งต้องยอมปล่อยสินเชื่อให้คนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ

ตัวเลขปัจจุบันบอกว่า ลูกค้าที่ชำระเงินช้ากว่ากำหนดสูงถึง 41% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงมาก และเป็นสัญญาณที่หลายฝ่ายจับตามอง

การที่เข้าถึงได้ง่ายเกินไป ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็กลายเป็นความเสี่ยงได้เช่นกัน เพราะคนที่จริงๆ แล้วมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง กลับสามารถใช้บริการได้อย่างง่ายดาย นี่จึงทำให้เกิดความกังวลในวงการเศรษฐกิจว่า หนี้ก้อนนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร

ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ เนื่องจากหนี้ BNPL ยังไม่ได้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดเหมือนสินเชื่อประเภทอื่น ปริมาณหนี้จึงไม่ได้ถูกบันทึกในระบบอย่างชัดเจน จนมีคนเรียกมันว่า “หนี้ที่มองไม่เห็น” ซึ่งมีมูลค่าในอเมริการวมกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 23 ล้านล้านบาท

และนี่คือจุดที่น่าเป็นห่วงจริงๆ ผู้ใช้บริการ BNPL ส่วนใหญ่มีพื้นฐานเครดิตที่ไม่ค่อยดีนัก หากเศรษฐกิจเกิดชะลอตัว ความเสี่ยงที่หนี้ก้อนใหญ่นี้จะเกิดการผิดนัดชำระแบบหมู่ก็สูงมาก และนั่นอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของอเมริกาโดยรวมได้

เรื่องราวของ BNPL จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของนวัตกรรมทางการเงินที่มาพร้อมกับทั้งโอกาสและความเสี่ยง มันช่วยให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างความเสี่ยงใหม่ที่ระบบเศรษฐกิจต้องเตรียมรับมือ