“สยามพิวรรธน์” ชวน “ไซม่อน” ลงขันเปิดลักชัวรี่พรีเมี่ยมเอาท์เล็ต

เมื่อ 20 ปีก่อนสยามพิวรรธน์ได้วางแผนจะทำ เอาท์เล็ต เพื่อทำให้ธุรกิจค้าปลีกครบวงจร แต่ที่สุดแล้วก็ไม่เคยได้เกิดขึ้นจริงๆ สักที เพราะสยามพิวรรธน์ก็ยอมรับว่าตัวเอง ยังไม่มีโนฮาวเพียงพอที่จะสามารถเปิดเองได้ ด้วยระบบจัดการหลังบ้านของเอาท์เล็ต เป็นคนละเรื่องกับการจัดการศูนย์การค้าที่ตัวเองถนัด ทั้งสินค้าและกลไกราคา

จนในช่วง 3 ปีที่ก่อนการเปิดเอาท์เล็ตได้กลับมาอยู่ในแผนอีกครั้ง โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี หรือ ปี 2019 จะต้องเปิดให้ได้อย่างน้อย 1 สาขา ขณะเดียวกันจุดอ่อนเรื่องโนฮาวก็ยังอยู่ จึงเป็นเหตุให้สยามพิวรรธน์ต้องเร่งออกหาผู้ที่ถนัด มาช่วยให้ภาพในฝันเกิดขึ้นให้เกิดขึ้นจริง

สยามพิวรรธน์
ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ และ มาร์ค ซิลเวสทรี EXECUTIVE VICE PRESIDENT ของไซม่อน

ในที่สุดสยามพิวรรธน์ก็ได้ประสบความนำเร็จในการชักชวนไซม่อนบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีก ที่มีพรีเมี่ยมเอาท์เล็ตอยู่ในมือกว่า 96 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนี้ 15 แห่งอยู่ในเอเชีย ซึ่งได้แก่ 9 แห่งในญี่ปุ่น 4 แห่งในเกาหลี และ 2 แห่งในมาเลเซีย มาลงขันเพื่อเปิดสาขาแรกในเมืองไทยจนได้

ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ บอกว่า ในอดีตเอาท์เล็ตเกิดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงห์ไว้เป็นแหล่งระบายสินค้าที่ค้างสต็อก

แต่ในระยะหลังๆคนเริ่มรู้แล้วว่า ที่นี่มีสินค้าราคาไม่แพงคนพากันมาซื้อ ทำให้ในระยะหลังบางแบรนด์ถึงกับผลิตสินค้าเพื่อวางขายในเอาท์เล็ตโดยเฉพาะ ยิ่งในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาตลาดนี้เติบโตสูงมาก ทว่าตลาดนี้ยังคงเป็นตลาดเงียบๆที่ยังไม่ใครเข้าใจมากนัก

ด้วยเหตุนี้แม้สยามพิวรรธน์จะมีสยามพารากอน ซึ่งมีคอนเน็คชั่นกับแบรนด์เนมอยู่แล้ว แต่ก็มองว่ายากหากจะเปิดเอง เพราะพรีเมี่ยมเอาท์เล็ตไม่ใช่จู่ๆ ใครลุกอยากจะขึ้นมาทำก็สามารถทำได้เลย หากต้องมีประสบการณ์ และต้องมีคอนเน็คชั่นกับแบรนด์เนมต่างๆทั่วโลก

ทั้งประสบการณ์และคอนเน็คชั่นเป็นสิ่งที่ไซม่อนมีอยู่แล้ว สยามพิวรรธน์จึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายติดต่อไปก่อน ใช้เวลาเจรจากว่า 1 ปี ถึงจะตกลงกันได้ โดยเหตุผลหลักที่ไซม่อนเลือกมาเปิดเมืองไทย คือ 1.ประชากรที่มีจำนวนถึง 77 ล้านคน และ 2.จำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตปีละ 10-15% ปีนี้คาดว่าจะมีสูงถึง 35 ล้านคน

ตัวอย่างโครงการที่ผ่านมาของไซม่อน

ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมกับเปิดบริษัทขึ้นมาใหม่ด้วยทุนจดทะเบียน 130 ล้านบาท ถือหุ้นฝั่งละ 50% โดยวางแผนภายใน 3 ปี จะทำลักชัวรี่พรีเมี่ยมเอาท์เล็ตทั้งหมด 3 แห่ง ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

แห่งแรกตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครจังหวัดที่มีประชากรมากกว่า 14 ล้านคนใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เขตเมือง บนที่ดิน 150 ไร่ย่านตะวันออก บนที่ดิน 150 ไร่ ประกอบไปด้วย ร้านค้ามากกว่า 200 ร้านทั้งร้านค้าลักชัวรี่แบรนด์และแบรนด์ของดีไซเนอร์ที่เป็นที่ชื่นชอบและได้รับความนิยมมากที่สุดทั้งแบรนด์ระดับอินเตอร์เนชั่นแนลและแบรนด์ไทยต่างๆ

ส่วนราคาไม่ให้ต่างจากสาขาอื่นๆของโลกมากนักด้วยส่วนลด 25-70% วางกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทย 60% และต่างชาติ 40% คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในอีก 2-3 เดือน และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมปี 2019

ขณะเดียวกันแผนที่วางไว้คือต้องการให้คนสามารถมานี่นี่ได้ทุกวันส่วนหนึ่งด้วยรถที่จะผ่านหน้าโครงการวันละไม่น้อยกว่า 100,000 คัน จึงต้องการดึงทราฟฟิกให้เข้ามา จึงได้นอกจากร้านค้าแล้วจึงได้เติมร้านอาหารเข้าไป พร้อมตั้งเป้าที่จะสร้างให้เป็นเมืองด้วยการสร้างส่วนอื่น ๆเข้าไป แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่เหลือได้

ส่วนอีก 2 สาขาที่เหลือวางแผนที่จะเปิดตัวในภาคเหนือและภายใต้ อย่างละ 1 แห่งซึ่งนี่จะทำให้เป็นครั้งแรกที่สยามพิวรรธน์ได้ขยายสาขาออกไปยังต่างจังหวัดอีกด้วย


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer